0 Views

หลังจากที่ยูหมิงจากไปฉียู่เสินก็ได้แต่กําหมัดแน่นด้วยความท้อแท้ เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าและออกจากห้างสรรพสินค้าหลัวเทียนไป ซินเสวี่ยเองก็ไม่รู้ว่ายูหมิงไปที่ไหนแล้วเธอจึงกลับออกไปเช่นกัน

ยูหมิงในตอนนี้กําลังเดินเล่นชมซุ้มอิเล็กทรอนิกส์อย่างตั้งอกตั้งใจ เขาเดินผ่านตามร้านค้าขายของต่างๆเพื่อตรวจสอบหาโทรศัพท์ที่จะซื้อ ในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่ร้านๆหนึ่งที่ดูน่าสนใจ

ภายในร้านเงียบสงบมาก มีเพียงเสียงหายใจของหญิงสาววัยกลางคนที่แผ่วเบา เมื่อเธอเห็นว่ามีคนเข้ามาในร้านเธอจึงลุกขึ้นออกจากเก้าอี้และเดินมาต้อนรับทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ซีดเซียว “ ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่ากําลังมองหาอะไรอยู่เหรอคะ ? ’’

“ ผมกําลังมองหาโทรศัพท์อยู่น่ะครับ ’’ ยูหมิงยิ้มจางๆทักทายกลับไป

“ ได้เลยค่ะ ตามฉันมาทางนี้เลย ’’ หญิงสาววัยกลางคนพยักหน้าเบาๆแล้วเดินไปยังมุมๆหนึ่ง ยูหมิงจึงเดินตามไปติดๆ จนในที่สุดเขาก็มาถึงที่ๆเต็มไปด้วยโทรศัพท์มากมายหลายรุ่น

“ ไม่ทราบว่ากําลังมองหารุ่นอะไรอยู่คะ ? ’’ หญิงสาวถามขึ้นอย่างสุภาพ เพราะเธอสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้กําลังมองอย่างงุนงงไปที่โทรศัพท์มากมายตรงหน้า เธอจึงสงสัยว่าภายในนั้นอาจจะไม่มีรุ่นที่เขากําลังมองหาอยู่

“ ตอนนี้รุ่นไหนกําลังฮิตบ้างเหรอครับ ช่วยแนะนําให้ที ’’ ยูหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขากําลังมองดูอย่างงุนงงจริงๆนั่นแหละ เพราะเขาไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือมาตั้งห้าปี ห้าปีเชียวนะ นั่นน่ะเป็นเวลาที่นานมาก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีรุ่นอะไรใหม่ๆดีๆน่าใช้เข้ามาบ้างแล้ว

หญิงสาวที่ได้ยินถึงกับผงะแต่เธอก็ยังคงยิ้มแย้มและหายใจแผ่วเบาชี้ไปที่โทรศัพท์รุ่นหนึ่งในตู้โชว์ “ หากคุณกําลังมองหารุ่นที่กําลังฮิตอยู่ในตอนนี้ ต้องรุ่นนี้เลยค่ะ รุ่นหัวเหว่ย รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ใช้งานง่ายมาก แม้แต่คนแก่รุ่นอาม่าอากงก็ยังสามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งนี้ออฟชั่นเสริมยังเพียบพร้อมเหมาะแก่วัยรุ่นที่ชอบท่องเที่ยวและเล่นเกมส์เป็นอย่างมาก เพียงแค่เสียบซิมการ์ดก็พร้อมแล้วที่จะใช้งานได้ทุกๆอย่าง ’’ พอพูดจบหญิงสาวก็หยิบโทรศัพท์ข้างในออกมาและยื่นมันให้กับยูหมิง

ในความคิดของเธอชายหนุ่มคนนี้คงจะไม่ค่อยได้รู้จักเกี่ยวกับโทรศัพท์รุ่นดังๆซักเท่าไหร่ เพราะเธอเคยเจอคนหัวโบราณมาค่อนข้างบ่อยเหมือนกัน ชายหนุ่มคนนี้จึงไม่ทําให้เธอแปลกใจมากนัก อีกอย่างเธอก็กําลังป่วยอยู่ด้วยเธอจึงไม่อยากจะคิดอะไรเกี่ยวกับมันมากจึงได้รีบๆบริการค้าขายไปเพื่อที่จะกลับไปพักผ่อน

“ เท่าไหร่เหรอครับรุ่นนี้ ? ’’ ยูหมิงรับโทรศัพท์มาแล้วยิ้มถามพร้อมกับจิ้มลงไปบนหน้าจอเพื่อเลื่อนไปตามหมวดหมู่ต่างๆและดูออฟชั่นเสริมส่วนใหญ่

“ รุ่นนี้เป็นรุ่นหัวเหว่ยที่ออกมาล่าสุด ซึ่งมีราคาอยู่ที่เก้าพันหยวน ราคานี้รวมภาษีและรวมซิมการ์ดเรียบร้อยแล้ว สามารถโทรฟรีและเล่นเน็ตฟรีได้ถึงหนึ่งปีเต็ม หากคุณต้องการซื้อตอนนี้ฉันจะไปหยิบตัวใหม่มาให้คุณ ’’ หญิงสาวอธิบายราคาอย่างใจเย็นโดยไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อหรือไม่ซื้อ เพราะเธอเคยเจอกรณีที่ลูกค้าเข้ามาดูและไม่ซื้อบ่อยๆมาแล้ว เธอจึงชินชาไปและพยายามปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์เท่าที่จะทําได้ อีกอย่างเธอก็เป็นคนที่ไม่ค่อยใช้อารมณ์ด้วย

‘ เก้าพันหยวน ! โครตโหด ! ’ ยูหมิงที่ได้ยินราคาถึงกับช็อคไปชั่วครู่เหมือนกัน ในความคิดเขาไม่ว่าจะผ่านไปนานซักเท่าไหร่โทรศัพท์ส่วนใหญ่ที่มีชื่อก็มักจะมีราคาที่แพงสูงลิ่วเสมอ ไอ้รุ่นหัวเหว่ยนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตามในตอนนี้เขามีเงินมากพอที่จะซื้อมันได้อย่างสบายๆเลย ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยคิดอะไรเกี่ยวกับมันมาก เขายิ้มจางๆแล้วหยิบบัตรเครดิตออกมาจากข้างในเสื้อพร้อมกับยื่นมันให้เจ้าของร้าน “ เอ้านี่ครับ รบกวนทีนะครับ ’’

ภายในบัตรเครดิตนี้มีเงินอยู่ทั้งหมดสองแสนหยวน ซึ่งทั้งหมดนี้มันมาจากกําไรที่ทําได้ในวันนี้ แน่นอนว่าจริงๆแล้วมันควรจะมีเยอะกว่านี้ แต่ที่มีแค่นี้มันเป็นเพราะยูหมิงต้องการมันแค่พอใช้ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนโลภมากอะไรขนาดนั้น… ดังนั้นกําไรที่เหลือทั้งหมดยูหมิงจึงให้มันกับหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวเพื่อเก็บเอาไว้ปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น

สองแสนหยวนฟังดูอาจจะเยอะก็จริง แต่ยูหมิงนั้นไม่มีอะไรที่ต้องให้ใช้เงินจํานวนมากกว่านี้นี่ เขาจึงไม่จําเป็นที่จะต้องเอาไปมากๆ เพราะถึงยังไงถ้าเขาอยากได้เงินเขาก็แค่หาโดยการทําอาหารออกมาขายหรือทําอะไรซักอย่างก็พอ จะไปโลภทําไม แบ่งๆคนอื่นกันบ้างน่ะดีแล้ว

เจ้าของร้านรับบัตรเครดิตมาด้วยท่าทางประหลาดใจ เธอประหลาดใจที่ชายหนุ่มคนนี้สามารถยื่นบัตรเครดิตเพื่อซื้อโทรศัพท์ราคาเก้าพันหยวนได้ง่ายๆ เพราะถ้าหากเป็นคนอื่นคงจะคิดหนักน่าดู แต่เธอก็ไม่ต้องการคิดอะไรมาก เธอรับบัตรเครดิตนั่นมาและทําการชําระเงิน จากนั้นเธอก็หยิบกล่องโทรศัพท์รุ่นที่ยูหมิงซื้อออกมาจากทางหลังร้านพร้อมกับซิมการ์ดและยื่นมันให้กับยูหมิงพร้อมกับบัตรเครดิต “ ขอบคุณค่ะ ’’

“ ขอบคุณเช่นกันครับ ’’ ยูหมิงยิ้มแล้วรับของมา เขาเก็บบัตรเครดิตเข้าไปเหมือนเดิมและเริ่มแกะกล่องโทรศัพท์ออกมา จากนั้นก็ใส่ซิมการ์ดลงไปและเปิดเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องเรียบร้อยแล้วเขาก็หันไปทางเจ้าของร้านแล้วทําท่าทางเหมือนครุ่นคิดซักครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงสบายๆเป็นกันเองออกมา “ คุณไม่สบายมาสามวันแล้วใช่ไหมครับ ? ในตอนกลางคืนเวลาเข้านอนคุณมักรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าแทบไม่อยากลุกขึ้นมาเพื่อตื่นนอนเลย ผมพูดถูกไหม ? ’’

เจ้าของร้านที่ได้ยินถึงกลับหยุดนิ่งด้วยความช็อค ชายหนุ่มคนนี้รู้ได้อย่างไรกันว่าเธอไม่สบาย แถมยังไม่ใช่แค่นั้นด้วยแต่กลับรู้ว่าเธอเหนื่อยล้าจนแทบไม่อยากลุกออกจากเตียง นี่มัน…เขาเป็นใครกันแน่ ? เธอถามออกไปด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือที่ตื่นตะลึง “ คะ…คุณ…คุณรู้ได้ยังไงคะ ใช่ค่ะ ฉันเป็นอย่างที่คุณพูดมาจริงๆ ’’ เธอเป็นแบบนี้มาสามวันแล้ว สําหรับเธอมันอะไรที่ค่อนข้างทรมานมาก ดังนั้นเธอจึงได้แต่หวังว่ามันจะหายไปในเร็วๆนี้

“ ผมเป็นแพทย์น่ะครับ ดังนั้นผมจึงสามารถดูออก เอาล่ะ คุณบริการผมเป็นอย่างดี ดังนั้นผมจะสกัดจุดทําให้ลมปราณไหลเวียนเหมือนเดิมให้ ’’ ยูหมิงยิ้ม โดยไม่รอช้าเขาก็เดินเข้าไปที่ข้างๆหญิงสาวแล้วทําการสกัดจุดทันที

ปึก ปึก ปึก …

คราวนี้ยูหมิงสกัดจุดจากทางด้านหลัง ดังนั้นเจ้าของร้านจึงไม่ได้ถูกล่วงเกินอะไรมาก เพราะมันใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียว แถมมันยังไม่ได้ทําให้เจ้าของร้านหมดสติไปอีกด้วย

เมื่อสกัดจุดเสร็จแล้วยูหมิงก็เดินออกห่างจากเจ้าของร้าน “ เป็นไงบ้างครับ รู้สึกดีขึ้นบ้างรึยัง ? ’’ อาการที่เจ้าของร้านเป็นอยู่นั้นมันเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการไหลเวียนของลมปราณที่ติดขัด ซึ่งจะพบเห็นได้บ่อยๆตามคนทั่วไปในเวลาไม่สบาย เจ้าของร้านเองก็เป็นคนที่ป่วยในแบบนั้น เขาจึงแค่ใช้วิธีสกัดจุดเพื่อสกัดจุดลมปราณที่ติดขัดกลับมาให้ไหลเวียนเหมือนเดิมอีกครั้ง แน่นอนว่าที่เขาทําไปก็เพราะอีกฝ่ายบริการเขาดีอย่างไม่หงุดหงิด แถมยังใจเย็นอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงอยากช่วยให้อีกฝ่ายหายจากอาการป่วยเร็วกว่าที่ควรจะเป็น