0 Views

ยูฮุ้ยหลิงที่ได้ยินการปฏิเสธอย่างไม่แยแสของยูหมิง เธอถึงกับผงะและมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ

 

ปฏิเสธ !

 

นี่เขาปฏิเสธเธอ !

 

ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ช่างแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นๆที่เธอเคยเจอมา คนอื่นๆเมื่อได้มาเจอเธอหรือได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองก็มักจะหาโอกาสทําเวลาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ทั้งนี้ใบหน้าของคนพวกนั้นที่อยู่กับเธอยังมีความสุขแสดงให้เห็น

 

อย่างไรก็ตามผู้ชายคนนี้กลับไม่แสดงอะไรออกมาเลยนอกจากความรู้สึกที่เบื่อหน่ายบนใบหน้า

 

ช่างแตกต่างกันซะจริง !

 

“ ลองคิดดูอีกทีก่อนสิ ถ้านายไม่ช่วยฉันครั้งนี้จะต้องมีผู้คนที่ไม่รู้เรื่องตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดนะ ’’ ยูฮุ้ยหลิงสูดหายใจเข้าและพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม ตอนนี้เธอรู้ดีแล้วว่าชายคนนี้ไม่ใช่พวกชอบหื่นกระหายไปวันๆ ดังนั้นเธอก็ไม่จําเป็นที่จะต้องคงความเย็นชาหรือท่าทางแข็งกระด้างเอาไว้

 

หลังจากที่ยูฮุ้ยหลิงยกเรื่องของผู้คนที่ไม่รู้เรื่องมาพูด ยูหมิงก็รู้สึกตะหงิดๆไม่ใช่น้อย เขาหันกลับมาและมองหน้าเธอก่อนจะพูดด้วยท่าทางเบื่อหน่าย “ เรื่องนั้นมันก็เป็นน่าที่ของพวกตํารวจอย่างคุณไม่ใช่รึไง ? ผมเป็นแค่ประชาชนจะไปทําอะไรได้ ? ถ้าหากผู้คนไม่รู้เรื่องตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดนั่นก็ต้องโทษพวกตํารวจที่ทําหน้าที่ไม่ดีอย่างคุณแล้วล่ะ ! ’’ ในสายตาของเขาเธอคนนี้ช่างไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย ถ้าหากเขาอยากช่วยก็คงจะช่วยไปแล้ว แต่เธอกลับมาขอร้องดื้อดึงจะให้เขาช่วยให้ได้

 

เฮ้อ…

 

“ นาย… ’’ ยูฮุ้ยหลิงรู้สึกเหมือนถูกตอกหน้าเข้าอย่างจัง เรื่องที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่ผิดแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายเป็นแค่ประชาชนจะไปทําอะไรได้ อีกอย่างเรื่องพวกนี้มันก็เป็นหน้าที่ของพวกตํารวจ เขาไม่ใช่ตํารวจซักหน่อยถึงได้ต้องมีความจําเป็นเข้ามาช่วยเหลือเธอในหน้าที่ของเธอ ดังนั้นถ้าครั้งนี้มีผู้ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดจริงๆก็คงต้องโทษพวกตํารวจอย่างเธอแล้วล่ะ

 

“ เฮ้อ เอาเถอะผมจะแนะนําวิธีดีๆให้กับคุณแล้วกัน ง่ายๆเลยนะไอ้แก๊งค์เสือป่าอะไรนั่นคุณก็แค่เข้าไปจับมันซึ่งๆหน้าก็พอแล้ว ส่วนเรื่องหลักฐานถ้าไม่มีก็แค่สร้างมันขึ้นมา ใครหน้าไหนที่ไม่ยอมเปิดปากพูดคุณก็แค่ทรมานเค้นให้มันพูดมันออกมา เท่านี้คุณก็จะได้รับหลักฐานมัดตัวและสามารถจับพวกมันไปได้อย่างง่ายๆแล้ว ’’ ยูหมิงถอนหายใจออกมาก่อนจะแนะนําวิธีดีๆให้ยูฮุ้ยหลิงฟัง อย่างน้อยอีกฝ่ายก็มีแซ่ยูเหมือนกันกับเขา ดังนั้นเขาก็ควรช่วยเหลือเธอนิดหน่อยพอ

 

“ … ’’ ยูฮุ้ยหลิงที่ได้ยินก็ต้องเงียบกริบและครุ่นคิดอีกครั้ง วิธีที่ชายหนุ่มตรงหน้าเธอให้มามันอาจใช้ได้ผลจริง แต่นั่นเป็นวิธีที่รุนแรงเกินไปและยังเสี่ยงมากอีกด้วย เพราะถ้าเกิดเจอคนที่ปากแข็งมากพอและไม่คิดจะทรยศกับพวกตัวเองนั่นอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้ แถมถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปเธออาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกใช้ความรุนแรงก็ได้

 

ทางด้านยูหมิงก็ลุกขึ้นยืนเดินไปจ่ายเงินค่านํ้าชาและออกจากร้านไป เขาได้แนะนําวิธีดีๆไปแล้ว อีกฝ่ายจะทําตามนั้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะ เพราะเขาไม่ต้องการเข้าไปยุ่งอะไรที่ไม่อยากจะยุ่งให้เสียเวลา ยิ่งไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรด้วยแล้วมันยิ่งแล้วใหญ่เลย

 

หลังจากที่ยูหมิงออกจากร้านไป ยูฮุ้ยหลิงที่กําลังครุ่นคิดอยู่ก็รู้สึกตัวว่าเธอถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ “ เขามันบ้า ! ‘’ เธอมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของยูหมิงและพึมพําออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปจ่ายเงินพร้อมกับออกจากร้านไป

 

 

ร้านลุงซิน ภายในร้านมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกําลังยืนอยู่ด้วยท่าทางเคร่งขึม เหลียงเย่มองไปยังรอบๆร้านด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเสวียนเหยินมันพาเขาและคนอื่นๆมาที่นี่ทําไม เพราะนี่มันก็แค่ร้านเสื้อผ้าธรรมดาที่กําลังจะปิดร้าน

 

“ ไม่ทราบว่าพวกคุณกําลังมองหาอะไรอยู่เหรอครับ ? ’’ ซินเจียงถามคนทั้งสามที่ยืนนิ่งเฉยด้วยความรู้สึกตื่นตะหนก เขารู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ เพราะอีกฝ่ายมันยังกับนังเลงที่เตรียมจะมาพังร้านของเขาเลยน่ะสิ

 

“ ซินเสวี่ยอยู่ไหน ? ’’ เสวียนเหยินไม่ตอบคําถามแต่กลับถามออกไปแทน

 

“ คุณถามหาหลานสาวของผมทําไมรึ ? ’’ ซินเจียงขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล การที่นักเลงกลุ่มนี้ถามถึงหลานสาวของเขานั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

 

“ แกแค่ตอบมา ! ’’ เสวียนเหยินจ้องหน้าซินเจียงและพูดด้วยนํ้าเสียงข่มขู่ออกไป

 

“ ไอ้แก่รีบตอบมาได้แล้วอย่าทําให้บอสของฉันเสียเวลา ! ’’ ฉินเลี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปข่มขู่ซินเจียงใกล้ๆเช่นกัน

 

“ พวกนายเป็นใคร ? ’’ เสียงๆหนึ่งดังออกมาจากข้างหลังร้าน ก่อนจะตามมาด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมา

 

ซินเสวี่ยมองดูกลุ่มคนตรงหน้าและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะเธอไม่รู้จักคนกลุ่มนี้และไม่รู้อีกด้วยว่าคนกลุ่มนี้มาที่นี่ทําไม

 

“ เธอแค่บอกมาว่าฉันจะตามหาคนในรูปนี้ได้ที่ไหน ? ’’ เสวียนเหยินนํารูปใบหนึ่งออกมา

 

‘ ยะ…ยูหมิง ! ’ นัยน์ตาซินเสวี่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอตกใจที่คนในรูปเป็นคนที่เธอรู้จัก

 

ในความคิดของเธอนี่ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆที่คนกลุ่มนี้ออกมาตามหายูหมิง

 

“ ไม่ ! ฉันไม่รู้จักเขา ! ’’ ซินเสวี่ยส่ายหัว เธอจะไม่บอกคนพวกนี้แน่ๆว่าเธอรู้จักยูหมิง

 

“ หึ ! อย่าบอกว่าเธอไม่รู้จักเขา เพราะฉันรู้มาว่าเธอรู้จักเขา ทางที่ดีรีบๆบอกมาซะจะดีกว่า ไม่งั้นฉันจะจับเธอไปให้นายน้อยฉียู่เสิน ! ’’ เสวียนเหยินแค่นเสียงเย้ยหยันออกมา ผู้หญิงตรงหน้าเขาช่างโง่เขลานัก การที่เขามาตามหาคนในรูปที่นี่ก็หมายความว่าเขารู้อยู่แล้วยังไงล่ะว่าจะต้องเป็นเธอที่รู้จักมัน ไม่งั้นแล้วเขาจะมาที่นี่ทําไม ?

 

“ … ’’ ซินเจียงก็ไม่รู้ว่าจะแก้สถานการณ์ในตอนนี้อย่างไรดี เพราะเขาเองก็เห็นรูปยูหมิงเช่นกัน

 

ในขณะที่ทุกคนต่างหยุดนิ่งคิดไม่ตกว่าจะทําอย่างไร เวลานั้นเองยูหมิงก็เดินเข้ามาในร้านก่อนจะเดินผ่านกลุ่มของเสวียนเหยินไป “ ลุงซินผมมาตามที่คุณนัดแล้ว ว่ามาเถอะจะให้ผมสวมชุดอะไรดี ’’ เขามองไปที่ลุงซินด้วยความประหลาดใจ เพราะอีกฝ่ายกําลังมองเขาและเหงื่อตกอยู่

 

“ กะ…แก ! ’’ ฉินเลี่ยที่ได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าก็สามารถจดจําได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

 

เป็นมันนั่นเอง !

 

“ พี่ใหญ่ฉินหรือว่าจะเป็นมันที่อัดพี่จนมีสภาพเละแบบนี้ ? ’’ ซ่งหมินสังเกตเห็นถึงความโกรธเกรี้ยวของฉินเลี่ยจึงได้ถามออกมา

 

“ ใช่ ! เป็นมัน ! ’’ ฉินเลี่ยกัดฟันพูดออกไปด้วยความอับอายเล็กน้อย เขาไม่ค่อยอยากจะยอมรับซักเท่าไหร่ว่าเขาได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้มา

 

เสวียนเหยินและเหลียงเย่เองก็ประหลาดใจไม่ใช่น้อยที่ได้ยินว่าคนที่เอาชนะฉินเลี่ยได้เป็นชายหนุ่มตรงหน้า โดยเฉพาะเหลียงเย่นั้นตกตะลึงจริงๆที่อีกฝ่ายเป็นคนที่เขาต้องตอบแทนบุญคุณและนึกไม่ถึงอีกด้วยว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจจนสามารถเอาชนะฉินเลี่ยได้ง่ายๆ

 

เพราะดูจากสภาพที่ยังอยู่ดีของอีกฝ่ายแล้ว เหลียงเย่สามารถบอกได้เลยว่าฉินเลี่ยคงต้องพ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่าแน่ !

 

“ พวกคุณเองก็มาถ่ายแบบเหมือนกันเหรอ ? ’’ ในเมื่อทุกๆคนต่างเงียบกริบ ยูหมิงจึงรู้สึกช่วยไม่ได้ที่จะหันไปทางกลุ่มของเสวียนเหยินและยิ้มถามจางๆ ถึงแม้เขาจะหลาดใจที่ได้เห็นฉินเลี่ยก็ตาม !