0 Views

“เคริ้ก! ปล่อยข้า! เดี่ยวนี้!”
ไวโอรินยังคงตะโกนและดิ้นไปมา
เคริ้กเลือกที่จะไม่สนใจและทำเป็นเป็นหูหนวก
‘ข้าขอโทษ’
เขาถอนหายใจออกมาและมองไปด้านหลัง
‘พวกมันกำลังตามพวกเรามา’
พวกทหารได้ไล่ตามพวกเขาและตะโกนด่าทอออกมา
‘พวกมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไล่จับตามจับพวกเรา เพราะพวกมันช้ากว่าลูปัสของพวกเรา’
ความแตกต่างระหว่างม้า กับลูปัสคือความคล่องตัวของลูปัสในป่าจะสูงกว่า
‘จากที่ข้าสังเกตุ ข้ายังไม่เห็นทหารม้าของพวกมันเลย?’
มันน่าแปลก
‘หรือว่าพวกมันดักซ่มโจมตีพวกเราในป่า?’
แต่เขาก็ส่ายหัว
ถ้าเป็นผู้บัญชาการปกติ เขาจะไม่สั่งให้ทหารม้าซ่อนตัวโจมตี
‘แต่นั้นไม่สำคัญสำหรับตอนนี้’
เคริ้กได้ทิ้งความคิดที่สับสนในหัวออก
‘โธ่ เว้ย ข้าจะกลับมาแก้แค้นสักวัน’
เขากัดฟันไปมาและเตะไปที่ลูปัส
เขาได้เห็นทางออกของป่าริเท่นอยู่ไม่ไกล
แสงสีขาวที่ได้ส่องเข้ามาระหว่างต้นไม้ดูเหมือนประตูจากสวรรค์
‘ถ้าเราออกจากที่นี่ได้….’
ตอนนั้นเองใบหน้าของเคริ้กก็กลายเป็นแข็งค้าง
เพราะว่าเส้นทางด้านหน้าตอนนี้ถูกกันโดยเปลวไฟ
“ไฟ?!”
เคริ้กมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางวิตกกังวล
โชคดี ที่บริเวณอื่นไม่ติดไฟ
‘แม่งพวกมันตั้งใจจะปิดเส้นทางหลบหนีของพวกเรา?’
พวกมันเทน้ำมันตรงทางออกของป่าและจุดไฟตอนที่พวกเขาไกล้ถึง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าไฟจะสงบ
เห็นได้ชัดว่า ไฟได้ไหม้จะกระจายไปรอบๆและเข้ามาด้านในของป่า จากลมตะวันตก
“ผู้ช่วย เคริ้ก!”
เหล่าอ็อคต่างหยุดและมองไปที่เคริ้ก
สายตาของเคริ้กเคลื่อนไหวไปมา
‘ถ้าพวกเราจะฝ่าออกไป?ไม่ ผ่าไปบนเปลวเพลิงนั้นเป็นไปไม่ได้’
เปลวเพลิงที่ได้พัดอย่างบ่าคลั้งเนื่องจากการช่วยเหลือของลมตะวันตก
‘ทางไต้ก็ถูกปิดด้วยหุบเขา และพวกมนุษย์ก็โจมตีพวกเราจากทางตะวันออก เส้นทางที่เหลือกคือ…’
เขามองไปทางเหนือ
แม่น้าแสลน
‘แม้ว่าริมแม่น้ำจะแคบ’
แต่ก็ไม่ได้แคบจนพวกเขาจะข้ามไปได้

‘พวกเราต้องถอยไปทางริมแม่น้ำและออกไปทางทิศตะวันตก’
มันจะปลอดภัยกว่าถ้าวิ่งฝ่าเปลวเพลิงออกไป
เครื้กชี้ไปทางเหนือ
“พวกเราจะไปตามแม่น้ำสแลนและออกไปทางตะวันตก!”
“ได้! เข้าใจแล้ว!”
เหล่าอ็อคตอบกลับเป็นเสียงเดียวและเริ่ทมดึงบังเหียน
พวกลูปัสได้เริ่มหันหัวไปทางเหนือและเรื่มออกวิ่ง
เคริ้กมองไปที่เปลวเพลิงสีแดงและเดาะลิ้น
‘พวกเราตกสู่กับดับพวกมันอย่างสมบูรณ์ พวกเราตกอยู่ในกพมือของพวกมันแล้ว’
เขากัดฟันแน่น
‘ทุกสิ่งที่ได้วางแผนไว้และกลุยุทธ์ที่จะทำการกวาดล้างพวกมนุษย์ได้ถูกพบและเจอพวกมนุษญ์ที่ป่าริเท่น’
พวกเขาต้องทำตามพวกมันและเคลื่อนที่ไปตามที่พวกมนุษย์ต้องการและให้พวกเขาไป และเข้าสู่กับดักของพวกมัน
‘โธ่เว้ย’
ความโกรธได้พุ่งขึ้น
‘ข้าจะตอบแทนพวกมันอย่างแน่นอน’
เคริ้กขบฟันไปมาและหันไปทางด้านหน้า
มันเป็นเรื่องยากที่จะเห็นฉากด้านหน้าชัดเจนเพราะกลุ่มควันจากไฟใหม้ได้มาปิดเส้นทางด้านหน้าหมด
‘แต่ดูเหมือนพวกมันไม่ได้ทำการจุดไฟอีก’
คล้ายว่าพวกมนุษย์ไม่ไดเวางแผนไว้ที่จุดนี้
ตอนนั้นเอง เหล่าอ็อคที่อยู่ด้านหน้าได้ออกจากป่าและถึงที่ริมแม่น้ำแล้ว
ฉากสีทองจากดวงอาทิตย์และกระแสน้ำที่เป็นสีฟ้าใส
ทุ่งราบสีเขียวได้ขยายไปรอบๆแม่น้ำสแลน
ทุกๆอย่างดูสวยงามหมด
ยกเว้นอย่างเดีย
‘นี่ นี่….’
ท่าทางราวกลับว่าพวกเขาไม่เชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“มันเป็นไปได้ไง!”
เคริ้กไม่สามารถทนได้อีกต่อไปและตะโกนออกมา
เขามองไปที่ด้านหน้าและด้านข้างสลับกันพร้อมกับใบหน้าที่แข็งค้าง
ทหารม้าของพวกมนุษย์ได้ปกคลุมไปทั่วตะวันออกและตะวันตกและมีกองทัพไวโอรินอยู่ตรงกลาง
‘แม่ง! มันจะยาวไปถึงไหน!’
เคริ้กสงสัยว่าชายที่ได้วางแผนการที่สมบูรณ์แบบนี้เป็นใคร
เขาไม่รู้เลยว่าโรอันคือคนจัดการกลยุทธ์นี้
ขณะเดียวกันเกล ที่อยู่ด้านหน้าของทหารม้า ได้มองมาที่พวกอ็อคและยิ้มออกมา
‘ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของโรอัน’
ตอนแรก โรอันคิดจะใช้กลยุทธ์ สังหารหมู่พวกอ็อคที่ออกมาจากป่าโดยการใช้เปลวเพลิงกับป้อมเกวียน
แต่มันมีปัญหาอยู่สองข้อใหญ่
อย่างแรกพวกเขาขลาดแคลนน้ำมัน
อย่างที่สอง ลมตะวันตกยังพัดมาอย่างไม่หยุด
สุดท้ายแล้ว โรอันได้แก้ไขกลยุทธ์เพื่อให้สมบูรณ์แบบ
‘ผมจะล่อ กองทัพไวโอลินไปที่หุบเขาโดยให้เหล่าทหารแกล้งราดน้ำมันที่ป่า หลังจากนั้น พวกเราจะผลักดันพวกเขาไปที่ป่าริเท่นอีกครั้งด้วยป้อมเกวียนนี้’
เพราะแบบนี้ กองทัพไวโอรินที่ได้เข้ามาที่ป่าริเท่นทางตะวันตกและได้พบกับลมที่พัดเข้ามาไม่หยุด
‘ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีน้ำมันน้อย แต่เปลวเพลิงที่ได้ปกคลุมพวกอ็อคจะถูกช่วยโดยลมให้ลามออกไป’
ที่จริงพวกอ็อคไม่มีทางเลือกใดๆเลย
สถานที่ ที่พวกมันจะวิ่งหลบเปลวเพลิงออกมาได้ก็มีแค่ทางเหนือ ตรงที่มีแม่น้ำสแลนกั้นอยู่
และเมื่อพวกอ็อคต่างเหน็ดเหนื่อยจากการโดมไล่โจมตีอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะใช้ทหารม้าที่ซ่อนตัวอยู่จนถึงตอนนี้โจมตีไปที่พวกมัน
นี่คือสุดยอดกลยุทธ์ของโรอัน
เพราะแบบนี้โรอันจึงให้เกลและเหล่าทหารม้าได้รออยู่ที่แม่น้ำสแลน
‘เขาบอกอย่างมั่นใจว่าพวกมันจะหลบหนีออกมาทางนี้’
จากคำพูดตอนแรกได้กับกลายเป็นเรื่องจริง
เกลมองไปที่พวกอ็อคด้วยสายตาที่มั่นคง
‘นี่จะเป็นเวลาที่จบการสู้รบครั้งนี้’
เขายกมือขวาขึ้นสูงและชี้ไปด้านหน้า
“โจมตี!”
เสียงตะโกนออกมา
“ว้ากกกกก!”
“ฆ่าพวกมัน!”
“อย่าให้มันเหลือรอดสักตัวเดียว!”
เหล่าทหารม้าได้เริ่มพุ่งไปด้านหน้าด้วยความตั้งใจรุนแรงพร้อมกับตะโกนจนสะเทือนไปทั้งแผ่นดิน
“ครึก! แม่งเอ๊ย!”
เคริ้กกัดฟันแน่น
เขาไม่มีทางหนีไปไหนได้
เส้นทางได้ถูกเปลวเพลิงกลืนกินที่ละน้อยและด้านหน้าเขาก็เป็นแม่น้ำสแลนที่ไหลอย่างสงบ
นอกจากนั้นเหล่าลูปัสก็เริ่มเหนื่อยแล้ว
“โถ่เว้ย!”
เขาสบถออกมาและตัดเชือกที่มันไวโอรินอยู่
“ไป”
“อะไร?”
ไวโอรินงุนงงกับคำพูดของเคริ้ก
เคริ้กได้ให้ลูปัสที่เขาขี่อยู่และตะโกนออกมา
“พวกเรากำลังจะตายที่นี่ มันถูกเลือกไว้แล้ว….”
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“แก้แค้นให้กับท่านซีเดร้กด้วย!”
จากคำพูดของเขาไวโอรินกัดปากตนเองแน่น
เคริ้กได้ตะโกนออกมาอีกครั้ง
“ไป! พวกเราจะกันตรงนี้ไว้ให้!”
ไวโอรินมองไปที่เคริ้กด้วยสายตามุ่งมั่น
และหลังจากนั้น เธอก็ได้จับไปที่บังเหียนและพยักหน้า
“พบกันที่นรก”
จากคำพูดของไวโอริน เคริ้กได้ระเบิดหัวเราะออกมา
“ข้าจะไปรอก่อนละกัน”
ลาก่อน
ไวโอรินรีบเตะไปที่ลูปัส
ดวงตาของหล่อนถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง
ตอนนี้หล่อนไม่จำเป็นต้องเก็บอารมณ์ไว้อีกแล้ว
บรู้ว!
ลูปัสได้ร้องออกมาและวิ่งไปที่ป่า
“หือ?”
“หา!”
เกลและเหล่าทหารม้ามองไปที่หล่อนด้วยท่าทางประหลาดใจ
“จับมันไว้!”
“จับหล่อน!”
แกลและเหล่าผู้ช่วยได้สั่งออกมา เหล่าทหารต่างจับบังเหียนพุ่งออกไป
ตอนนั้นเอง เคริ้กและเหล่าอ็อคต่างช่วยกันป้องกันพวกเขาไว้ด้านหน้า
“พวกเราจะไม่ให้พวกเจ้าตามไปได้!”
“พวกเจ้าจะไปไหน!”
พวกเขาตั้งใจที่จะตาย
สุดท้ายแล้ว เหล่าทหารม้าก็ไม่สามารถตามหล่อนไปได้
“โฮก!”
“ย้าก!”
เสียงตะโกนของพวกอ็อคได้ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
เคริ้กมองไปที่หอกที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาและตอนนั้นเองเขาได้หลับตาลง
‘นักรบที่ได้ตายบนสนามรบนั้นเป็นเกรียตอย่างยิ่ง’
ฉึก
“อั๊ค!”
ปลายหอกได้แทงไปที่อกของเขา
เกลมองไปที่ป่าริเท่นและถอนหายใจออกมา
‘พวกเราได้ปล่อยสิ่งสำคัญที่สุดออกไป ผู้บัญชาการ’
จากที่ดูสถาณการณ์ตอนนี้ดูเหมือนว่าหล่อนกำลังไปหาโรอัน
‘สุดท้ายแล้ว ดูเหมือนว่าโรอัยจะต้องปิดการสู้รับครั้งนี้’
การต่อสู้ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะขึ้อยู่กับโรอันทั้งหมด
เกลมองไปที่ไวโอรินที่มองไม่เห็นแล้ว
‘น่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น’
ป่าริเท่น เต็มไปด้วยควันขาวเนื่องจากเปลวเพลืงเต็มไปหมด
สถานการณ์จากที่มองลงไปด้านหน้าดูไม่น่าเป็นห่วง
‘ไม่รู้ว่าทำไมแต่เรารู้สึกไม่ค่อยสะบายใจ’
เขารู่สึกถึงรสขมในปาก
ความรู้สึกไม่สบายใจได้ไหลไปตามกระดูกของเขา
………………….
‘แค่นี้ก็พอแล้ว’
โรอันมองไปที่ป่าที่ถูกกลบไปด้วยเปลวเพลิง และได้ถอนหายใจออกมา
เหล่าอ็อคได้หลบหนีไปทางริมแม่น้ำตามที่เขาคิดไว้
‘พวกเขาน่าจะซุ่มโจมตีและสังหารพวกมันแล้ว’
ถ้าพวกมันได้เจอกับเกลและเหล่าหทารม้า ทุกอย่างน่าจะจบลง
จากหุบเขาเฟรม ป้อมเกวียนกับถัง และการโจมตีด้วยเปลวเพลิงที่โจมตีที่ป่าริเท่นและการซุ่มโจมตีของเหล่าทหารม้า
พวกอ็อคได้ปประสบหลายอย่างในระยะเวลาสั้นๆ
‘พวกมันคงหมดอาลัยแต่อยากแล้ว’
มุมปากของโรอันยกขึ้นสูง
เขาตบมือและตะโกนออกไป
“เอาล่ะ!ทุกคน พวกเราจะออกไปด้านนอกป่านี้กัน!”
พวกอ็อคได้ออกไปจาป่านี้หมดแล้ว
พวกเขาไม่จำเป็นต้องไล่ตามต่ออีกแล้ว
นอกจากนี้ ควันได้ปกคลุมไปในป่าหนาแน่น
“ครับ! ทราบแล้วครับ!”
เหล่าทหารได้ตอบกลับด้วยเสียงอันดังและรีบเดินกลับไป
เพราะว่าจมูกและดวงตาของพวกเขาแสบไปหมดเนื่องจากควันไฟ
“แค่ก แค่ก ดูเหมือนว่าท่านผู้ช่วยจะยังสบายดี แต่ข้ากำลังจะตายแล้ว”
แลนเดอร์มองไปที่โรอันขณะที่ใช้มือพัดไปมา
โรอันยิ้มออกมาเล็กน้อยแทนการตอบกลับ
‘เพราะมีน้ำตาแห่งคาเรี่ยนและแหวนแห่งเบร็น’
อันที่จริงดวงตาของเขาไม่รู้สึกถึงการแสบเลยและไม่รู้สึกถึงความร้อนข้ามาเลย เหมือนที่เขาคาดไว้
แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสามารถหายใจเข้าไปพร้มกลุ่มควันได้
แน่นอนว่ามีกลิ่นของควัน แต่จมูกและปากของเขาไม่ร้สึกถึงความอึดอัดหรือเจ็บเลยแม้แต่น้อย
‘ทักษะของแหวนเบร็นนั้นมีประโยชน์หลากหลายกว่าที่เราคิด’
นอกจากนั้นหมอกควันไฟที่ปกคลุมไปทั่วไปนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของเขา
เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และชัดเจนยิ่งกว่าคนปกติทั่วไป
‘และการค้นหาความสามารถของน้ำตาแห่งคาเรี่ยนและแหวนเบร็น นั้นเป็นเรื่องสนุกอีกด้วย’
โรอันยิ้มออกมาและแตะไปที่แหวนของเขา
เขาและเหล่าสมาชิกกองร้อย 12 ได้ทำหน้าที่ในป่านี้จนจบ
พวกเขามองไปทั่วเพื่อค้นหาอ็อคที่ถูกทิ้งไว้อยู่
“ดูเหมือนว่าพวกมันต่างออกไปกันหมดแล้ว”
อัสตินเข้ามาไกล้โรอันขณะที่ใช้มือพัดไปมา
โรอันพยักหน้า
“ดี พวเราออกจากป่ากันเถอะ”
หลังจากที่เขาพูดออกไป แลนเดอร์ได้กัดริมฝีปากและแสดงท่าทางเสียดายออกมา
“มันน่าเสียดายที่พวกเราแพ้ไวโอริน ยัยอ็อคบ้านั่น และการต่อสู้ครั้งนี้เป็นไปตามแผนการของท่านผู้ช่วยโรอันตั้งแต่ต้นจบ แต่ต้องตกอยู่ในมือของคนอื่น”
“เราไม่สนใจหรอก”
โรอันยักไหล่
แลนเดอร์มองไปที่เขาและกำหมัดแน่น
“ถ้าท่านไม่ต้องการ อย่างน้อยถ้าข้า….”
“หยุดพูด แล้วนายจะทำอะไรต่อหลังจากจัดการไวโอรินได้แล้ว”
อัสตินพูดแทรกขึ้นมา
หลังจากที่อัสตินพูดจบแลนเดอรได้ตีไปที่เกราะตรงหน้าอกตนเอง
“ผมต้องการได้รับป้ายต่ำแหน่งผู้ช่วยทหารไว้ในชุดเกราะของผม หลังจากที่จัดการอ็อคตัวเมียนั้นเสร็จ เพียงแต่นายที่เป็นเพียงแค่รองผู้บังคับบัญชากองร้อยนี้ไม่สามารถจะมาคุยกับผมได้”
“อะไรนะ?”
อัสตินได้ยกมือขึ้นราวกับว่าจะตีไปที่แลนเดอร์ได้ทุกเมื่อ
แลนเดอร์แกล้งทำทีว่ากลัวและเริ่มวิ่งหนีไปด้านหน้า
โรอันมองไปที่พวกเขาและยิ้ม
‘สุดท้ายแล้ว โชคดีที่ทุกอย่างนั้นเป็นไปด้วยดี’
ในสนามรบที่มีคนตายนับสิบนับพัน แต่ไม่มีใครจากกองร้อยที่ 12 เสียชีวิตเลยสักคน
พวกเขาได้รับบาดแผลใหญ่และน้อยแต่พวกเขาสามารถรักษาชีวิตไว้ได้หมด
‘เราหวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันกับทุกคนจนจบ’
โรอันมองไปที่ด้านหลัง ไปที่เหล่าสมาชิกกองร้อยและถอนหายใจออกมา
เพราะเขารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยาก
ตอนนั้นเอง แลนเดอร์ที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ได้มองไปรอบๆและตะโกนออกมา
“ทุกคนอยู่ไหน? มา มาเร็วๆ”
ขณะเดียวกัน หมอกควันได้ควบแน่นและเริ่มยากจะมองเห็นว่ามีอะไรอยู่ด้านหน้าของตน
โรอันมองกลับไป
เปรี้ยะ เปรี้ยะ
เสียงของไฟกำลังกัดกินต้นไม้อยู่ดังออกมา
ดังออกมาครั้งล้วครั้งเล่า ควันไฟขาวและดำค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
‘หา?’
ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงเบาๆและแปลกๆดังออกมา
‘เป็นเสียงพื้นดินกำลังสั่น…’
เขารีบหันหัวไปตามเสียงที่ดังออกมา
ทันใดนั้น สองตาของเขาก็เบิกกว้าง
“ไวโอริน!”
เขาเห็นไวโอรินวิ่งฝ่ากลุ่มควันเข้ามา
“ครับ? นั้นคือท่านผู้ช่วยใช่ใหม? ท่านบอกว่าไวโอริน? เพราะข้าได้พูดเรื่องตลกออกไปตระกี้ ท่านเลย…”
ตอนที่แลนเดอร์ได้พูดอยู่นั้น
กลุ่มควันสีขาวได้ถูกดันเข้ามา
โรอันมองไปที่ควันที่กระจัดกระจายด้วยสายตาเพ่งเล็ง
ตอนนั้นเองทุกอย่างก็ขยับช้าลง
ฟุบ!
ลูปัสที่ได้พุ่งผ่านหมอกเข้ามาได้เคลื่อนที่ช้าลง
และไวโอรินกำลังเหวี่ยงดาบอยู่บนตัวลูปัส
โรอันเบิกตากว้างและตะโกนออกมา
“แลนเดอร์!หลบ!”
เสียงตะโกนของเขาดังไปทั่วผืนป่า
แลนเดอร์ที่กำลังมองไปที่โรอันอยู่ ก็ได้ก้มตัวเองต่ำ ด้วยท่าทางตกใจ
ฉั่วะ!
ดาบได้เหวี่ยงผ่านหมอกและตัดไปที่คอของแลนเดอร์ทันที
“ไม่!!!”
หัวของแลนเดอร์ได้ถูกตัดออกตรงหน้าของโรอัน ภาพตรงหน้าพุ่งเข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเต็มๆ
หัวได้ตกลงบนพื้นและกลิ้งไปตามพื้นอย่างช้าๆ
แสงในดวงตายังไม่ดับลง
โรอันยกหอกขึ้นและวิ่งไปหาแลนเดอร์
“กะ เกิดอะไรขึ้น?!”
“ท่านผู้ช่วย!?”
สมาชิกกองร้อย 12 ได้มองไปตรงหน้าด้วยท่าทางตกใจของโรอัน และส่ายหัวก่อนที่จะตามหลังโรอันไป
“แลนเดอร์!!!”
โรอันร้องออกมาขณะที่กอดหัวของแลนเดอร์อยู่
“อ้ากกกกกกก!”

ติดตามต่อได้ที่

https://web.facebook.com/monarch.novel/