0 Views

เช้าตรู่วันต่อมา ที่หน้าภัตตาคารบัวสวรรค์นั้นมีผู้คนมาต่อแถวรอมากมาย พวกเขาต่างมาต่อแถวรอเพื่อที่จะเข้าไปกินอาหารของร้านๆนี้ หากสังเกตดีๆจะพบว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั้นได้ใส่ชุดของเชฟจากทางร้านภัตตาคารกุหลาบแดง ผู้คนโดยรอบที่ได้เห็นต่างไม่กล้าเข้าใกล้เพราะพวกเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะมาเพื่อหาเรื่องภัตตาคารบัวสวรรค์

กลุ่มคนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย ซีเผิง เปียวหยี่ เปียวหยู ไห่ป้าน ทั้งสี่คนได้มาที่นี่จากการนัดแนะเมื่อคืน เพราะพวกเขาไม่ได้รับการติดต่อจากฟิวเจอร์จึงทําให้ต้องมาที่นี่เพื่อจะลิ้มลองด้วยตัวเอง แต่ที่พวกเขาใส่ชุดเชฟของภัตตาคารกุหลาบแดงมานั้นมันเป็นเพราะถ้าพวกเขาชิมอาหารที่นี่แล้วมันไม่อร่อยพวกเขาก็จะโวยวายออกมาเพื่อทําให้ร้านนี้เสียชื่อกันไปเลย !

“ ซีเผิงนายฟิวเจอร์นั่นมันไม่ติดต่ออะไรนายมาเลยเหรอ ? ’’ ไห่ป้านถามด้วยความสงสัย

“ ไม่เลย เมื่อคืนฉันก็ลองติดต่อดูแล้วแต่ปรากฏว่าเขาไม่รับน่ะสิ ! ’’ ใบหน้าของซีเผิงดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่รับสาย

“ ผมว่ามันแปลกๆอยู่นะ ดูเมื่อวานนี้สิลูกค้าของเราหายไปกว่าครึ่งจนแทบเรียกได้ว่าเกือบหมดร้านเลย แล้วนี่ทําไมคนพวกนี้ถึงได้มาต่อแถวกันแต่เช้าได้ ? หรือว่าอาหารที่นี่มันจะอร่อยถึงขีดขั้นนั้นเลย ? ’’ เปียวหยี่พูดเสียงเบาด้วยท่าทางจริงจัง

“ ผมเองก็คิดเหมือนกันกับพี่ชายของผม เพราะฟิวเจอร์มันไม่ยอมติดต่อมาเลยนี่แสดงให้เห็นแล้วว่ามันอาจจะถูกพิชิตโดยอาหารของที่นี่จนอับอายไม่กล้าติดต่อกลับมา ! ’’ เปียวหยูพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะพูดถึงฟิวเจอร์ด้วยท่าทางจริงจัง

“ เรื่องนั้นก็มีส่วนเพราะฟิวเจอร์ที่ฉันรู้จักมักจะหนีหน้าเสมอหากได้พลาดอะไรบางอย่างไป ดังนั้นวันนี้พวกเราเลยต้องมาด้วยตัวเองยังไงล่ะ ! ’’ ซีเผิงพยักหน้าเบาๆเขาไม่ได้ปฏิเสธความคิดของเปียวหยูเพราะเขาก็เคยเจอนิสัยของฟิวเจอร์มาก่อนจึงพอคาดเดาอะไรได้บ้าง จากนั้นเขาก็พูดต่ออีกครั้ง “ ถ้าอาหารที่นี่อร่อยจริงๆเราคงต้องยอมแพ้ปิดร้านไปแล้วล่ะ เพราะไม่งั้นแล้วจะเป็นการเสียเงินเสียเวลาเปล่าๆ ’’

เชฟทั้งสามที่ได้ยินต่างเผยใบหน้าที่เคร่งเครียดออกมาให้เห็น คิ้วของพวกเขาต่างขมวดแน่นด้วยความครุ่นคิด เพราะพวกเขากลัวว่าอาหารที่นี่มันจะอร่อยจนซะพวกเขาไม่สามารถสู้ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆพวกเขาคงต้องตกงานเพราะซีเผิงปิดร้านไป

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ดูถูกการกระทําของซีเผิงหรอก เพราะการกระทํานี้มันเป็นการกระทําของคนฉลาดที่มักคิดเสมอว่าจะทําอะไร

“ ทําไมวันนี้ถึงได้มีคนมาเยอะขนาดนี้เนี่ย ? ’’ ฮั่นเสี่ยวที่เพิ่งตื่นนอนลงมาข้างล่างตกใจในสิ่งที่ได้เห็น เธอแทบอยากจะวิ่งเข้าไปถามหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเมื่อวานตอนที่เธอไม่ได้ทํางานจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น ?

“ พวกเขาก็มารอกินอาหารของผมยังไงล่ะ ! ’’ เสียงๆหนึ่งดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏตัวของยูหมิง

ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินถึงกับสะดุ้ง เธอรีบหันไปทางยูหมิงทันที เพราะเธอกลัวว่าเขาจะล่วงเกินเธออีกครั้ง แน่นอนถึงอีกฝ่ายจะได้ช่วยเธอเมื่อคืนเอาไว้ แต่เรื่องแค่นั้นมันก็ยังไม่พอหรอกที่จะทําให้เธอหายโกรธเขา

“ มองอะไร ? หรือไม่เชื่อ ? ’’ ยูหมิงกลอกตาไปมา ทําไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ซื่อบื้อนักนะ อาหารของเขาอร่อยปานนั้นมีหรือจะไม่มีผู้คนมากมายมาต่อแถวเพื่อรอก่อนเวลา

“ เชื่อก็เชื่อ ! ’’ ฮั่นเสี่ยวเบะปากและพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ อย่างน้อยเธอก็เชื่อว่าทั้งหมดนี้มันมาจากความอร่อยของอาหารที่เขาทํา เพราะถ้าไม่ใช่แล้วมันจะมาจากอะไรล่ะ อาหารของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิว ? หรืออาหารของเชฟเจิ้งฝาน ? ตลกแล้วพวกเขายังบอกเองเลยว่าฝีมือของพวกเขาสู้ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ แล้วเธอล่ะจะไปคัดค้านให้เสียเวลาทําไม ?

“ อืม จริงด้วยนะเมื่อวานตอนที่คุณไม่อยู่น่ะพวกเราได้กําไรอื้อซ่าเลยล่ะ เฮ้อ ผมล่ะเสียดายแทนคุณจริงๆ ’’ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเบะปาก ยูหมิงก็อดที่จะพูดถึงเรื่องเมื่อวานเพื่อแหย่เธอไม่ได้

“ ฮึ่ม ! ’’ ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินก็แค่นเสียงพร้อมกับสะบัดหน้าหนีและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่ต้องการยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายเย้าแหย่เธอ เพราะเธอรู้ดีว่าฝีปากของชายหนุ่มและความหลงตัวเองของเขานั้นมันขนาดไหน เพราะถ้าเกิดเธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้นเธอคงได้อารมณ์เสียตายแน่

หลังจากที่เห็นว่าฮั่นเสี่ยวเดินหนีไป ยูหมิงจึงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาก็กลับเข้าไปข้างในเหมือนเดิม

สองชั่วโมงต่อมา หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานก็ได้ตื่นนอนแล้ว หากสังเกตดีๆจะพบว่าใบหน้าของพวกเขาล้วนแจ่มใสกว่าเดิมมาก ใช่แล้ว เมื่อวานนี้หลังจากที่พวกเขาได้กลับไปโคจรลมปราณพวกเขาก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพของพวกเขานั้นดีขึ้นเรื่อยๆเลย

ในตอนนี้พวกเขาจึงเข้าใจแล้วว่าทําไมอาม่าอากงส่วนใหญ่ถึงฝึกโคจรลมปราณกัน ก็เพราะมันดีอย่างนี้นี่เอง !

โดยไม่รอช้าหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานได้ก็ทําการเปิดร้านทันที

หลังจากที่ภัตตาคารบัวสวรรค์เปิดทําการ เหล่าลูกค้ามากมายรวมถึงกลุ่มของซีเผิงก็ได้วิ่งเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างหาที่นั่งดีๆและจุ่มก้นลงไปนั่งอย่างพร้อมเพรียงราวกับรู้หน้าที่มาดีอยู่แล้ว

“ นั่นมันสองพี่น้องเปียวไม่ใช่เรอะ ! พวกมันยังมีหน้ามาทําอะไรที่นี่อีก ? ’’ เชฟเจิ้งฝานสังเกตเห็นว่าที่โต๊ะห่างออกไปมีกลุ่มของซีเผิงและสองพี่น้องเปียว เขาจึงได้พูดขึ้นมาด้วยความโกรธ

“ เพื่อนเจิ้งเราอย่าได้ไปใส่ใจอะไรกับพวกเขาเลย พวกเขาก็แค่มองหาโอกาสเป็นก็เท่านั้นแหละ ทว่าในตอนนี้มันต่างไปแล้วเพราะทางฝั่งเราก็ได้รับยูหมิงเข้ามา ในไม่ช้าพวกเขาก็จะรู้เองว่าที่พวกเขาเลือกนั้นผิด ! ’’ เริ่มแรกเสียงของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวค่อนข้างสบายๆ แต่พอถึงประโยคพูดช่วงท้ายๆนํ้าเสียงของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ หากสังเกตใบหน้าของเขาดีๆแล้วจะพบว่าในตอนนี้ใบหน้าของเขากําลังยิ้ม ยิ้มอย่างมั่นใจถึงขีดสุดอยู่นั่นเอง !

“ อืม เดี๋ยวพวกมันสองตัวก็จะได้รู้ ! ’’ เชฟเจิ้งฝานพยักหน้าเห็นด้วย ความโกรธที่มีเมื่อกี้ก็ได้หายไป ในตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกันกับเพื่อนของเขา สิ่งที่เขาต้องทําก็แค่รอ รอดูสองคนนั้นกินอาหารของยูหมิงเข้าไป จากนั้นพวกมันก็จะรู้ซึ้งว่าสิ่งที่พวกมันทําลงไปนั้นเป็นอะไรที่ผิดพลาดอย่างแรง !

กลับกันทางด้านสองพี่น้องเปียวที่เห็นหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานมองมา พวกเขาทําเพียงแค่ยิ้มอย่างหยิ่งยโสโอ้อวดตอบกลับไปอย่างไม่แยแส เพราะในสายตาของพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่ต่างอะไรไปจากผู้แพ้ ทว่าในตอนนั้นเองเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น

“ สั่งอาหารได้ ! เหมือนเดิมวันนี้มีแค่ข้าวผัดไข่กับเสี่ยวหลงเปา ! ’’ ยูหมิงที่อยู่ในครัวพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงๆดังฟังชัด ทว่าในตอนนี้หากสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าสายตาของเขานั้นเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ ใช่แล้ว ! เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากที่พบช้อนส้อมและตะเกียบที่ยังไม่ถูกล้างกองเอาไว้ที่ด้านหลังร้าน !