0 Views

ในตอนนี้ทางด้านเจ้าของร้านรู้สึกได้ถึงเรี่ยวแรงที่เริ่มกลับคืนมา ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอค่อยๆเริ่มกลับมามีสีเลือดที่แจ่มใสอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง มันเลยส่งผลให้รอยยิ้มของเธอทําให้ผู้คนรู้สึกสบายเวลาคุยด้วย อาการปวดเมื่อยบางส่วนก็ได้หายไปแล้วเช่นกัน เธอจึงค่อยๆเงยหน้ามองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตกตะลึงในความทึ่ง “ ขะ…ขอบคุณค่ะ ’’ ถึงเธอจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าทําได้อย่างไร แต่เธอก็รู้ดีว่าที่เธอหายป่วยนั้นมันเป็นเพราะเขา ดังนั้นเธอจึงขอบคุณอย่างที่ควรจะทํา

“ อ้อ ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้สบายมาก ถ้างั้นผมขอตัวก่อนล่ะ ’’ ยูหมิงพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มแล้วเดินออกจากร้านทันที

เจ้าของร้านได้แต่มองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยความขอบคุณ

ณ คฤหาสน์ตระกูลฉี ภายในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง มีชายวัยกลางคนถึงสองคนด้วยกันที่นั่งมองหน้ากันด้วยความครุ่นคิด ข้างๆพวกเขามีฉียู่เสินนั่งอยู่ด้วย ใบหน้าของฉียู่เสินในตอนนี้ค่อนข้างตะหนกและกระวนกระวาย

“ คุณชายฉีคนๆนั้นที่คุณพูดถึงเป็นใครเหรอ คุณพอพาเขามาหาผมได้รึเปล่า เพราะจากที่คุณเล่ามาเมื่อผมได้นําไปตรวจสอบ ผมได้พบว่าร่างกายของคุณมันเป็นไปตามนั้นจริงๆ ซึ่งหากยังไม่สามารถรักษาได้คุณก็จะตายภายในเจ็ดวันนี้ ’’ ชายวัยกลางคนในชุดสีขาวที่ดูดีพูดขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง เขาคนนี้ก็คือหมอจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเป่าติ้งที่มาตรวจดูอาการของฉียู่เสินให้กับตระกูลฉี

ซึ่งในตอนที่เขาได้ตรวจสอบเขาก็ตกตะลึงไปเหมือนๆกัน เพราะเขาไม่เคยเจออาการป่วยอย่างเคสๆนี้มาก่อน ดังนั้นเขาจึงยังไม่มีวิธีรักษาและยังไม่มั่นใจอีกด้วยว่าจะรักษาได้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นที่สามารถบอกอาการป่วยได้เพียงแค่มองคงจะต้องมีวิธีการรักษาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะพูดขึ้นมาทําไม ? หากรู้ถึงอาการป่วยอย่างระเอียดยิบขนาดนี้ ?

“ เรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้หรอกหมอ เพราะคนๆนั้นหยิ่งมากๆ เขาไม่แม้จะเห็นผมอยู่ในสายตาด้วยซํ้า ’’ ฉียู่เสินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ในตอนนี้เขารู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งความหยิ่งยโสและนิสัยที่ชั่วร้ายที่เคยมีก็ยังหายไปด้วย เพราะเขากลัวที่จะตาย

“ เสินเอ๋อร์ลูกไม่ต้องเป็นห่วงไป ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน หากมันมีวิธีที่จะรักษาลูกแล้วไม่ยอมพูดออกมา พ่อก็จะทําให้มันพูดออกมาเอง ! ’’ ชายวัยกลางคนในชุดสีดําที่หน้าตาคล้ายคลึงฉียู่เสินพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงหยิ่งทะนง เขาคนนี้ก็คือฉียู่เฉิน !

หลังจากที่ฉียู่เฉินได้รับรู้จากลูกชายมาว่ามีคนที่เก่งกาจถึงขั้นสามารถวิเคราะห์อาการต่างๆของลูกชายเขาได้ เขาก็ตกตะลึงเป็นอย่างมากเพราะเขาเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าลูกชายป่วยร้ายแรงถึงขั้นนี้ ดังนั้นเขาจึงได้ตามหมอที่มีฝีมือในเมืองมา แต่สุดท้ายแล้วก็อย่างที่เห็น เพราะหมอคนนี้ไม่สามารถที่จะหาวิธีรักษาได้นอกจากการยืนยันว่าสิ่งที่ชายคนนั้นพูดมันเป็นเรื่องจริง ดังนั้นไม่ว่าจะต้องทําอะไรเขาก็ต้องบีบเค้นให้ไอ้คนๆนั้นมันยอมเปิดปาดพูดวิธีรักษาให้ได้ ไม่ว่ามันจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม !

ฉียู่เสินที่ได้ยินเพียงพยักหน้าเบาๆด้วยความสิ้นหวัง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะทําอย่างไรดี ดังนั้นเขาจึงได้แต่ฝากความหวังเฮือกสุดท้ายไว้กับพ่อของเขา

“ ถ้าคนๆนั้นมาเมื่อไหร่ก็ค่อยเรียกผมมาอีกทีแล้วกัน ’’ ชายวัยกลางคนในชุดสีขาวพูดขึ้นแล้วเดินออกจากห้องโถงไป เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่มีวิธีรักษา ดังนั้นเขาจะอยู่ให้เสียเวลาไปทําไม ? สู้ออกไปทําอย่างอื่นรอจะดีกว่าเยอะ !

หลังจากที่เห็นว่าชายวัยกลางคนชุดสีขาวออกไปแล้ว ฉียู่เฉินก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปยังเบอร์ๆหนึ่ง วินาทีถัดมามีคนรับสายแล้วส่งเสียงถามขึ้นด้วยความสุภาพ “ มีอะไรให้รับใช้หรือครับท่าน ? ’’

“ เสวียนเหยินนายจะเข้ามาในเมืองเร็วๆนี้ใช่ไหม ? ’’ ฉียู่เฉินถาม

“ ใช่ครับ ’’ เสวียนเหยินตอบกลับด้วยนํ้าเสียงเช่นเดิม

“ ก็ดี เมื่อนายมาถึงแล้วนายมาหาฉันหน่อยแล้วกัน ฉันจะวานให้นายไปจับตัวคนๆหนึ่งมา ’’ ฉียู่เฉินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“ ได้เลยครับ ถ้าผมไปถึงที่เมืองนั้นแล้วผมจะเข้าไปหาท่านทันทีเลย ’’ เสวียนเหยินให้สัญญาด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น

หลังจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันอีกซักพักและก็วางสาย

ใบหน้าของฉียู่เฉินในตอนนี้เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง มือของเขากําหมัดแน่นด้วยความกังวล “ ได้แต่หวังว่ามันจะมีวิธีที่จะรักษาลูกชายของฉัน ไม่อย่างนั้นแล้วมันคงได้ตายไปฟรีๆแน่ ’’ เขากังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวิธีรักษาลูกชายของเขา ไม่อย่างนั้นแล้วที่เขาทําไปมันคงจะเปล่าประโยชน์

ที่ตรอกซอยแห่งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาดีแลดูหยิ่งยโส ด้านหน้าของชายหนุ่มมีหญิงสาวที่สวยยั่วยวนยืนอยู่ด้วย เธอคนนี้ก็คือฮั่นเสี่ยว !

“ ฉินเลี่ยนายเรียกฉันออกมาพบทําไม ? มีอะไรก็รีบๆว่ามา ไม่งั้นฉันจะกลับแล้ว ’’ ฮั่นเสี่ยวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ เธอไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะเรียกเธอออกมาในตอนกลางดึกทําไม เพราะวันนี้เธออารมณ์เสียเป็นอย่างมากที่ถูกยูหมิงแต๊ะอั๋งแถมยังโดนตบก้นจนแดงเหมือนตูดลิงอีก ในตอนนี้เธอไม่เพียงแสบและเจ็บแต่เธอยังรู้สึกโมโหยูหมิงเป็นอย่างมากจนแทบอยากจะเอาคืนเขาให้สาสม แต่ฉินเลี่ยกลับเรียกเธอออกมาในเวลาแบบนี้ทั้งๆที่เธออารมณ์เสีย นี่จะไม่ทําให้เธอไม่พอใจได้อย่างไรล่ะ ?

“ อย่าพูดแบบนั้นสิฮั่นเสี่ยว เธอก็น่าจะรู้นี่ว่าฉันชอบเธอมากแค่ไหน ที่ฉันเรียกเธอออกมาในตอนนี้ก็เพราะฉันอยากจะเลี้ยงข้าวเธอน่ะ ไปเถอะไปกินข้าวอร่อยๆกัน ! ’’ ฉินเลี่ยยิ้มให้ฮั่นเสี่ยว ความหยิ่งยโสของเขาก็ยังคงถูกแฝงไปกับรอยยิ้มรอยนั้นด้วย

เมื่อได้มองไปยังรอยยิ้มที่ชวนขนลุกตรงหน้า ฮั่นเสี่ยวก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา “ นี่เรียกฉันออกมากลางดึกก็เพื่อที่จะเลี้ยงข้าวนี่นะ นี่นายจะไม่ตลกเกินไปหน่อยเหรอ นายก็น่าจะรู้นี่ว่าฉันทํางานในร้านอาหาร ดังนั้นฉันต้องได้กินอาหารที่อร่อยๆทุกวันอยู่แล้ว แล้วตอนนี้นายจะมาชวนฉันไปทําเพื่ออะไร อ้อ อย่าลืมซะล่ะไม่ว่านายจะชอบฉันมากแค่ไหนแต่ก็อย่าพยายามเลยเพราะฉันไม่ได้ชอบนาย เลิกฝันหวานไปเสียเถอะ ไม่ว่านายจะพยายามอีกกี่ครั้งมันก็เปล่าประโยชน์ ! ’’

ฉินเลี่ยที่ถูกตรอกหน้าจังๆถึงกับยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว ในตอนนี้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขามันไม่ได้ยิ้มอีกต่อไปแล้ว กลับกันใบหน้าของเขาในตอนนี้แลดูชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ทั้งยังหยิ่งยโสสุดๆ ‘ นังร่านเอ๊ย ! ฉันอุส่าห์ไว้หน้าเธอมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว วันนี้แหละที่เธอจะต้องเสียใจที่ไม่เลือกฉัน ! ’’

“ อะไร ! นี่นายคิดจะทําอะไรฉัน ? ’’ ฮั่นเสี่ยวก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว เพราะเธอในตอนนี้มองเห็นใบหน้าที่ชั่วร้ายของฉินเลี่ยได้อย่างชัดเจน ซึ่งเธอรู้สึกกังวลว่าฉินเลี่ยจะทําอะไรบ้าๆกับเธออย่างไม่ยั้งคิดเป็นอย่างมาก

“ ฮ่าๆๆๆ คิดจะทําอะไรกับเธออย่างนั้นเหรอ ? ก็ทําให้เธอเป็นของๆฉันยังไงล่ะ ! ’’ ฉินเลี่ยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมาด้วยความชั่วร้าย เขาค่อยๆก้าวเดินเข้าหาฮั่นเสี่ยวอย่างช้าๆ

“ ไม่ ! อย่าเข้ามานะ ! ’’ เมื่อรู้ว่าฉินเลี่ยตั้งใจจะทําอะไร ฮั่นเสี่ยวก็ยิ่งรู้สึกตื่นตะหนกมากขึ้นเท่านั้น จนเธอเผลอก้าวถอยหลังไปอีกหลายก้าวโดยไม่รู้ตัวจนสะดุดเข้ากับบางอย่างทําให้เสียหลักเซล้มลง แต่ในขณะที่เธอกําลังจะล้มลงนั้นก็มีมือๆหนึ่งยื่นเข้ามาคว้าแขนที่บอบบางของเธอเอาไว้ !