0 Views

โชคดีที่ภูเขานั้นเงียบสงบ
เหล่าทหารได้กลับไปหมดแล้วหลังจากที่ได้สำรวจภูเขาเสร็จสิ้น
โรอันได้ใช้น้ำตาแห่งคาเรี่ยนเพือตรวจสอบไปรอบๆภูเขาและหาคนที่ซ่อนอยู่
เขาเริ่มออกเดินทางไปทางไต้แทนที่จะไปทางเหนือที่เป็นกองกำลังโรสประจำอยู่
เป้าหมายของเขาก็คือไปที่ทุ่งราบที่ติดกับชายแดน
‘ที่นั้นน่าจะเป๊นที่ร้อนที่สุดในอาณาจักรนี้’
โรอันต้องการที่จะฝังกระดูกของเรดในที่ร้อนที่สุดถ้าเป็นไปได้
‘อันที่จริงเราอยากนำเขาไปที่ภูเขาเอ็ดน่า…’
ภูเขาไฟเอ็ดน่านั้นเต็มไปด้วยลาวาตลอดทุกฤดูกาล
แต่ภูเขานั้นอยู่ในบริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับอาณาจักรไดร้
และโรอันไม่มีใบอณุญาติ เขาจึงไม่สามารถข้ามไปที่อาณาจักรอื่นได้
‘ท่านเรด ที่นี่คือที่ๆร้อนที่สุดในอาณาจักรนี้’
เขาคิดว่าสถานที่ร้อนนั้นจะมีมานาธาคุไฟมากที่สุด
โรอันขุดดินบริเวณทุ่งราบที่ไม่มีมนษย์อาศัยอยู่และวางกระดูกไว้ที่นั่น
หลังจากที่วางกระดูกเรียบร้อยเขานำดินมากลบและได้นำหญ้าและกิ่งไม้มาตกแต่งด้วย
‘นี่คือสิ่งที่เราทำเพื่อท่าน’
เขาก่อไฟ
กิ่งไม้แห้งและหญ้าแห้งได้ติดไฟทันที
‘ถ้าความเข้าใจของเราถูกต้อง เทคนิคการฝึกมานาเฟรมดอร์จะสามารถสร้างเปลวไฟได้เพียงแค่เราสะบัดนิ้วมือ ’
โรอันมองไปที่เปลวไฟและนั่งลง
เขาพยายามรวบรวมมานาโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับที่ใช้ในถ้ำ
เขาเริ่มหายใจเข้าออกตามเทคนิค มานาก็ได้เริ่มไหลเข้ามาสู่ในร่างกาย
ปริมาณมานาที่เข้ามาในร่างกายเมื่อเทียบกับสถานที่ของไบเอทนั้นลดลงอย่างมาก
แต่
‘อ่า…’
ความร้อนได้ปกคลุมไปทั่วร่างกายของเขา
‘ร้อน’
มานาที่สะสมเข้ามาในร่างกายของเขา เต็มไปมานาธาตุไฟ
จำนวนมานาธาตุไฟนั้นมีมากกว่าภายในถ้ำอย่างเทียบไม่ได้
มานาธาตุไฟไหลเข้ามาภายในร่างกายตามเส้นมานาอย่างบ้าคลั่ง
โรอันพยายามหายใจตามเทคนิคและคอยสะสมมานาเข้าไปในหลุมมานา
หลุมมานาที่มีขนาดประมาณเหรียญได้เริ่มขยายกว้างออกขึ้นจนมีขนาดประมาณครึ่งกำปั้น
“วิ้ว”
โรอันถอนหายใจออกมาและเริ่มลืมตาช้าๆ
เปลวไฟด้านหน้ากำลังจะมอดและดับไป
‘หรือว่าเป็นเพราะเราดูดมานาธาตุไฟ?’
โรอันยิ้มเบาๆและลุกขึ้น
เขายังต้องการที่จะฝึกฝนมานาโดยก่อไฟรอบสถานที่นี้
อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคมานาในสถานที่ราบนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก
‘ถึงอย่างไรที่นี่นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ถ้ำมังกรฟ้า’
เขารู้สึกพึงพอใจและสุขใจในการฝึกฝนครั้งนี้
โรอันนำเศษหญ้าและเศษไม้มาวางทับกองไฟที่กำลังจะมอดลงและโค้งคำนับ
‘เราจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคมานานี้ และเทคนิคทะเลาะวิวาทที่ท่านทิ้งไว้ให้’
โรอันเอ่ยขอบคุณและหลังจากที่เขาพูดจบเขาก็เริ่มเดินทางต่อ
เปลวไฟได้เปล่งประกายราวกับว่ามันกำลังเอ่ยคำลาเหมือนกัน
……………….
โรอันเริ่มเดินไปทางเหนือ
แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้เรือแต่เขาเลือกเดินแทน
เป้าหมายของเขาคือเมืองหลวงมิลเลอร์
‘เราจะไปพบกับคริส’
เหตุผลที่ทำไมเขาเลือกไปเมืองหลวงก่อนที่จะกลับไปที่กองทัพ
‘ความทรงจำของเราเกี่ยวกับการสู้รบ สงคราม และกลยุทธ์และอื่นๆที่เกี่ยวกับกองทัพของอาณาจักรนี้นั้นชัดเจนแต่…’
มันยังมีหลายสิ่งที่เขายังขาดเข้าใจในสิ่งเหล่านั้น
โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพ่อค้าหรือเรื่องสิทธิทางการค้า
‘ก่อนที่เราจะตายลง พ่อค้ามือทองเซลได้ผูกขาดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมือหมดแล้ว’
เพราะแบบนี้เขาจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อค้าเลย
‘เราต้องการข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับเรื่องสำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต’
ด้วยเหตุนี้เขาต้องสร้างพ่อค้าและธุรกิจไว้
แต่อย่างไรก็ตามในความทรงจำของเขาไม่มีใครที่เหมาะสำหรับการลงทุน
‘ถ้าไม่มีใครในความทรงจำของเรา เราก็จะต้องจัดการหาเอง’
โรอันวางแผนที่จะถามเรื่องนี้กับคริส
‘ไม่มีที่ไหนเหมาะมากไปกว่ามิลเลอร์ที่มีคนมากมาย’
เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าเหล่าพ่อค้าหนุ่มสาวหลายคนเริ่มท้อและล้มเลิกเมื่อเผชิญกับความเป็นจริง
เราต้องเลือกคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นและมีอนาคตที่สุดในหมู่พวกเขา
‘ถ้าเป็นคริสเขาสามารถหาให้ได้อยู่แล้ว’
โรอันกัดริมฝีปากตนอง
เขาเริ่มเดินเร็วขึ้นอีก
แต่เขาเดินอย่างมั่นคง ไม่นานเขาก็ได้ถึงเหมืองหลวงเร็วกว่าที่เขาคิด
ในชาติที่แล้ว เขาได้เข้ามาที่เมืองหลวงไม่เกิน 10 ครั้ง
มันเป็นสถานที่ ที่ไม่เหมาะกับเขา
‘แต่ในชาตินี้มันจะไม่เมือนเดิม’
เพื่อที่จะยิ่งใหญ่ขึ้นเขาต้องเข้าไกล้เมืองหลวงให้มากขึ้นเท่านั้น
โชคดีที่เขาสามารถผ่านเข้ามาในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย
เพราะว่าเขาเป็นผู้ช่วยทหารระดับ5ของอาณาจักรนี้
โรอันได้ไปที่ถนนลิซ่า
ถนนที่คริสได้แนะนำแก่เขาถ้าเขาได้มาที่เมือหลวง
“ผลไม้! ผลไม้เหล่านี้ได้ถูกนำมาจากทางไต้!”
“สมุนไพร! ยาสมุนไพรจากภูเขาเกล็น! และยาน้ำอื่นๆที่นำมีส่วนผสมของแม่น้ำแมส!”
“กระดาษคุณภาพดี! และหมึกคุณภาพดี!”
“มาดู ธัญพืช! จากทุ่งราบพีเดี่ยน!”
เสียงของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าดังไปทั่ว
มีร้านแผงลอยขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายร้อยร้านตลอดข้างทาง
‘แน่นอนว่า ที่นี่ไม่ใช่ย่านช้อปปิ้งชั้นสูง แต่ที่นี่มีผู้คนมากมายในถนนลิซ่า’
ไม่มีที่ใดในมิลเลอร์เหมือนที่นี่
เขาถามถึงที่อยู่ของคริสจากคนที่เดินไปเดินมาที่ถนนนี่
‘โอ้ เขาได้เปิดสำนักงานท่องเที่ยวแล้ว’
โรอันรู้สึกมีควาสุขจริงๆ
‘เราไม่สามารถไปมือเปล่าซะแล้ว’
เขาเข้าไปที่ร้านขายผลไม้
“โอ้!ยินดีต้อนรับ!ต้องการผลไม้อะไรครับ!วันนี้ ผมเพิ่งได้สตอร์เบอรี่หวานๆมานะครับ”
โรอันกินสตอร์เบอรี่ที่เจ้าของร้านยื่นมาให้พร้อมกับพยักหน้า
“เอามาให้เราหนึ่งตระกร้า”
“โอ้ ขอบคุณมาก!”
เจ้าของร้านได้วางสตอร์เบอรี่ไว้บนใบไม้และเริ่มจัดเรียงมัน
โรอันได้เดินออกไปหลังจากที่ได้ซื้อเสร็จ
“พวกเขาบอกว่าอยู่แถวๆนี้…”
เขาหยุดเดินและมองไปรอบๆ
“อ่า….”
เขาอุทานออกมาทันที
‘มันดูโทรมๆหน่อยนะเนี่ย’
อาคารที่ดูค่อนข้างชำรุดเมื่อเทียบกับอาคารรอบๆ
เขามองไปที่ป้ายขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้าเขา
<คริส สำนักงานท่องเที่ยว>
‘ที่นี่น่าจะถูกแล้ว’
โรอันจัดการเสื้อผ้าของเขาและเปิดประตูเข้าไป
“ยินดีต้อนรับ!”
เสียงอันดังทักเขามา
เป็นน้ำเสียงที่เขาคุ้นเคย
คริส ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเล็กๆได้ลุกขึ้นยืน
“มีอะไรให้ผมช่วย…”
เขาได้ทักทายออกมาขณะที่เดินไปหาโรอันและเมื่อเขาหันหน้าไปเจอโรอันใบหน้าของเขาแข็งค้าง
โรอันยิ้มและก้มหัวลงเล็กน้อย
“สวัสดี คริส ไม่เจอกันมาสักพักนะ”
“ทะ ท่านผู้ช่วยโรอัน?”
คริสได้พึมพำและแสดงท่าทางตกใจออกมา
โรอันยิ้มตอบกลับและยื่นสตอร์เบอรี่ในมือให้
“ต้องการกินสตอร์เบอรี่ด้วยกันใหม?”
…………..
ปัง!
เศษหินได้กระจายพร้อมกับเสียงอันดัง
“ท่านไวเคานต์! ข้าบอกท่านแล้วว่าอย่าทำลายหิน!”
ทหารหนุ่มได้ตะโกนด้วยท่าทางตกใจ
แต่อีกด้านนึง ชายวัยกลางคนที่ได้ทำลายก้อนหินไปได้ยิ้มออกมาอย่างสดใสและแกว่งหอกเบาๆ
เกล้ง! กึง! ตึง!
หินก้อนใหญ่ได้ลอยขึ้นเหนือผืนดิน
กึง!
หอกได้ฟาดฝ่าอากาศ
เหลือเพียงร่องรอยหลังจากการฟาด
ตึง! เฟี้ยว! ตูม!
ก้อนหินที่ลอยอยู่ในอากาศได้เปลี่ยนเปนฝุ่นก่อนที่จะตกลงมาบนพื้น
น่าอัศจรรย์
ราวกับได้ดูเทคนิคของพระเจ้า
ชายวัยกลางคนได้เก็บหอกของตนและถอนหายใจออกมา
“เยี่ยม จบการฝึกตอนเช้า!”
หลังจากที่เขาพูดจบ ทหารที่อยู่ด้านข้างก็พูดออกมาว่า
“อ่า….ให้ตายเถอะ”
“พ่อบ้านบอกว่าห้ามทำลายก้อนหิน…”
ชายวัยกลางคนไม่สนใจในคำพูดของเขาและเดินไป
เขาเดินเข้าไปทีสำนักงานขณะที่ใส่รองเท้าที่เต็มไปด้วยฝุ่น
“วิ้ว! การฝึกตอนเช้าทำให้สดชื่อนจริงๆ!”
ชายวัยกลางคนเช็ดเหงื่อด้วยแขนเสื้อของเขาและยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ทั้งสองมือ เสื้อ รองเท้านั้นเต็มไปด้วยฝุ่นดิน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สนใจ
เขาวางขาของเขาไปที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร
ตอนนั้นเอง ประตูก็ได้เปิดขึ้นพร้อมกับชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อผ้าสะอาด
เขาถอนหายใจออกมายาวๆขณะที่มองไปที่ชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยฝุ่นดิน
“เฮ้อ ท่านไวเคานต์เบกเกอร์ ท่านทำลายก้อนหินอีกแล้วใช่ใหม?”
เสียงของชายชุดขาวสะอาดดังออกมา
“เคลวิน ข้าบอกเจ้าแล้วว่าให้เรียกชื่อข้าเมื่ออยู่กันลำพัง อะไรนะท่านไวเคานต์เบกเกอร์? เรียกข้าแค่ว่า ไวเคานต์รีเอล”
เขาได้แสดงท่าทางขบขันและได้โบกมือไปมา
ชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินนั้นเป็นอัจฉริยะทางด้านหอก รีเอล เบรกเกอร์
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเข้ามาคือเควินที่คอยดูแลเขามานานกว่า 30 ปี
“ท่านเป็นขุนนางถึงจะไม่มีอาณาเขต แต่ท่านก็จำเป็นต้องรักษาท่าทางไว้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านรู้หรือไม่ว่ามีกี่คนที่จะเป็นขุนนางได้? รู้หรือไม่ว่ามีหลายคนที่ต้องการจะพบเห็นหน้าท่านและ เชิญท่าน… .. ”
ขณะทีเควินได้พูดอยู่นั้นเอง
รีเอลได้ยกมือขวาขึ้น
“หยุดเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว ตอนนี้ข้าต้องทำอะไรบ้าง?”
เควินเดินเข้าไปอีกก้าวหนึ่งและรวบรวมเอกสารและรายงานทั้งหมดที่กระจายอยู่บนโต๊ะ
“ยกเว้นที่ไม่สำคัญ เหลืออยู่เท่านี้”
กองเอกสารที่เท่าภูเขาถูกกองอยู่บนโต๊ะ
ตอนนั้นเองรีเอลได้ขมวดคิ้วและเกาหัวและแสดงท่าทางประหลาดใจ
“หา? ทำไมมันมากมายขนาดนี้?”
“มันเพิ่มขึ้นทุกวันในขณะที่ท่านมัวแต่ฝึกฝนหอก.”
น้ำเสียงที่แสดงอาการโกรธ
เควินนั้นโกรธเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
รีเอลต้องการจะพูดบางอย่างแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่พูด
‘ถ้าข้าแย้งอะไรไปอีก เขาคงบนเราไปอีก 10วันแน่ๆ’
เขาเหลือบไปมองที่เควินแล้วมองไปที่กองกระดาษ
“อแฮ่ม”
เขาแกล้งไอออกมา
ซึ่งหมายถึงการบอกให้เขาออกไป แต่เควินก็ไม่ได้ขยับไปไหน
<รีบจัดการเร็วๆ>
ดวงตาของเควินสื่อแบบนั้น
รีเอลจึ๊กปากและมองเริ่มอ่านเอกสารด้านหน้า
“อืมม นี่คือคำร้องขอให้ไปพูดในสถาบันการศึกษามิลเลอร์ ข้าทำมันเมื่อปีที่แล้วดังนั้น… ปฏิเสธ นี่เป็นคำเชิญไปงานปาร์ตี้ส่วนตัวที่ มาจากครอบครัวของดยุค ปฏิเสธ ข้าเพิ่งได้พบเขาเมื่อเดือนที่แล้ว งั้นปฏิเสธ ดินแดนนี้ข้าได้ไปมาเมื่อเดือนที่แล้ว…”
ฟุบ ฟุบ ฟุบ
รายงานและเอกสารได้ปลิวไปด้านข้างอย่างยุ่งเหยิง
รีเอล มองไปที่ชื่อและยังคงบอกปฏิเสธ
ร่างของเควินเริ่มสั่น
ราวกับว่าเขากำลังจะระเบิดออกมา
ไม่มีทางที่รีเอลจะไม่สังเกคุเห็น
‘เขากำลังโกรธ โกรธแล้ว!’
รีเอลที่กำลังขว้างรายงานหรือเอกสารออกไป ได้หยุดลงและรีบหยิบจดหมายมาและแกล้งมองไปที่จดหมายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อืมม ถูกส่งมาจากบารอน อารอนจากทางทิศตะวันออก คงจเป็นอารอน เทรต….”
เขาแกล้งเหมือนว่าเขากำลังคิดอยู่ เพื่อดับอารมณ์โกรธของเควิน
“อ่า! เขาเป็นคนที่ข้าได้พบที่มิลเลอร์ตอนที่ข้าได้ไปที่โรงตีเหล็ก! ความสามารถในการเลือกหอกของเขานั้นโดดเด่นจริงๆ”
โรงตีเหล็กที่ถูกดูแลโดยหนึ่งในสามช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในอาณาจักร
รีเอลได้พบกับอารอนด้านนอก
เขามาซื้ออาวุธด้วยตนเองไม่เหมือนกับขุนนางทั่วไปและซื้อหอก ที่รีเอลเลือกให้
‘เขาดูแตกต่างจากขุนนางทั่วไป ข้าชอบเขา’
จากนั้นพวกเขาก็ทักทายกันและสัญญาว่าจะพบกันครั้งต่อไป
‘ตอนนี้จากที่ข้าเห็น เขาได้รับผลงานมากมายจากการต่อสู้ในที่ราบสแลนและการกวาดล้างมอนเตอร์ในที่ราบพีเดี่ยน’
เขารู้ถึงข่าวเกี่ยวกับกองกำลังที่ 7
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสนใจ
“ทำไมบารอนอารอน เทตจึงส่งจดหมายมาให้เรา? อืมมม ฮึ่ม ฮืมมมมฮืมมม” รีเอลฮัมออกมาและได้แกะตราประทับจดหมายออก
และเมื่อเขาได้อ่านเนื้อหาไปสักพัก เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“หา! หมอนี่ ข้านึกว่าเป็นคนดีแต่ช่างขี้โม้จริงๆ”
เขาส่ายหัว
เควินมองไปที่เขาและขมวดคิ้ว
“เนื้อหามีอะไร?”
เควินสงสัยในเนื้อหา
รีเอลยิ้มและมองไปที่จดหมาย
“ข้าจะบอกถึงเนื้อหาในจดหมายให้ฟัง เขาบอกว่ามีทหารนายหนึ่งอายุ 18 ปีเขาเป็นผู้ช่วยทหารระดับ 5 และเขาได้ค้นพบการซุ่มโจมตีของพวกก็อบลินและได้ฆ่าหัวหน้าของพวกมัน ไม่แค่นั้นเขายังได้ค้นพบมอนเตอร์จำนวนมากที่กำลังรอซุ่มโจมตีในที่ราบพีเดี่ยนและยังได้เผชิญหน้ากับพวกยักษ์  นอกจากนั้นเขายังคิดแผนการน้ำท่วม ที่แม่น้ำฟิเล่ รวมไปถึงการกำจัดหัวหน้าอ็อค ซีเด…. ”
“เขากำจัดซีเดร้ก”
เควินแทรกเข้ามา
“หา?”
รีเอลแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หลังจากที่เขาถาม เควินได้ส่ายหัวไปมา
“นั้นคือเหตุผลที่ทำไมข้าจึงบอกให้ท่านอ่านรายงานการสู้รบที่ข้าได้มอบให้”
เสียงตำหนิออกมา
รีเอลเบิกตากว้าง
“งั้นเรื่องทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริง?”
“ใช่ ถ้าจดหมายถูกส่งมาจากอารอน เทรต จากกองกำลังที่7”
เควินได้ตอบกับด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ
แต่อีกด้าน รีเอลได้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“ว้าว แสดงว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริง?”
ปากของเขาอ้าออก
ตอนนั้นเอง เสียงของเควินก็ดังออกมา
“จากรายงานสู้รบที่ทุ่งราบแสลน ทหารนายนี้ได้บั่นหัวของไวโอนลินอีกด้วย”
“โอ้!”
‘ทหารหน้าใหม่อายุ 18ปีคนนี้จะมีผลงานขนาดใหนเนี่ย?’
อันที่จริง ไม่มีทางที่คนที่สายตามองอาวุธได้ดีขนาดนั้นจะไม่สังเกตุเห็นถึงทหารนั้น
เขายกจดหมายขึ้นและมองไปที่เควิน
เขามองตรงไปด้วยสายตาแหลมคม
‘อย่างไรก็ตามถ้าข้าอยู่ที่นี่ ข้าก็จะได้ยินแต่เสียงดุด่าของเขา …… ’
เขามองไปที่จดหมายอีกครั้ง
‘และเนื้อหาในจดหมายนั้นค่อนข้างน่าสนใจซะด้วย’
ตอนนี้เขาได้สงสัยเกี่ยวกับกองกำลังที่ 7 เป็นอย่างมาก
‘ข้ายังไม่เคยไปภาคตะวันออกของราชอาณาจักร …..’
รอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าของเขา
เขาส่ายจดหมายไปมาและมองไปที่เควิน
“เควิน ข้าจะไปทางตะวันออกสักพัก”
หลังจากที่เขาพูดจบ เควินส่ายหัว
เขาชี้ไปที่กองรายงานที่ถูกซ้อนกันด้วยจดหมายและคำเชิญ
“ยังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านต้องตรวจสอบ”
เสียงและท่าทางที่มั่นคงและแน่วแน่
รีเอลยิ้มและพยักหน้า
เขายืนขึ้นและกวาดทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะด้วยมือขวา
ปัง!
กองกระดาษรายงาน คำเชิญจดหมายต่างๆได้ปลิวกระจายไปทั่วห้อง
“อะ อะไรกัน…”
เควินแสดงท่าทางเงอะงะออกมา
รีเอลกล่าวอย่างขบขันออกมา
“ปฏิเสธทุกอย่าง”

ติดตามต่อได้ที่

https://web.facebook.com/monarch.novel/