0 Views

ในตอนนี้ทั่วทั้งห้องต่างเต็มไปด้วยกลิ่มหอมของอาหารทั้งสองอย่าง

 

ข้าวผัดไข่ส่งกลิ่นที่ยั่วยวนชวนน่ากิน เสี่ยวหลงเปานั้นหอมราวกับกลิ่นของสวรรค์ ทั้งสองสิ่งนี้หากใครมาได้กลิ่นของพวกมัน พวกเขาจะต้องกระโจนเข้าหาและเจี๊ยะมันเป็นแน่ !

 

ทว่าหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานนั้นต่างกัน พวกเขาต้องสะกดข่มอารมณ์ทั้งหลายทั้งมวลเอาไว้ แม้จะอยากเข้าไปเจี๊ยะมันแค่ไหน พวกเขาก็ไม่สามารถทําได้เพราะต้องรักษาหน้าในฐานะเชฟและหัวหน้าเชฟเอาไว้ ไม่งั้นชายหนุ่มที่ชื่อยูหมิงคงได้มองพวกเขาเป็นตัวตลกแน่ 

 

ส่วนฮั่นเสี่ยวเธอไม่คิดที่จะรอช้าอีกต่อไป เธอคว้าไปที่จานที่มีข้าวผัดไข่และคว้าช้อนตักกินอย่างรวดเร็วด้วยความอเร็ดอร่อย ใบหน้าของเธอในตอนนี้ราวกับกําลังฝันหวานอยู่ไม่มีผิด

 

“ จริงด้วยสินะ ! ผมลืมไปเลยว่าพวกคุณมีกันสามคน งั้นเดี๋ยวผมจะไปทํามาเพิ่มให้ ! ” ยูหมิงลืมไปจริงๆ เพราะเขานึกว่าจะมีแค่คนเดียวที่กินเสี่ยวหลงเปาของเขา แต่ไม่เป็นไรหรอกแค่ทํามันเพิ่มอีกซักสองลูกน่ะ ง่ายจะตายไป !

 

“ โอ้ ได้สิ ! ”  หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพยักหน้าและมองดูยูหมิงที่เดินกลับเข้าครัวไป แต่เมื่อเขาหันกลับมาอีกทีเขาก็ต้องตกใจ เพราะในตอนนี้เสี่ยวหลงเปาหนึ่งลูกที่อยู่ในจานนั้นมันได้หายไปแล้ว !

 

เขาไม่รอช้าที่จะหันไปดูเพื่อนของเขาเชฟเจิ้งฝานทันที 

 

ทันใดนั้นเองใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตะลึง เพราะเขาพบว่าเพื่อนของเขาในเวลานี้นั้นได้เต็มไปด้วยความสุขบนใบหน้า 

 

ในตอนที่หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวคุยกับยูหมิง เชฟเจิ้งฝานก็ใช้วินาทีนั้นคว้าเสี่ยวหลงเปาเข้าปากทันที หลังจากที่เชฟเจิ้งฝานได้ลิ้มรสของมันเขาก็ต้องเหม่อลอยไปถึงครู่หนึ่งเต็มๆ มันเป็นรสชาติที่สุดลํ้ายากจะอธิบาย หากไม่ลองเองก็คงไม่สามารถรับรู้ได้อย่างแน่นอน

 

แต่เมื่อเขารู้สึกตัวและพบว่าเพื่อนของเขาหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวได้มองมาที่เขาด้วยสายตาตะลึง เขาก็ต้องหน้าแดงกรํ่าด้วยความอับอายก่อนจะแกล้งไอ “ แค่ก ! แค่ก ! ”

 

“ ไม่ต้องมาแกล้งไอเลยนะเพื่อนเจิ้ง ! รสชาติของมันเป็นอย่างไรบ้าง ? ” จากการสังเกตผ่านใบหน้าของเชฟเจิ้งฝาน หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าอย่างน้อยหากไม่อร่อยก็ไม่แย่ !

 

“ อร่อย ! อร่อยมาก ! ฉันบอกได้เพียงเท่านี้แหละ หากนายอยากรู้มากกว่านั้นนายต้องรับรู้มันด้วยตัวเอง ! ” เชฟเจิ้งฝานพูดออกไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข

 

“ ขนาดนั้นเลย ? ” ขณะที่หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพูดเขาก็สังเกตเห็นว่ายูหมิงได้ทําเสี่ยวหลงเปาเสร็จแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายกําลังนํามันมาเสิร์ฟอยู่

 

เมื่อเสี่ยวหลงเปามาหยุดอยู่ตรงหน้า หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวก็ไม่รอช้า เขาคว้ามันเข้าปากทันที

 

ในวินาทีที่เสี่ยวหลงเปาเข้าไปในปากของเขา มันก็ราวกับละลายไปตามสายลม นํ้าซุปและวัตุดิบจําพวกเนื้อสัตว์ก็ได้ทะลักออกมาพร้อมๆกันจากแป้งที่บางเฉียบ จนทําให้ลิ้นของเขาสามารถรู้สึกได้ถึงความร้อนและกลิ่นที่หอมกรุ่น เขาไม่รอช้าที่จะขยับปากเคี้ยวพวกมันทันที 

 

รสชาติที่เขารับรู้ได้ในตอนนี้นั้นมันเป็นการผสมผสานที่ลงตัว โดยเฉพาะแป้งที่บางเฉียบละลายในปากนั้นมันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าสิ่งสุดยอดที่ทําให้เสียวหลงเปาระเบิดความอร่อยออกมาจนถึงขีดสุด !

 

ฮั่นเสี่ยวที่กินข้าวผัดไข่เสร็จแล้วก็ไม่ได้หยุดแม้แต่วินาทีเดียว เธอคว้าเสี่ยวหลงเปาเข้าปากแล้วกินมันทันที “ อร่อยยยย ! ” เธอสามารถบอกได้แค่คํานี้คําเดียวเท่านั้น

 

ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดไข่หรือเสี่ยวหลงเปา ชายหนุ่มที่เธอเรียกว่าน้องชายยูก็สามารถที่จะทํามันได้อร่อยเลิศทั้งสองอย่าง จนเธอเผลอคิดไปว่าบางทีเขาอาจจะสามารถทําอาหารได้อร่อยทุกอย่างจริงๆอย่างที่เขาได้โม้เอาไว้ก็เป็นได้ แต่เธอก็ต้องส่ายหัวและผลักความคิดนั้นออกไป เพราะเธอเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ !

 

ในโลกนี้ไม่มีเชฟคนไหนเก่งเกินพิกัดหรอก ใครกันล่ะที่จะไปเก่งเกินพิกัดจนถึงขั้นทําอาหารได้อร่อยไปหมดซะทุกอย่าง ?

 

ยูหมิง ?

 

ไม่ ! นั่นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน !

 

เพราะจากที่เธอดูรูปลักษณ์ของยูหมิงแล้ว เขาอายุน้องยิ่งกว่าเธอซะอีก ! แล้วเขาจะไปเอาเวลาส่วนไหนมาฝึกทําอาหารจนถึงขั้นที่ว่านั่นกัน ?

 

ทางด้านหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวที่ได้กินเสี่ยวหลงเปาเสร็จแล้วเขาก็ต้องมองไปที่ชายหนุ่มรูปหล่อตรงหน้าด้วยความซับซ้อน

 

อีกฝ่ายเก่งถึงขั้นที่สามารถทําอาหารทั้งสองอย่างได้อร่อยเลิศ เขาคงต้องมีอาจารย์เชฟที่สุดยอดมากเป็นแน่ ไม่แน่ว่าเชฟคนนั้นอาจจะเป็นระดับมาสเตอร์เชฟเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะคงมีเพียงเชฟระดับนั้นเท่านั้นแหละที่สามารถฝึกให้คนอายุน้อยแบบนี้จนเก่งกาจได้ !

 

“ หนุ่มน้อยฉันขอถามได้ไหมว่าเธอไปเรียนการทําอาหารมาจากไหน ? แล้วกี่ปีกันที่ทําให้เธอเก่งจนถึงขั้นสามารถใช้เทคนิคสุดลํ้าทั้งสองนี้ได้ ? หากเป็นไปได้ฉันก็อยากจะทราบชื่อท่านอาจารย์เชฟผู้ทรงเกียรติของเธอหน่อย ! ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวถามอย่างอดใจไม่ไหว ซึ่งเขาไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยอมบอกหรือไม่ ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมให้โอกาสเขาได้รับรู้บางส่วนก็ยังดี

 

ฮั่นเสี่ยวและเชฟเจิ้งฝานถึงกับชะงักไปชั่วครู่ พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวจะใจกล้าถามข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ !

 

แต่พวกเขาก็ยังเงียบและรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ เพราะพวกเขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าอะไรกันแน่ที่ทําให้ชายหนุ่มอายุน้อยคนนี้เก่งกาจจนถึงขั้นนี้ได้

 

เมื่อยูหมิงถูกถามเขาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็ยังเปิดปากและตอบไปอย่างช้าๆตามความจริง “ ผมเรียนมันมาจากตําราทําอาหารน่ะครับ ซึ่งเวลาที่ผมใช้เรียนไปทั้งหมดนั้นคือห้าปี แน่นอนอีกว่าผมเรียนด้วยตัวเองและไม่มีอาจารย์คนใดเคยสอน จะมีก็แค่บางคนที่เคยเข้ามาชี้แนะให้ผมและนี่ก็คือทั้งหมดที่ทําให้ผมเก่งกาจถึงขั้นนี้ได้ !  ” เขาไปอยู่ในอีกภพหนึ่งถึงห้าปีเต็ม ในระยะเวลาก่อนที่อายุของเขาจะครบยี่สิบปี เขาก็ได้ฝึกปรือความแข็งแกร่งทั้งหลายและด้านอาหารไปด้วย ซึ่งเขาก็ได้เรียนการทําอาหารมาจากตําราจริงๆ เพียงแต่ที่เขาเก่งกาจถึงขั้นนี้ได้มันเป็นเพราะเขามีความลับบางอย่างที่ทําให้อาหารอร่อยเลิศได้ ซึ่งนั่นเขายังไม่สามารถเผยมันออกมาในตอนนี้ได้ !

 

หลังจากที่ทั้งสามคนได้ยินคําตอบของยูหมิง พวกเขาแทบจะบ้าตาย เรียนอาหารบ้านไหนกันที่ใช้เวลาเพียงห้าปีก็สามารถเก่งกาจถึงขั้นนี้ได้ ?

 

หนําซํ้ายังเรียนมาจากตําราด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีอาจารย์คอยสอน !

 

จะมีบ้างก็แค่คนที่เข้ามาชี้แนะ ?

 

นี่มันเรื่องตลกประเภทไหนกัน ?

 

ถ้าจะโกหกก็ให้มันเนียนๆหน่อยเถอะ !

 

เพราะยังไงซะพวกเขาก็ไม่เชื่อแน่ว่ายูหมิงจะเก่งกาจถึงขั้นนั้นจริง ในสายตาของพวกเขายูหมิงก็คือนักโม้ตัวพ่อ !

 

หากสิ่งที่ยูหมิงพูดออกมาเป็นความจริง นั่นไม่ใช่ว่าหากนึกอยากเรียนก็แค่เรียนและเก่งได้เลยงั้นเหรอ ?

 

บ้าบอไปกันใหญ่แล้ว !

 

มีเพียงเทพเจ้าหรือพระเจ้าเท่านั้นแหละที่จะสามารถทําอย่างนั้นได้ !

 

แล้วยูหมิงเขาเป็นใครกัน ? เขาเป็นเพียงหนุ่มหล่อขี้โม้เท่านั้นแหละ ! เรื่องทั้งหลายที่เล่ามาก็คงเป็นเพียงเรื่องโกหกสุดห่วยแตกเท่านั้น !

 

“ เฮ้อ ! แย่จริงแฮะ รู้งี้ผมไม่เล่าให้พวกคุณฟังดีกว่า ” เมื่อมองเห็นสายตาแปลกประหลาดของคนทั้งสาม ยูหมิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ 

 

เขาคงจะเก่งเกินไปสินะถึงได้ไม่มีคนเชื่อเขา !