0 Views

โพคคีนเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีป

สามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าและเกลียวคลื่นยามเมื่อมีลมพัดแรง
เดฟ ที่เติบโตมาในหมู่บ้าน เพอร์เร เขาได้ติดตามพ่อที่เป็นชาวประมงตั้งแต่เด็กๆ และอาศัยอยู่ในทะเลสาบราวกับบ้านของเขา
เขามองไปที่เส้นขอบฟ้าตรงหน้าพร้อมกับนึกถึงความฝันที่ว่า
“วันหนึ่งเราต้องออกเดินทางไปทั่วทะเลสาบ!”
แต่หลังจากที่เขาโตเป็นหนุ่ม ความฝันเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงความฝัน
‘เงินและกำลังคน เราต้องการเรือที่แข็งแกร่งและกะลาสีที่กล้าเผชิญหน้ากับเหล่ามอนเตอร์’
แต่เมื่อสองเดือนก่อน พ่อของเขาได้จากเขาไป
ทิ้งเขาให้อยู่ตามลำพังในเรือเก่าซอมซ่อและสมบัติบางชิ้น
เดฟใช้สมบัติทั้งหมดไปกับการซ่อมแซมเรือ
แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ
‘มันยังขาดอะไรอีกเยอะ’
เรือที่เขาจินตนาการไว้แตกต่างจากเรือตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
เขาต้องการเงินมากกว่านี้
‘สักวันหนึ่ง….’
ในขณะที่เขากำลังล้มเลิกความฝันในการต่อเรือ เขาได้พบกับโรอันที่กำลังมองหาเรือ ตรงถนนในตลาดบูดู
‘ถ้าเราพาเขาไปแถวๆเขตพอตเตอร์ เขาจะให้เงินฉันมากมายรึเปล่านะ?’
มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ
เขาอาจจะได้เงินจำนวนมากกว่าที่ได้จากการหาปลาที่ชายฝั่ง หลายเท่า
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่สำหรับเขามันเป็นโอกาศที่จะช่วยให้เขาสานฝันได้สำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้นเขามีวิธีที่จะไปเขตพอตเตอร์แล้ว
‘ไม่ใช่แค่นั้นเราต้องข้ามทะเลสาบไป’
เดฟคิดพลางเดินไปหาโรอัน
“หวัดดี ข้าสามารถเจ้าไปยังเขตพอตเตอร์ได้นะ”
……………….
‘น่าประหลาดอะไรอย่างนี้’
โรอันมองไปที่เรือที่เดฟยืนยิ้มอยู่
เรือของเดฟดูแตกต่างจากเรือที่โรอันเคยเห็นมาทั้งหมด
‘มันดูเหมือนจะลอยได้?’
เดฟเดินไปหาโรอันพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง
“ข้าต้องพาเจ้าไปยังเขตพอตเตอร์ใช่มั้ย?”
“ใช่ ยิ่งเร็วยิ่งดี”
เหตุผลที่โรอันเลือกไปทางน้ำ เขาไม่ได้ต้องการแค่เป็นผู้พิชิตทะเลสาบโพสแต่ต้องการไปให้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้น
‘เพราะเขาเสียเวลาไปกับการต่อสู้กับพวกอ็อคที่ทุ่งราบ’
ด้วยเหตุนี้แผนที่เขาจะไปถึงเขตพอตเตอร์จึงล่าช้าตามไปด้วย
‘ถ้าเราไปทางบก เราคงจะไปที่นั้นสายเกินไป’
เนื่องจากเส้นทางทางบกจะต้องเดินอ้อมเป็นวงกลม
ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน
และโรอันไม่มีเวลามากขนาดนั้น!
ตอนนั้นเองเสียงของเดฟก็ดังเข้ามาในหูของเขา
“ข้าวางแผนจะแล่นไปตามชายฝั่ง”
“อ่า….”
โรอันครางออกมาเบาๆ
‘นี่เป็นเหตุผลที่เขาก้าวออกมาอย่างมั่นใจ แต่…..’
วิธีที่จะไปถึงเขตพอตเตอร์ให้เร็วที่สุดคือต้องข้ามทะเลสาบนั่นไป
แต่มันอันตรายเกินไป
เพราะยิ่งไกลจากฝั่งเท่าไหร่มอนเตอร์ก็ยิ่งมีมากขึ้น
ในทางกลับกัน ถ้าพวกเขาลัดเลาะไปตามแนวชายฝั่งจะปลอดภัยจากการซุ่มโจมตีของเหล่ามอนเตอร์แต่มันยากต่อการเดินเรือ
‘ชายฝั่งนั้นตื้นและคลื่นลมแรงมาก ถ้าเขาไม่ชำนาญพอความผิดพลาดก็ย่อมมีสูง’
โรอันจ้องไปที่เดฟอย่างพินิจ
‘แต่คนที่เพิ่งจะแล่นเรือมาได้เดือนนึงเลือกที่จะแล่นไปตามชายฝั่งงั้นหรือ?’
มันเป็นบางอย่างดูยากที่จะเชื่อ
โรอันจึงพูดอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าเพิ่งเคยแล่นเรือมาแค่เดือนเดียว เจ้าจะสามารถแล่นไปตามชายฝั่งได้หรอ?”
เมื่อเดฟได้ฟังก็ยิ้มกว้างและส่ายหน้าพร้อมพูดว่า
“แม้ว่าจะเป็นเวลาแค่หนึ่งเดือนที่ข้าเดินเรือตามลำพัง แต่นี่ก็เป็นปีที่สิบที่ข้าอยู่บนเรือ”
เขาจ้องไปที่โรอัน
“และแม้ว่าข้าจะมีประสบการณ์น้อยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่ฝีมือนะ”
เดฟกล่าวอย่างมั่นใจ
“นอกจากนั้น ข้ายังมีอาวุธลับซ่อนอยู่อีก”
“อาวุธลับหรอ?”
โรอันสถามกลับ เดฟยิ้มกว้างและชี้ไปที่เรือ
“เรือลำนี้ต่างจากเรือลำอื่นๆ”
“อ่า…”
โรอันอุทานออกมาเบาๆ
‘เพราะเหตุนี้สินะ เราจึงรู้สึกว่ามันเหมือนลอยได้ เรือลำคงจะต่างจากเรือลำอื่นจริงๆด้วย’
หลังจากนั้นเดฟหันไปหาลูกเรือ
จากนั้นเดฟหันไปหาลูกเรือ
“พร้อมรึยัง!”
“พร้อมแล้วครับกัปตัน! พวกเราประจำที่!”
ลูกเรือตะโกนตอบเป็นเสียงเดียว
เดฟยืนอยู่บนดาดฟ้ายกมือขวาขึ้นพร้อมกับหันไปมองหมู่บ้านเพียร์อีกครั้ง
“เรือแฟร้งเท็กออกเดินทางได้!”
“ออกเดินทาง!”

เสียงตะโกนอันดังของเหล่าลูกเรือ
ในเวลาเดียวกันกับเรือเก่าๆที่เริ่มขยับพร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของไม้
ชู่ววววว
ลมตะวันตกได้พัดกระทบลำเรือ
ฟุบบ!
เหล่าลูกเรือได้เร่งเรือให้เร็วขึ้น
ลูกเรือได้บังคับเรือเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศใต้
…………………………………
โรอันยืนอยู่ท้ายเรือและจ้องมองไปยังทะเลสาบโพสคีน
‘เดฟ’
เขาพยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเดฟขณะแล่นเรือ
‘เขาติดตามพ่อตั้งแต่อายุ 10 ปี และเติบโตบนเรือ’
เขาดูมีไหวพริบและคล่องแคล่ว เขาได้ทำงานราวกับว่าเป็นผู้ใหญ่คนนึง
‘แต่ปัญหาคือเขามีความคิดที่ประหลาดแตกต่างจากคนทั่วไป’
เขาเป็นคนที่ชอบพูดโอ้อวดว่าเขาสามารถจับปลาได้เป็นจำนวนมากและมีความฝันที่แตกต่างจากคนอื่น
‘นั่นคือเขาอยากจะเดินทางข้ามทะเลสาบโพคคีน’
หลังจากที่พ่อของเดฟตาย เขาทิ้งเรือให้กับเดฟ และเดฟก็ได้เริ่มต้นทำตามความฝัน
เขาเริ่มซ่อมแซมเรือใหม่ทั้งหมด!
เขาไม่ได้แล่นเรือออกไปไกลจากฝั่งในทันที เขาวางแผนจะแล่นไปตามชายฝั่ง
ด้วยเหตุนี้เองเรือของเขาจึงดูเหมือนเป็นเรือที่แล่นตามชายฝั่งน้ำตื้นแบบธรรมดาทั่วไป
‘อย่างไรก็ตามลูกเรือทุกคนก็ตระหนักยังถึงความฉลาดปราดเปรื่องของเขา’
โรอันยิ้มอ่อน
‘ความกล้าบ้าบิ่น ไม่กลัวทะเลสาบโพคคีนและความฝันที่ผู้อื่นไม่มี นอกเหนือสิ่งอื่นใดเขายังมีความสามารถอันโดดเด่น……..’
เดฟจะเป็นแรงสำคัญที่ช่วยให้เขาพิชิตแผนการได้สำเร็จ
โรอันมองเดฟด้วยแววตาสนใจ
………………..
“สุดยอด”
โรอันประหลาดใจอย่างมาก
เขามองไปที่เดฟและลูกเรือจากท้ายเรือ
“ดึงเชือกกางใบเรือ!”
“อย่าดึงไปทางตะวันออก! ถ้าเราเข้าใกล้ฝั่งเกินไปมันจะอันตราย!”
“ทุกคนอย่างเพิ่งวางใจ!”
แน่นอนว่าเดฟไม่ใช่แค่กะลาสีเรือธรรมดา เขาสามารถสั่งการและบังคับเรือได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องเลยทีเดียว
เขาสามารถดูกระแสน้ำได้อย่างแม่นยำและใช้ประโยชน์จากทิศทางลมได้เป็นอย่างดี
‘คำพูดของบรรดาลูกเรือนั้นเป็นความจริงที่ว่าเดฟเป็นอัจฉริยะ’
สิ่งนี้พอจะทำให้โรอันผู้ที่ไม่มีทักษะด้านการเดินเรือตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าถ้าไม่มีเดฟ เรือคงอัปปางไปแล้ว
‘เขตพอตเตอร์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม’
ขณะแล่นเรือไปตามชายฝั่งได้เกิดสถานการณ์วิกฤตหลายครั้ง
ทั้งพายุที่รุนแรงจนเกือบทำเรือล่มหรือเรือได้รับความเสียหายจากแนวประการังใต้น้ำ
แต่ทุกครั้งเดฟเอาชนะมันด้วยทักษะและสติปัญญาที่แหลมคม
เหนือสิ่งอื่นใด เรือของเขามีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งที่สุด
แม้ว่าภายนอกจะดูเก่าและโทรมมากก็ตาม ซึ่งหลังจากเดฟได้ซ่อมแซมใหม่ก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเรือที่ดีเกินกว่าที่โรอันคิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาชักกางใบเรือและพับใบเรือเก็บตามจังหวะและทิศทางลมได้อย่างเยี่ยมยอด
‘ทำไมคนแบบนี้ถึงไม่มีใครเห็นความสำคัญ?’
ในชาติที่แล้วของเขาไม่เคยเจอใครที่เหมือนเดฟมาก่อน
โรอันครุ่นคิดสักพักแล้วส่ายหัว
‘ด้วยนิสัยใจคอของเขา มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะได้พิชิตทะสาบนี้และได้ตายไป’
โรอันกัดปากอย่างลืมตัว
‘นับแต่นี้ข้าจะพาเดฟติดตามไปด้วย และถ้าเขาไม่ตายเสียก่อนข้าจะเพิ่มความสามารถต่างๆให้แก่เขา หวังว่าเขาจะเป็นคนที่เปิดรับสิ่งใหม่’
ตอนนั้นเองก็มีเสียงของผู้สังเกตุการณ์ดังออกมา
“ข้าเห็นเขตพอตเตอร์แล้ว!!”
ในที่สุดโรอันและเดฟที่ถึงจุดหมาย เขตพอตเตอร์
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
เดฟได้เข้ามาหาโรอันและถามเขา
โรอันยิ้มเบาๆพร้อมพยักหน้า
“มันน่าทึ่งกว่าที่ข้าคิดไว้”
เดฟคลี่ยิ้ม
โรอันนำกระเป๋าใบใหญ่ออกมา
เมื่อเขาได้ขึ้นเรือเขาได้จ่ายค่าเดินทางไปแล้ว
‘แล้วนื่คือกระเป๋าอะไร?’
เดฟมองไปที่โรอันอย่างสังสัย
อันสังเกตเห็นสีหน้าเดฟแล้วยิ้มนิดๆ
“มันคือการลงทุน”
“ใช้แลกเปลี่ยนหรอ?”
เดฟยังคงมีทีท่าฉงน
“ถูกต้อง คุณเดฟ ข้าต้องการอุปการะเจ้า”
โรอันพูดตอบ
“กะลาสีเรืออย่างข้าเนี่ยนะ?  เจ้ามีเหตุลอะไร….?”
โรอันตอบกลับโดยแทบไม่คิด
“เหตุผลก็คือข้าอยากทำ….”
เขาหยุดไปครู่นึงแล้วยิ้มกว้าง
“เพราะว่าในอนาคตพวกเราจะเจอกันที่ทะเลสาบโพคคีนอีกครั้ง”
“อนา………คต?”
เดฟขมวดคิ้วอย่างงุนงง
โรอันเสริมขึ้นอีก
“ประเทศที่สามารถครองทะเลสาบโพคคีนได้ ก็จะสามารถครอบครองแหล่งน้ำในสี่อาณาจักรได้”
“อาจมีการใช้สิทธิทางการค้าในทะเลสาบแห่งนี้ โดยจะมีการพัฒนากันอย่างแพร่หลายในระยะเวลาสั้น ๆ จำนวนสินค้าที่มากมายจะมาสู่อาณาจักรทั้ง 4 อาณาจักรเหล่านี้จะเป็นศูนย์กลาง และถ้ามีบางคนที่ครอบครองทะเลสาบโพคคีน…… ”
โรอันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เขาจะได้รับสิทธิพิเศษในการผ่านไปทุกทีได้อย่างง่ายดาย ไม่สิ ยังไม่พอ แม้แต่เจ้าก็ไม่สามารถแล่นเรือได้ โดยไม่ได้รับอนุญาต”
เดฟพูดถามหลังจากที่ได้ฟังจบ
“แต่ถ้าข้าหักหลังเจ้า? และถ้าข้าทำเป็นไม่รู้จักเจ้าหลังจากที่ได้รับเงินก้อนนี้แล้วล่ะ?”
เป็นคำถามที่ยั่วโมโหมาก
แต่โรอันยังคงนิ่งอยู่
“สงสัยว่าข้าจะต้องเริ่มคิดเรื่องนี้บ้างแล้ว….”
เขาพูดขึ้น
“ข้าคงจะทำอะไรไม่ได้”
โรอันยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้
และยังมีแผนการต่างๆอีกมากมาย
ถ้าเขามัวแต่สนใจแต่เรื่องผิดผลาดหรือเรื่องที่ล้มเหลว เขาก็จะทำอะไรไม่ทันการและเสียโอกาศอื่นๆไป
‘ฉะนั้นมันคงดีกว่าถ้าเขาทำหลายอย่างได้ในคราวเดียว โดยไม่คำนึงถึงความล้มเหลว’
แม้ว่าเดฟจะปฏิเสธหรือหักหลังก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป
แต่อย่างไรก็ตามมันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพิชิตทะเลสาบโพคคินเพียงลำพัง
โรอันวางแผนจ้างกะลาสีเรือคนใหม่และสร้างพรรคพวกที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
‘มันเป็นเพียงก้าวแรก’
ประกายในดวงตาเขาอ่อนลง
‘เราจะต้องใช้เงินจำนวนมาก’
ในขณะที่เขาวางแผน ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงของเดฟ
“พูดได้ดี ถ้าเจ้ามีความกังวลมากมายในหัวเจ้าก็จะไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง”
เขายิ้มแล้วพูดต่อ
ในขณะเดียวกันเรือก็เทียบท่าเรือประมงขนาดเล็กในเขตพอตเตอร์
ท่ามกลางสายลมแห่งตะวันตกที่พัดมา
………………………
แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะผ่านพ้นไปขณะที่ฤดูร้อนเข้ามาแทนที่ แต่อากาศช่างร้อนอบอ้าวอย่างที่สุด
คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมไปทั่วถนน
“โอ้ย ร้อนมาก”
“ใช่สิ มันต้องร้อนอยู่แล้ว”
ผู้คนยืนรวมกลุ่มกันใต้ต้นไม้ที่อยู่ริมถนน
พวกเขายืนพัดโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
สายตาของพวกเขามองไปสุดถนน
“เขาดูไม่ร้อนกันเลยนะ”
“เขาไม่มีเหงื่อสักเม็ดเลย”
“หรือเพราะเขายังหนุ่มอยู่?”
ชายหนุ่มที่กำลังเดินอยู่ตรงสุดของถนนเดินมาทางพวกเขา
อาภรณ์ที่สวมใส่ไม่สามารถปกปิดร่างกายที่กำยำแข็งแรงและผมที่ยุ่งเหยิงได้
ชายหนุ่มที่ให้ความรู้สึกราวกับคนป่า  นั้นคือโรอัน
เขาแยกกับเดฟที่หมุ่บ้านทิกและเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางใต้โดยไม่หยุด
‘ถ้าไม่ใช่เพราะแหวนของเบรนท์ ข้าก็คงตายเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้’
เขาลูบไปที่แหวนบนนิ้วพร้อมกับถอนหายใจยาว
โรอันสามารถทนได้กับอากาศร้อนเนื่องจากแหวนเบร็น
“นี่เจ้า! อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้พักดื่มน้ำก่อน!”
หนึ่งในผู้คนที่หลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้กวักมือเรียกโรอัน
โรอันจึงเดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับส่ายหัวแล้วพูดว่า
“ข้ายังต้องเดินทางอีกไกล”
“เจ้าจะไปไหน?”
ชายวัยกลางคนที่มีจมูกงองุ้มถาม
“ข้ากำลังจะไปเทือกเขามาเอล”
พร้อมชี้ไปทางทิศใต้
“เฮ้ออ”
ชายผู้นั้นก็ถอนหายใจยาวออกมา
ขณะที่ผู้คนที่เหลือต่างมองหน้ากันแล้วส่ายหน้า
“ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ข้าเตือนว่าอย่าเข้าไปบริเวณนั้นเด็ดขาด”
จากคำพูดของชายคนนั้นทำให้โรอันขมวดคิ้ว
“มันมีอะไรหรอ?”
“ใช่ มันมี”
ชายจมูกงองุ้มพยักหน้าและพร้อมกับพูดเสียงเบาลง
“ทุกวันนี้เรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเขาลูกนั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายที่ลงมาจากภูเขา แมลงที่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและตายไป  หรือแม้กระทั่งนกหลบซ่อนอยู่”
“อ่า!”
ท่าทางของโรอันเริ่มรู้สึกตึงเครียด
“นั่นแหละ ข้าถึงบอกว่าควรจะอยู่ให้ห่างจากเขาลูกนั้น”
ชายจมูกงองุ้มดูมีสีหน้ากังวล
โรอันโค้งคำนับเล็กน้อย
“ขอบคุณที่เป็นห่วง”
เขามีสีหน้ากังวลเฉกเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้น
แต่เขาต้องเร่งฝีเท้าแล้ว
‘มันเริ่มต้นแล้ว’
โรอันมองไปข้างหน้าพร้อมมุ่งหน้าไปทางใต้
‘ข้าต้องรีบหน่อยแล้ว’

ติดตามต่อได้ที่

https://web.facebook.com/monarch.novel/