0 Views

ที่ด้านนอก หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ พวกเขาจึงหันมามองหน้ากันและขมวดคิ้ว

“ เมื่อวานเราล้างหมดแล้วใช่ไหม ? ’’ เชฟเจิ้งฝานถามด้วยใบหน้ากังวล เขากังวลว่าจะยังมีบางอย่างที่ยังไม่ถูกล้าง

“ เท่าที่จําได้เหมือนเราจะล้างแค่จานกับอุปกรณ์ทําอาหารนะ ดูเหมือนว่าช้อนส้อมและตะเกียบทั้งหมดจะยังไม่ได้ถูกล้างเลย ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพูดด้วยใบหน้าครุ่นคิด เมื่อวานเขาและเพื่อนเจิ้งได้ทําการล้างจานและอุปกรณ์ส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงกลับไปพักผ่อนเพราะเมื่อวานพวกเขายืนทํางานมาทั้งวันจึงเหนื่อยมาก

ทั้งนี้พนักงานบริการและพนักงานล้างจานซักคนก็ยังไม่มี ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทนล้างจานเป็นจํานวนมากด้วยความเหนื่อยล้า เพราะเมื่อวานนี้ลูกค้าที่มาทานอาหารนั้นมีเยอะจริงๆ จานที่ถูกใช้ออกไปจึงมีมากมาย นี่จึงเป็นเหตุที่ทําให้พวกเขาล้างจานเสร็จพวกเขาก็ต้องกลับไปพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้า

“ แย่แล้ว ! อย่างนี้คนพวกนี้ก็ซวยน่ะสิ ! ’’ เชฟเจิ้งฝานโพล่งออกมาด้วยใบหน้าพิลึกพิลั่น เขามองไปยังลูกค้าทั้งหมดด้วยใบหน้าเห็นใจ เพราะเขาเดาได้ว่าต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้น

“ เฮ้อ ช่วยไม่ได้จริงๆ สงสัยคนพวกนี้คงต้องกินอย่างนั้นล่ะนะ ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวถอนหายใจและเอามือทาบหน้าผากอย่างช่วยไม่ได้ เขาได้แต่มองเหล่าลูกค้าที่ไม่รู้เรื่องด้วยความเห็นใจ ยิ่งสายตาที่เขามองไปยังกลุ่มซีเผิงมันก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงความเห็นใจมากขึ้น

ในขณะที่ทั้งสองคนกําลังสนทนากันอยู่นั้นเหล่าลูกค้าก็เริ่มตะโกนสั่งอาหารเหมือนอย่างทุกที เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นคนที่เคยได้มากินอาหารที่นี่เมื่อวาน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้หน้าที่ดี โดยเฉพาะคุณลุงนักตวัดลิ้นและเถ้าแก่ร้านซักรีดก็ยังอยู่ด้วย วันนี้พวกเขาก็ยังคงเป็นแกนนําในการสั่งอาหารเช่นเดิม

กลุ่มของซีเผิงที่ได้เห็นวิธีการสั่งอาหารก็ถึงกับผงะไปตามๆกัน ทว่าพวกเขาก็ตะโกนสั่งออกไปตามเหล่าลูกค้าเพราะพวกเขาคิดว่าการที่ลูกค้ามากมายขนาดนี้สั่งด้วยวิธีแบบนี้ มันอาจจะเป็นเพราะที่ร้านนี้คงจะมีวิธีการใหม่ในการสั่งอาหารเพิ่มมาแล้วก็ได้

แน่นอนว่าพวกเขาสั่งทั้งข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาไปเหมือนๆกัน

ต่อมาพวกเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง เพราะในตอนนี้พวกเขาสังเกตเห็นถึงกลุ่มจานและกลุ่มเข่งติ่มซําที่ลอยละลิ่วออกมาจากห้องครัวอย่างกับจานบิน

“ นี่มันเป็นเรื่องจริง… ’’ ซีเผิงมองกลุ่มจานบินตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ

“ หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มคนนั้น ? ’’ เปียวหยี่และเปียวหยูหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย เพราะพวกเขาสงสัยว่าบางทีอาจจะเป็นชายหนุ่มที่พวกเขาได้รับรายงานมาก็ได้ที่ได้เสิร์ฟวิธีแบบนี้

“ น่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว ! ’’ ไห่ป้านพึมพําด้วยใบหน้าตกตะลึง

“ ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งก็อัศจรรย์ได้ทุกครั้งเลยสินะ ’’ คุณลุงนักตวัดลิ้นและเถ้าแก่ร้านซักรีดที่นั่งโต๊ะข้างๆพูดออกมาเหมือนกันด้วยความทึ่ง จากนั้นพวกเขาก็หันมามองที่โต๊ะของพวกเขาก่อนจะเตรียมหยิบช้อนส้อมและตะเกียบมากิน ทว่าทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องตะหนักได้ว่าโต๊ะของพวกเขาและคนอื่นๆในตอนนี้นั้นมันไม่มีกล่องใส่อุปกรณ์การกินอยู่เลย

“ ชิบหายแล้วไง ! ’’ คุณลุงนักตวัดลิ้นและเถ้าแก่ร้านซักรีดโพล่งออกมาด้วยความรู้สึกพิลึกพิลั่น จากนั้นพวกเขาก็ต้องยิ้มแห้งๆ

ให้ตายสินี่พวกเขาต้องกลับไปตวัดลิ้นอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย ?

เฮ้อ…

“ เกิดอะไรขึ้น ! ทําไมพวกเขาถึงได้ยิ้มอย่างนั้นกันเล่า ? ’’ ไห่ป้านสังเกตเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ต่างยิ้มอย่างแปลกๆออกมา เขาจึงสับสนเป็นอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้น

“ ก็ช้อนส้อมและตะเกียบน่ะสิ ไม่มีแล้วจะกินยังไง พวกเขาคงจะยิ้มอย่างนั้นเพราะเรื่องนี้แหละ ’’ ซีเผิงพูดขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไรมาก เพราะเขาสังเกตเห็นว่าโต๊ะทุกโต๊ะรวมถึงโต๊ะของเขานั้นมันไม่มีกล่องใส่อุปกรณ์การกินอยู่เลย

ฟรึ่บ

ในระหว่างที่ทั้งสองกําลังสนทนากันอยู่ อาหารที่สั่งก็ลอยมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเขาแล้ว ซีเผิงและคนอื่นๆที่ได้กลิ่นหอมของข้าวผัดไข่ใกล้ๆถึงกับตะลึง

นี่มันจะหอมเกินไปแล้ว !

ราวกับในตอนนั้นมีพลังอํานาจบางอย่างเข้าปกคลุมร่างของพวกเขา พวกเขาจึงขยับมือไปหยิบจานข้าวผัดไข่มาใกล้ๆและก้มหน้าลง

“ เฮ้ย ! นี่มันอะไร ? ’’ ซีเผิงอุทานออกมาด้วยความรู้สึกตกใจ เขาไม่สามารถแม้แต่จะบังคับร่างกายได้เลย ในตอนนี้เขาสามารถสังเกตเห็นคนอื่นๆเช่นกันจึงได้เห็นว่าคนอื่นๆในตอนนี้ก็ได้กําลังก้มหน้าลงยื่นลิ้นออกมาตวัดลิ้นไปที่ข้าวผัดไข่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข

“ ชิบหายแล้ว ! หรือว่าข่าวลือจะเป็นความจริง ! ’’ ไห่ป้าน เปียวหยี่ เปียวหยู ทั้งสามได้อุทานออกมาหลังจากที่ได้นึกถึงข่าวลือที่แพร่กระจายออกมาเมื่อวาน

ในตอนนี้ทั้งสี่คนล้วนเข้าใจได้หมดแล้วว่าทําไมลูกค้าคนอื่นๆถึงยิ้มกันอย่างนั้น ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง !

ชิบหาย !

ไม่ตลกนะเฟ้ย !

พวกเขาไม่ได้อยากจะกินแบบนั้น !

“ ข้าวผัดไข่นี่มันมีพลังบางอย่าง…’’ ซีเผิงพูดในขณะที่ยื่นลิ้นออกมา ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความตื่นตะหนก เขาตื่นตะหนกเป็นอย่างมากที่รู้ว่าตัวเองจะต้องมาทําอะไรที่น่าอับอายแบบนี้

ตรู๊ด…ตรู๊ด…ตรู๊ด…

‘ ฟิวเจอร์… ’  เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทําให้เขารู้สึกได้เลยว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฟิวเจอร์ แน่นอนถึงในตอนนี้เขาอยากจะรับมันมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่สามารถรับมันได้ เพราะในตอนนี้ลิ้นของเขาได้ทําการตวัดยัดข้าวผัดไข่เข้าไปในปากอย่างเมามันแล้วนั่นเอง !

ในเวลาเดียวกันนั้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ฟิวเจอร์ได้นั่งอยู่ที่โรงอาหารและมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสับสน “ ทําไมซีเผิงเขาถึงไม่รับสายของฉัน ? หรือว่าจะกําลังเข้าห้องนํ้าอยู่ ? ช่างเถอะงั้นลองโทรใหม่อีกรอบแล้วกัน ! ’’ เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ซีเผิงไม่ยอมรับสายของเขา เพราะเขาตั้งใจจะโทรไปบอกเกี่ยวกับข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาของภัตตาคารบัวสวรรค์

ซึ่งที่เขาจะบอกก็คือการที่จะเข้าไปทานอาหารที่นั่นอย่างน้อยต้องเตรียมตัวไปดีๆ ไม่งั้นแล้วจะได้กินด้วยท่าพิสดารอย่างที่เห็นในกล้องวงจรปิดเป็นแน่ !

ฟิวเจอร์ได้กดโทรหาซีเผิงอีกสองสายแต่ก็ปรากฏว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ได้รับสาย เขาจึงถอดใจวางสายไป “ ช่างเถอะสงสัยเขาคงจะท้องเสียอยู่ก็ได้ ’’ ในความคิดของเขาซีเผิงอาจจะกําลังไม่สบายหรือมีธุระส่วนตัวอยู่ ไม่งั้นแล้วอีกฝ่ายก็คงจะรับสายของเขาไปแล้ว

ทางด้านกลุ่มซีเผิงในตอนนี้พวกเขาล้วนนั่งเหม่อลอยมองไปยังจานข้าวผัดไข่และเข่งติ่มซําที่ว่างเปล่าด้วยความตื่นตะลึง ทั้งยังรู้สึกอับอายและช็อคในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของพวกเขาในตอนนี้ล้วนแดงกํ่าด้วยความโกรธที่อับอายจนสุดขีด

“ บัดซบ ! ’’ หลังจากที่เหม่อลอยนึกถึงสิ่งที่ได้ทําลงไปแล้วพวกเขาทั้งสี่คนก็สบถออกมาพร้อมกันด้วยความอับอาย เพราะพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะต้องมาทําอะไรที่น่าอับอายแบบนี้ !

หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานที่ได้เห็นความโกรธของพวกซีเผิงพวกเขาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความสุขที่สะใจ

เป็นไงล่ะอยากจะมาลองของนักใช่ไหม ?

สะใจโว้ยยยย !