0 Views


“อ๊า!”

เสียงร้องดังก้องอยู่ในหู

ไขมันที่คอของเขาถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ  และหลังจากที่เขาเดินไปอีกสองก้าวเขาก็ล้มลง

คลาร์กสั่นกลัวและขยับถอยหลัง

‘ดะ ได้อย่างไง…’

เขาไม่เชื่อในฉากด้านหน้า

‘ทำไมพวกงี่เง่าจากอาณาจักรรินท์….’

พวกงี่เง่าได้เดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับหอกและดาบในมือ

มีการเปิดเผยว่าพวกเขาเป็นทหารจากกองกำลังโรสซึ่งเป็นกองพลที่ 7 ของราชอาณาจักร รินท์

‘ทำไมพวกมันถึงมาอยู่ที่นี่!’

คลาร์กต้องการจะตะโกนแบบนั้น

‘ข้าได้ยินมาว่าไม่มีทหารประจำการอยู่ที่นี่’

เขามั่นใจ

เพราะเป็นเรื่องที่เขาเคยศึกษามานานกว่าหนึ่งเดือน

‘ดูเหมือนว่าพวกมันรู้เรื่องการโจมตีฉับพลันของเรา’

คลาร์กกัดฟันตนเอง

ฟันของเขากระทบกันไม่หยุด

ลมหายใจของเขาถูกอุดตันด้วยความกลัว ที่ไม่ทราบว่าเขาจะตายหรือไม่

‘แม่ง ข้าต้องการจะยึดปราสาทเบโน่ให้เร็วที่สุด’

เขาคิดว่าอาณาจักรรินท์ยังไม่มีการเตรียมตัวเกิดขึ้น

แต่มันไม่เป็นไปตามคลาร์ดคิดไว้

ทุกคนคิดเช่นนั้นและคิดว่าการต่อสู้จะไหลตามปกติ

‘ผิด พวกเราผิดหมด’

ตอนนั้นเอง เขารู้สึกถึงแรงกดดันที่เย็นเยือกจากด้านหลังขณะที่เขาขยับถอยหลัง

คลาร์กหยุดและมองไปด้านหลัง

“เฮือก!”

เขาเห็นหอกอยู่ตรงด้านหน้าจมูกของเขา

คลาร์กทนไม่ไหวอีกต่อไป

“เจ้าคือผู้บัญชากองกำลัง?”

เจ้าของเสียงคือผู้ที่ถือหอกไว้

คลาร์กมองไปที่ชายคนนั้น ขณะนั่งอยู่กับพื้น

มันดูอ่อนเยาว์ แต่มีเสน่ห์ที่ค่อนข้างดิบเถื่อน

เขาไม่ใช่ใครนอกจากโรอัน

“เผยชื่อและหน่วยมา”

โรอันนำหอกไปที่หน้าผากของคลาร์ก

“หึก”

คลาร์กขมวดคิ้ว

เขายอมทุกอย่างแล้ว

“ข้าเป็นผู้บัญชาการทหารคลาร์ก จากกองกำลังไพร์กองทหารกองพลที่ 1 แห่ง ราชอาณาจักรอิสเทล”

คลาร์กเปิดเผยตัวตนของเขาอย่างตรงไปตรงมา

‘เป็นกองกำลังไพร์’

“พวกเจ้ารู้ใช่ใหมว่าพวกข้าจะเข้าโจมตี”

ทหารของกองกำลังโรสซึ่งอยู่รอบตัวเขาได้เผยรอยยิ้มออกมาและพยักหน้า

คลาร์กเสียใจที่ได้ถามเรื่องนี้กับโรอัน

‘คนที่กำลังจะตายในไม่ช้า ได้ถามคำถามที่ไม่มีสาระ’

เขายิ้มแบบขมขื่น

“บอกชื่อของคนที่จะตัดหัวของข้าให้รู้ที”

โรอันมองไปที่ดวงตาของคลาร์กอย่างมั่นคงและใส่แรงในข้อมือของเขา

ชิ้ง

หอกได้ยกขึ้นสู่ท้องฟ้า

“เราชื่อโรอัน เป็นรองผู้บัญชาการกองกำลังโรส ของกองพลที่ 7”

และในเวลาเดียวกัน หอกได้ฟาดมาที่คอของคลาร์ก

คลาร์กฟังเสียงที่แหลมคมและปิดตาลง

ฉั่วะ

หอกได้ตัดคอของเขาทันที

ร่างที่สูญเสียหัวไปเริ่มล้มไปช้าๆ

ตึง

โรอันสบัดหอกในมือ และไล่เลือดที่ติดอยู่ที่หอกออกไป

เสียงร้องและเสียงตะโกนบริเวณรอบๆตัวเขาก็เริ่มสงบลง

‘การรบครั้งแรกเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์’

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

จุดเริ่มต้นของสงครามเริ่มต้นไปในทางที่ดี

‘ณ จุดนี้ข่าวการพยายามแทรกซึมของอาณาจักรเอสเทล น่าจะถึงศูนย์บัญชาการใหญ่ทางทิศตะวันออก’

ตอนนี้สถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ แม้เบนจามินมันจะโง่เง่า แต่มันก็ไม่สามารถนั่งนิ่งเฉยอยู่ได้

และอารอนก็รยงานเรื่องนี้ให้กับไอโอแทนเบนจามิน และไอโอได้นำอัศวินของเขามายืนยันสถาณการณ์จริง

‘แต่พวกเรายังขาดอยู่’

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักร เอสเทล พวกเขาต้องการกองกำลังของภาคตะวันออกและกองทัพหลวง

‘พวกเราจะทนรอจนถึงตอนนั้น’

เขาไม่ต้องการชัยชนะและเป็นที่หนึ่ง เขาต้องการที่จะสังหารศัตรูได้อย่างสมบูรณ์

พวกเขาเพียงต้องการจะผูกเท้าของพวกมันไว้เพื่อไม่ให้พวกมันได้ก้าวเข้าไปในราชอาณาจักร

แต่ถึงแบบนั้นก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีเวลาพวกเขาจะไม่มีเวลาพัก

‘อาณาจักรไบรอนก็น่าจะเริ่มเดินทัพเข้ามาแล้ว’

พวกเขาข้ามเขตแดนมาและกำลังเดินหน้าไปทางชายแดนตะวันออก

‘พวกมันจะมาเข้ามาร่วมกับทางอาณาจักรเอสเทล’

โรอันหายใจเข้าลึกๆ

‘กองพลที่ 3 และ ที่4 ต้องทำให้ดี …… ‘

เขาได้วางแผนที่จะประชุมกับอารอนก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น

กองพลที่ 3 และที่ 4 ต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักรไบรอนทางตอนเหนือในขณะที่ภาคตะวันออกต่อสู้กับอาณาจักรอิสเทล

แต่แน่นอนว่า พวกเขาไม่ต้องต่อสู้แบบทุ่มชีวิตและรักษาเขตแดนไว้

วัตถุประสงค์ของพวกเขาคือการดึงพวกมันเข้าไปในเขตแดนทางเหนือให้ลึกที่สุด

‘เราจะทำให้พวกมันไม่ระวังตัว’

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า

‘พวกเราต้องทำให้เส้นทางเสบียงนั้นยืดออกไปให้มากที่สุด’ 

ถ้าพวกเขาดึงพวกอาณาจักรไบรอนนานเข้าไปลึกมากเท่าไร พวกมันจะจะขาดแคลนเสบียงมากเท่านั้น

นี่เป็นเพราะความแตกต่างของความเร็วของกองกำลังและความเร็วในการเคลื่อนที่ของเสบียง

ถ้าเส้นทางส่งเสบียงนั้นขาดลงกองกำลังทหารจะหมดแรงได้

นั้นเป็นจุดที่โรอันได้เล็งไว้

‘ถ้าทหารจากทางเหนือได้โจมตีไปที่เสบียง…’

อาณาจักรไบรอนจะตกอยู่ในความโกลาหล

ไม่ มันไม่ใช่แค่ความโกลาหล

กองพลที่ไม่มีเสบียงก็ไม่สามารถทำสงครามต่อได้

เสบียงเป็นสิ่งสำคัญในการทำสงคราม

แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แผนสำคัญ

ขณะหนึ่งในแผนการเล็ก ๆ ของเขาเบี่ยงเบนไป อาณาจักรรินท์จะล่อพวกเขาเข้าถ้ำเสือ

‘พวกเขาต้องทำหน้าที่ตามบทบาทให้ดีขึ้น’

จากนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังออกมาจากด้านหลัง

“โรอัน นี่เป็นชัยชนะอย่างสมบูรณ์ อย่างสมบูรณ์”

เมื่อเขาหันกลับไป เขาเห็นเกลและเคนนิสได้เข้ามาหาเขา

พวกเขาภาคภูมิใจจากชัยชนะที่สมบูรณ์

“พวกเราจะเคลื่อนที่ไปไหนต่อ?”

เกลถามขณะมองไปที่สนามรบ

โรอันตอบกลับเบาๆ

“เราต้องรอจนกว่าทีมข้อมูลจะมาถึง”

“อ่า ทีมข้อมูล ใช่ ใช่”

เกลเอ่ยออกมาเบาๆ และพยักหน้า

เขามองไปที่หน้าของโรอัน

‘ทีมข้อมูล…. ใช้ในสงคราม?’

เมื่อเขาได้ยินมาว่า โรอัน ต้องการสร้างทีมข้อมูล เขาไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย

เพราะเขาคิดว่าการใช้ยามเฝ้า ก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนั้น เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่จะตั้งทีมที่ไม่ผู้ที่ต่อสู้ได้เลย และจะทำให้พวกเราเสียเปรียบในเรื่องตัวเลขจำนวนทหารด้วย

แต่เมื่อพวกเขาได้สร้างทีมข้อมูลตามความเห็นของ โรอัน พวกเขาก็ประหลาดใจในบทบาทของพวกเขา

แม้ว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขา

รอคอยซุ่มโจมตีกองกำลังไพร์ ตอนที่พวกมันได้เดินมาตามเส้นทางที่ทีมข้อมูลได้บอกมา

เขามองไปที่โรอันด้วยความประหลาดใจ

‘เขามองเราแบบนี้อีกแล้ว…’

โรอันยิ้มกระอักกระอ่วนและมองไปทางอื่น

เดี่ยวนี้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เขาจะมองมาที่เราก่อนตลอด

ความประหลาดใจ ,ความเคารพ ,ความชื่นชม

แต่แน่นอนว่ามีบางครั้งที่ เกิดอาการ อิจฉา หงุดหงิดและหึงหวงอยู่บ้าง แต่ก็หายาก

โรอันได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทุกคน

‘ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับหน่วยงานข้อมูล’

ในตอนแรกเขาวางแผนที่จะใช้ คริส และสมาชิกหน่วยของเขาในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

แต่สำหรับคนปกติที่ไม่ได้เป็นทหารการเดินอยู่สนามรบเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกทหารที่มีสายตาที่ดีและความคล่องตัวสูง มาอยู่ในทีมข้อมูล

‘เพ็นเป็นผู้นำที่ดี’

ผู้บัญชาการกองร้อยไม่ใช่ทหาร แต่เป็นผู้ช่วยของคริส เพ็น

‘หลังจากนี้ เราจะสร้างหน่วยงานท่องเที่ยวของคริสเป็นหน่วยงานข้อมูลแทน’

ความสำคัญของข้อมูลจะเห็นได้ว่าเมื่อเวลาได้ผ่านไป

ก่อนอื่นเขาต้องจัดตั้งองค์กรให้เป็นระบบก่อน

‘เวลาที่ต้องมีหน่วยงานข้อมูลได้มาถึงแล้ว’

กลุ่มข้อมูลที่ดีที่สุดที่ได้รับข้อมูลทั้งหมดในทวีปในชาติที่แล้วของเรา

หน่วยงานของคริส

เวลาที่จะเดินไปก้าวแรก

………….

คริสประสบความสำเร็จในการรวบรวมข้อมูลอาณาจักร เอสเทล เนื่องจากการใช้หน่วยงานและทีมข้อมูล

โชคดีที่การเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่ต่างจากในความทรงจำ

ความทรงจำของโรอันและข้อมูลของหน่วยงาน ได้รวบรวมเข้าด้วยกัน

เมื่อสองอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันทำให้ข้อมูลที่มีนั้นแม่นยำและมีค่าขึ้นมาก

ด้วยเหตุนี้ กองพลที่ 7 และอีกสามกองพล จึงสามารถสร้างแนวป้องกันก่อนที่กองกำลังของ อาณาจักรเอสเทลจะโจมตีมาได้

หลังจากที่พวกเราได้ติดตั้งรั้วไม้และเครื่องกีดขวางที่แข็งแกร่งไปได้สี่วันคนของอาณาจักรเอสเทลก็ปรากฏตัวขึ้น

จำนวนของพวกมันมีมากกว่า 80000คน

เปรียบเทียบกับพวกเรา จำนวนของกองพลทั้งสี่รวมกันนั้นมีอย่ประมาณ 30000 นาย

“น่าอัศจรรย์”

อารอนตกใจเป็นอย่างมาก

แม้ผู้บัญชาการกองพลอื่น ๆ ก็กลืนน้ำลายแห้งๆ

สิ่งที่โชคดีที่สิ่งกีดขวางของพวกเขานั้นอยู่ในตำแหน่งที่ดี

ไม่ ถ้าจะให้พูดชัดเจน ต่ำแหน่งที่ค่ายของอาณาจักรเอสเทลนั้นแย่

พวกมันอาจจะตั้งค่ายที่ไหนสักแห่งในที่ราบสักแห่ง แต่อาณาจักร รินท์ได้ตั้งสิ่งกีดขวางไว้แล้ว

“มันเหมือนกับข้อมูลของโรอันและรายงานจากหน่วยงานข้อมูล”

อารอนจ้องมองที่ปลายที่ราบด้วยความรู้สึกพึงพอใจ

เขาประหลาดใจอีกครั้งกับความสามารถและความคิดของโรอัน

ตอนนั้น เมนเดลก็ได้เข้ามาหาพร้อมกับท่าทางเร่งด่วน

“ผู้บัญชาการ”

อารอนและเหล่าผู้บัญชาการกองพลคนอื่น ได้หันมามองที่เมนเดลเป็นตาเดียว

เมนเดลได้พูดต่อด้วยท่าทางเคร่งเครียด

“ทหารของกองทัพภาคตะวันออก30,000 นาย ได้มาถึงบริเวณเนิฟแล้ว”

พื้นที่เนิฟนั้นอยู่ห่างจาก พื้นที่บลิ้ง เป็นเวลา 1วันถ้าเดินทางมา

“อ่า….”

ผู้บัญชาการกองพลอุทานออกมาและแสดงความรู้สึกโล่งใจ

แต่การแสดงออกของเมนเดลก็ยังคงเคร่งเครียด

“ดูเหมือนว่าบางอย่างเกิดขึ้น”

“ที่….”

เมนเดลลังเลที่จะเอ่ยออกมา

จากนั้นก็พูดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

“กองทัพตะวันออกตั้งค่ายในพื้นที่ของเนิฟ”

ตอนนั้นเอง ผู้บัญชาการกองพลต่างขมวดคิ้ว

“อะไรนะ?”

“เมื่อครู่พูดว่าอะไรนะ?”

ท่าทางของพวกเขาราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่

สำหรับพันธมิตรที่ตั้งค่ายในพื้นที่ที่ห่างจากสถานที่แห่งนี้เป็นเวลาหนึ่งวัน 

มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลย

“ผู้บัญชาการอารอนถ้ากองทัพภาคพื้นตะวันออกตั้งค่ายในเขต เนิฟ พวกเราควรจะถอยกลับไปหรือไม่? ”

“โอ้โห เจ้าคิดว่าเหมาะสม? ศัตรูจะนั่งนิ่งขณะที่พวกเราถอยกลับไปยังพื้นที่ของ เนิฟหรือ? “

ผู้บัญชาการต่างพูดคุยกันเองและครุ่นคิด

และอารอนก็เหมือนกัน

‘เบนจามิน ดอล์ย พวกมีปัญหา’

เบนจามินมีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ขี้ขลาดเกินไป

แน่นอนว่าเขาคงหวาดกลัวทหาร 80,000 แห่งอาณาจักร เอสเทบ เลยตั้งค่ายไว้ที่ด้านหลัง

‘ถอย? หรือปกป้องสถานที่แห่งนี้? ถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่สถาณการณ์ที่ดีเลยสักอย่าง’

ตอนนั้นเองเมนเดลก็พูดออกมา

“เรียกโรอันมาดีหรือเปล่าครับ?”

“โรอัน?”

อารอนหันศรีษะไปมองเมนเดล

เมนเดลกลืนน้ำลายลงก่อนที่จะพยักหน้า

“ใช่ ถ้าเป็นโรอัน คงจะมีวิธีอะไรดีๆ”

“อืมม ใช่ ถ้าเป็นโรอัน….”

อารอนจับไปที่คางก่อนที่จะพยักหน้า

“ดี เรียกเขามา”

“ครับ รับทราบครับ”

เมนเดลก้มศรีษะลงก่อนจะออกไป

เหล่าผู้บัญชาการที่กำลังถกเถียงกันอยู่ได้มองมาที่อารอน

“ใครคือ โรอัน?”

“เราได้ยินชื่อนี้มามาก…”

“อ่า! เขาใช่ทหารที่ได้รับเหรียญตราจากผู้บัญชาการเขตะวันออกใช่ใหม..?”

คำพูดนั้นอารอนได้พยักหน้ารับ

“ถูกตัอง. การต่อสู้ในหุบเขาเอล, ยุทธวิธีการกวาดล้างมอนสเตอร์ในที่ราบพีเดี่ยน, การสู้รบที่ป่าอิ่นท์, กลยุทธ์น้ำท่วมแม่น้ำฟิเล่, การรบที่ราบแสลน และการบุกรุกของอาณาจักรเอสเทล และอาณาจักรไบรอน ความสำเร็จที่โดดเด่นเหล่านี้ล้วนประสบความสำเร็จได้เพราะอารอน รองผู้บัญชาการกองกำลัง “

“อ่า…”

เหล่าผู้บัญชาการกองกำลังต่างอุทานออกมา

‘เขามีทักษะกลยุทธ์และยุทธวิธีที่อัฉริยะ’

‘พวกเขาบอกว่าทักษะหอกของเขานั้นก็สุดยอด’

‘มีข่าวลือว่าเขาเคยปะทะกับไวเคานต์รีเอล เบรกเกอร์’

ผู้บัญชาการมองไปหน้ากันและกัน พวกเขาต่างมีรอยยิ้มถึงความคาดหวัง

หลังจากนั้นไม่นานประตูก็เปิดออกและ โรอันก็โผล่เข้ามา

‘เด็กหนุ่มคนนี้คือโรอัน?’

‘เขาตัวเล็กกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก’

‘เราได้ยินว่าเขาเป็นยังหนุ่ม แต่เขายังเป็นเพียงแค่เด็กใหม่อยู่เลย’

รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาหายไป

ใบหน้าของพวกเขาปั้นยากอีกครั้ง

‘ตอนแรกเราก็เป็นแบบนี้’

อารอนมองไปรอบๆก่อนจะยิ้มจางๆ

‘แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็จะทึ่งในความสามารถของโรอัน’

เหมือนเขาเมื่อก่อน

“ท่านเรียกผมมาใช่ใหมครับ?”

โรอันทำความเคารพต่ออารอน

หลังจาที่อารอนพยักหน้า เขาก็บอกเรื่องที่เบนจามินได้ตั้งแคมป์อยู่ในเขต เนิฟ

โรอันโค้งคำนับด้วยท่าทางสงบ

‘เบนจามิน ดอล์ย มันทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก’

อย่างไรก็ตามเขาเดาว่าไอ้ขี้ป็อดนี้จะตั้งแคมป์ไว้ที่ด้านหลังอยู่แล้ว

‘ปัญหาคืออาณาจักรเอสเทล ตั้งค่ายในพื้นที่บลิ๊ง ต่ามที่หน่วยงานข้อมูล ได้รายงานออกมา’

‘โชคดีที่เป็นไปตามที่เราได้คาดเดา’

ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เท่าไร

“ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี เจ้ามีวิธีการที่ดีในการจัดการกับพวกเขาหรือไม่?”

อารอนได้ถามออกมา

โรอันตอบกลับราวกับว่าเขาได้รอคำถามนี้อยู่

“พวกเราต้องเตรียมตัวในการป้องกันการโจมตีตอนกลางคืน”

ในเวลานั้นอารอนและบรรดาผู้บัญชาการคนอื่น ๆ ต่างงุนงง

“โจมตีตอนกลางคืน?”

“เขาพูดว่าโจมตีตอนกลางคืน?”

“เจ้าบอกว่าอาณาจักรเอสเทลจะทำการโจมตีตอนกลางคืน?”

พวกเขาต่างหัวเราะ

‘พวกเขากล่าวว่าข่าวลือนั้นพูดเกินจริง…… ‘

‘ผลงานที่เขาได้สั่งสมมานี้ก็คงจะเป็นการหลอกลวง’

เหล่าผู้บัญชาการมองไปที่โรอันพร้อมกับส่ายหัว

ฟิลิป ฮัสผู้เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 และผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็เดาะลิ้นของเขา

“เดาะ เดาะ เจ้ารู้หรือไม่มันเป็นเวลาเก้าวันนับตั้งแต่ที่พวกมันข้ามพรมแดนมา? ”

“ใช่ ผมรู้”

โรอันก้มหัวลง

คนที่รายงานว่าอาณาจักรเอสเทียได้ข้ามพรมแดนมาแล้วก็คือเขาเอง

ฟิลิปพูดต่อเชิงตำหนิ

“กองทัพที่ประกอบด้วยทหาร 80,000 นาย ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ บลิ๊งเมื่อเก้าวันก่อน มันเร็วมาก ไม่ มันเป็นความเร็วจนเจ้าไม่สามารถจินตนาการได้เลย “

“ใช่”

เหล่าผู้บัญชาการต่างพยักหน้า

ฟิลลิปมองไปที่ดวงตาของ โรอันอย่างมั่นคง

“นั่นหมายความว่าพวกเขานอนหลับและทานอาหารน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้และเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน หมายความว่าพวกเขาได้ใช้แรงไปกับการเดินทัพไปมาก แต่พวกเขาพยายามที่จะโจมตีในเวลากลางคืน? เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่? “

เขาทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลก

เหล่าผู้บัญชาการต่างหัวเราะออกมา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูเหมือนว่าเขาไม่รู้เรื่องเหล่านี้เพราะเขายังไม่เคยเผชิญหน้ากับสงครามครั้งใหญ่ๆมาก่อน”

 “จากที่ข้าเห็น ผลงานของเขาก็ได้มาจากการสะสมผลงานในการเผชิญหน้ากับพวกมอนเตอร์โง่ๆ”

พวกเขาต่างพูดเหยียดหยาม

แต่ท่าทางของโรอันยังคงสงบนิ่งอยู่

เขาชี้ไปที่สุดทุ่งรายด้วยนิ้วมือ

ค่ายของอาณาจักรเอสเทล

“มองไปที่ค่ายนั้น”

พวกเขาหยุดหัวเราะและหันไปมองไปที่ค่าย

ทหาร 80,000 คนได้ตั้งค่ายขึ้น กระจัดกระจายกัน

แม้ว่าจำนวนของพวกเขาจะมากมาย แต่โครงสร้างของค่ายทหารของพวกเขาก็ไม่เป็นระเบียบ  และไม่มั่นคงเนื่องจากใช้เวลาน้อยมาก

คำพูดของโรอันเป็นความจริง

เป็นเรื่องยากที่จะตั้งค่ายเพราะด้วยจำนวนทหารที่มีมาก และดูจากเวลาที่เขาได้ตั้งค่ายของพวกเขา มันคงไม่มั่นคงเท่าไร

อารอนพึมพำราวกับว่าเขาคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง

“ราวกลับว่าพวกเขาต้องการหยุดพักชั่วคราว”

จากคำพูดนั้นโรอันพยักหน้า

“ถูกแล้ว พวกเขาไม่คิดที่จะอยู่สถานที่ตรงนี้เป็นเวลานาน”

ตอนนั้นเอง ฟิลิปก็พูดออกมา

“โฮ่! เจ้าตัดสินว่าพวกเขาจะทำการโจมตีในตอนกลางคืนเพียงเพราะการมอง? เพียงด้วยเหตุผลนี้เหตุผลเดียวเท่านั้นเหรอ?”

เขาเดาะลิ้นของเขาและส่ายหัว

แม้แต่ผู้บัญชาการคนอื่นต่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ

อย่างไรก็ตามการท่าทางของโรอัน ยังคงสงบอยู่

เขามอบกระดาษแก่อารอน

“ท่านช่วยดูสิ่งนี้ก่อน?”

“นี่คืออะไร?”

“ข้อมูลเกี่ยวกับแม่ทัพของอาณาจักรเอสเทีย”

คำพูดเหล่านั้น ทำให้อารอน มองไปที่กระดาษด้วยความประหลาดใจ

‘เขาทำเมื่อไร….’

เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้บัญชาการของฝ่ายตรงข้ามที่สำคัญที่ถูกเขียนไว้

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ละเอียด

เค้าโครงของพวกเขาลักษณะภายนอกคำอธิบายและอารมณ์ของพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่เขียนเกี่ยวกับความสำเร็จที่พวกเขาได้รับ

‘แม้ว่าจะไม่สามารถรวบรวมข้อมูลภายในได้ แต่เป็นเรื่องราวภายนอกที่ออกมาจากผู้คนของอาณาจักรเอสเทีย ถึงจะเป็นเช่นนั้นนี้กลายเป็นข้อมูลที่น่าทึ่ง’

เป็นข้อมูลที่คริสและหน่วยงานของเขารวบรวมขึ้นมาขณะที่เตรียมตัวทำสงคราม

สำหรับข่าวลือต่างๆหาได้จากผับ ตลาด สลัม แหล่งการค้า และตามซ่อง

ข้อมูลที่ได้มาจากทหารที่เดินเตร่ตามสถานที่เหล่านี้และมีการตรวจสอบว่าข้อมูลนี้ตรงกับรายงานมากน้อยเพียงใด

“ผู้บัญชาการ อารอน ท่านตกใจอะไร?”

“ขอดูหน่อย”

ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ติดข้างๆอารอน

“โอ้โห!”

“มันสุดยอดมาก”

เหล่าผู้บัญชาการต่างกลืนน้ำลาย

โรอันได้พูดต่อ

“ผู้บังคับบัญชาที่นำกองทัพนี้คือ ลูดเตอร์ เบล ท่านจะเห็นจากในรายงาน แต่ เขา…”

ผู้บัญชาการทุกคนหันไปมองโรอัน

“เขา ลูดเตอร์ เบลได้พยายามโจมตีตอนกลางคืนตอนที่ต่อสู้กับพันธมิตร ไอมัส “

จากคำพูดนี้ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

ในรายงานได้เขียนไว้แบบนั้น

‘ในชาติที่แล้ว ลูดเตอร์ เบล ก็ได้ตัดสินใจที่จะโจมตีในคืนแรกที่เขาได้ข้ามชายแดนอาณาจักร์รินท์มา’

ถึงแม้ว่าเวลาและสถานที่จะแตกต่างกัน แต่ลูดเตอร์ เป็นผู้บัญชาการที่มีแนวโน้มที่จะทำเช่นนั้น

แนวโน้มของผู้บัญชาการและโครงสร้างของค่าย

นอกจากนั้นจากความทรงจำของโรอัน

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีในคืนนี้นั้นมีสูงมาก

“หืมม”

ฟิลิปกัดริมฝีปากของเขา

เขาดูอึดอัด

“งั้น เจ้าจะบอกว่าให้พวกเราเตรียมตัวสำหรับการป้องกันการจู่โจมคืนนี้ ใช่ใหม?”

อย่างไรก็ตามการเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันการโจมตีในคืนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

นอกจากนั้น ถ้าพวกเขาได้เตรียมตัวแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือจะสูญเสียอะไร

‘ถ้าเรายังคงยืนกรานที่จะไม่ทำอะไร แต่พวกมันได้ทำการโจมตีในคืนนี้ …… ‘

พวกเราจะต้องเผชิญกับความสูญเสียขนาดใหญ่

ผู้บัญชาการทุกคนหันมามอง โรอัน

โรอันมองไปที่พวกเขาก่อนที่จะส่ายหัว

“ไม่ เราจะไม่เตรียมตัวป้องกันเพียงอย่างเดียว”

จากคำพูดนี้ทำให้ฟิลิปขมวดคิ้ว

“พวกเราต้องเตรียมเพิ่มอีกอย่างหรือ?”

“ครับ”

โรอันตอบสั้นๆและหายใจเข้าลึกๆ

เขาต้องการที่จะนำกระแสสงครามนี้กลับมาที่อาณาจักรรินท์

โรอันยังคงพูดต่อไปพร้อมกับมองหน้าผู้บัญชาการ

“พวกเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีสวนกลับ”

 

ติดตามต่อได้ที่

https://web.facebook.com/monarch.novel/