0 Views

“ สรุปว่าที่ภัตตาคารบัวสวรรค์มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ” ซีเผิงมองดูฝูงชนที่อยู่ทางเข้าภัตตาคารบัวสวรรค์แล้วถามชายหนุ่มคนข้างๆอย่างเคร่งขึม

 

ชายหนุ่มคนข้างๆเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างดูดี เขามีใบหน้าที่หยิ่งยโสไม่ต่างอะไรไปจากซีเผิงซักเท่าไหร่

 

จุดเด่นของคนๆนี้ก็คือแว่นสีแดงสุดแป๊ดที่ไม่ค่อยเข้ากันกับหน้าตา

 

ชายคนนี้ก็คือนักชิมและคนที่คอยสืบข้อมูลให้กับซีเผิง เขามีชื่อว่าฟิวเจอร์ !

 

ฟิวเจอร์เป็นคนจากประเทศไทยที่เพิ่งเข้ามาหางานทําที่จีนได้เมื่อสามปีก่อน ในตอนนั้นเขาและซีเผิงก็ได้รู้จักกันโดยบังเอิญและร่วมทํางานด้วยกันมาโดยตลอด

 

จนกระทั่งตอนนี้เมื่อซีเผิงหันมาเปิดร้านอาหารส่วนตัวอย่างเป็นทางการ เขาจึงเข้ามาเป็นคนของซีเผิงและคอยสืบหาข้อมูลที่จําเป็นให้

 

“ จากการสอบถามของชาวบ้านแถวๆนี้ พวกเขาได้บอกว่าเมื่อเช้ามีนี้เหตุการณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งฉันก็ได้ไปดูมาจากกล้องวงจรปิดมาแล้วด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เอาเถอะนายลองดูเอาเองแล้วกัน ! ” ในขณะที่พูดอยู่ใบหน้าของฟิวเจอร์ก็ปรากฏความประหลาดใจและตกตะลึงในเวลาเดียวกันให้เห็น

 

ฟิวเจอร์ยื่นแล็ปท็อปไปวางบนโต๊ะ ซีเผิงจ้องมองไปยังวิดีโอที่ถูกเล่นอยู่บนแล็ปท็อป

 

ตลอดที่ดูวิดีโอใบหน้าของซีเผิงก็แสดงการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวิดีโอจบลงซีเผิงก็ต้องขมวดคิ้วและเงียบกริบ

 

นี่เขาได้เห็นอะไรไปกันแน่ ?

 

มายากล ? จานบินที่แม่นยํา ? การตวัดลิ้นกินข้าวผัดไข่อย่างกับหมา ? ความบ้าคลั่งของฝูงชน ? ชายหนุ่มสุดหล่อเหลาที่ซื่อบื้อ ? 

 

ทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกัน !

 

“ นายคงจะได้เห็นแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพูดถึงเรื่องนี้กันไปทั่ว ว่าข้าวผัดไข่ของเชฟคนนั้นมันเป็นอะไรที่ทําให้คนถึงขั้นบ้าได้ หากสังเกตดีๆนายจะพบว่าพวกเขาไม่แม้จะไปหาช้อนมาเพื่อกิน  แต่กับเล่นท่วงท่าสุดพิสดารแปลกใหม่ออกมา ” ฟิวเจอร์พูดขึ้นมาด้วยท่าทางเหลือเชื่อ ตัวเขาที่ได้เห็นและได้ฟังคําบอกเล่ามาจากชาวบ้านกับหู เขายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย แล้วซีเผิงล่ะจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็นเหรอ ?

 

“ เป็นไปไม่ได้ ! แม้แต่ข้าวผัดไข่ของสุดยอดเชฟยังไม่ได้ขนาดนี้เลย นี่มันต้องเป็นการแสดงแน่ๆ ! ” หลังจากที่ครุ่นคิด ซีเผิงก็ส่ายหัวด้วยความไม่เชื่อ

 

เขาไม่เชื่ออะไรพวกนี้หรอก นี่มันเวอร์เกินไป !

 

ข้าวผัดไข่บ้าอะไรที่ถึงกับทําให้คนยอมกินอย่างนั้นได้ ? 

 

เพ้อเจ้อ !

 

ข้าวผัดไข่แบบนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอก !

 

“ ใช่ ฉันก็คิดเหมือนกันกับนาย เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะลองไปชิมข้าวผัดไข่จานนั้นเอง แล้วที่เหลือค่อยมาว่ากันอีกที ” ฟิวเจอร์พยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก มีทางเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่ามันจริงไม่จริง นั่นคือการไปชิมด้วยตัวเองยังไงล่ะ !

 

“ ฝากด้วยล่ะ ! ” ซีเผิงพยักหน้าให้ สําหรับเขาภัตตาคารบัวสวรรค์มันไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก แต่ถ้าเรื่องข้าวผัดไข่นั่นเป็นเรื่องจริง มีหวังภัตตาคารกุหลาบแดงของเขาได้พ่ายแพ้แน่ !

 

หลังจากนั้นฟิวเจอร์กับซีเผิงก็แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างไปทําหน้าที่ของตัวเอง

 

 

“ เชฟยูฮั่นเสี่ยวขอลางานน่ะ สงสัยลูกค้าพวกนี้คงต้องพึ่งการเสิร์ฟของคุณแล้วล่ะ ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวกวาดตามองลูกค้าที่ออกันอยู่หน้าร้านและหันมาพูดกับยูหมิงด้วยใบหน้าประหลาดใจ

 

เขาไม่รู้ว่ายูหมิงทําอะไรกับฮั่นเสี่ยวกันแน่ ทําไมอยู่ๆดีเธอถึงได้มาลางานไปพักอย่างกะทันหันล่ะ ?

 

“ ได้เลยครับ ” ยูหมิงยิ้มจางๆ เขารู้อยู่แล้วว่าฮั่นเสี่ยวต้องลางาน หากไม่ลางานแล้วเธอจะมาทําไหวเหรอ ?

 

ก็เจอไปซะขนาดนั้นหากไหวก็แปลกแล้ว !

 

สําหรับลูกค้าทั้งหลายด้วยเทคนิคการเสิร์ฟของเขา เขาสามารถรับมือกับมันได้สบายมาก ดังนั้นแค่ขาดเธอไปมันไม่ได้มีอะไรยากขึ้นมาเลย 

 

“ แล้วเมนูอื่นล่ะ ? ” เชฟเจิ้งฝานกลอกตาไปมา เขากังวลว่าจะมีลูกค้ามาสั่งเมนูอื่นที่ไม่ใช่ของยูหมิง เพราะเขาไม่รู้ว่ายูหมิงทําอะไรเป็นบ้าง ดังนั้นเขาคงต้องทําพวกมันเองกับเพื่อนเยี่ย

 

“ เมนูอื่นเราคงต้องทํามันเอง ถึงมันจะไม่อร่อยเท่าอาหารของเชฟยูก็เถอะ ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพยักหน้าเห็นด้วย 

 

ในตอนนี้เขากังวลเพียงสองอย่าง หนึ่งรสชาติของเมนูอื่นๆ สองกลัวทําไม่ทันเวลาและโดนลูกค้าบ่น 

 

ปัญหาทั้งสองนี้ค่อนข้างแก้ไขได้ยากมาก ทว่าพวกเขาคงทําได้เพียงแค่พยายามเท่านั้น

 

“ พวกคุณไปเตรียมเปิดร้านเลยแล้วกัน เดี๋ยวผมจะจัดการทําอาหารเอง อ้อ กําไรในวันนี้ของที่เป็นอาหารของผมน่ะ เอาไปหักกับค่าวัตถุดิบของอาหารเมื่อเช้าแล้วกัน หักครบหมดแล้วที่เหลือก็แบ่งกําไรกันเป็นสามส่วนตามใจคุณเลย ” ยูหมิงพูดกับหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวด้วยเสียงราบเรียบ

 

อยากให้เขาจริงจังนักใช่ไหม ? 

 

นี่ล่ะการจริงจังของเขา !

 

ยูหมิงรู้ว่าราคาข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาของเขาค่อนข้างแพง ดังนั้นกําไรที่ได้ก็จะเยอะกว่าพวกค่าวัตถุดิบเสียอีก

 

แต่ในเมื่อตอนเช้าเขาได้นําวัตถุดิบต่างๆมาใช้ทําอาหารแจกฟรี เขาก็จะคืนกําไรที่ได้ไปหักตรงส่วนนี้เช่นกัน

 

เพราะเขาไม่ใช่คนเอาเปรียบใคร แน่นอนว่านี่คือการจริงจังที่นิดหน่อยของเขานั่นเอง

 

ส่วนฮั่นเสี่ยวที่ไม่มาก็ไม่ต้องเอากําไรที่ได้ในวันนี้หรอก เพราะเธอไม่มาเองใครจะไปให้กําไรกับเธอล่ะ ?

 

ในเมื่อไม่มาก็ไม่ต้องเอาเงิน !

 

ทั้งนี้มันก็ยังดีกับเขาอีกด้วย เพราะการที่คนลดลงไปหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าเงินกําไรที่เขาจะได้รับในวันนี้มันได้เพิ่มขึ้นมาอีกนั่นเอง !

 

ส่วนเรื่องเงินเดือนน่ะเหรอ ? เขาไม่สนใจมันอีกแล้วล่ะ ! ความจริงจังของเขามันบอกให้เอากําไรทุกๆอย่างที่ทําได้ ดังนั้นจะไปหวังกับเงินเดือนที่ต้องรอคอยไปทําไม ? สู้ขายนับตามจํานวนจานที่ลูกค้าสั่งไม่ดีกว่าเหรอ นั่นน่ะได้กําไรคุ้มกว่าเยอะ !

 

“ ได้เลย ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวแปลกใจกับท่าทางที่ดูเรียบง่ายของยูหมิงเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่าย เพราะการที่ยูหมิงช่วยเปิดจุดลมปราณและยังมอบเคล็ดลับการฝึกให้กับเขา นั่นก็ดีมากพอแล้ว แล้วนี่เขายังมีอะไรที่ต้องไปปฏิเสธอีกล่ะ

 

เชฟเจิ้งฝานก็ไม่ได้มีอะไรคัดค้าน เขาเดินออกไปพร้อมกับหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเตรียมการเปิดร้าน

 

ยูหมิงมองทั้งสองคนที่เดินออกไปก่อนจะยิ้มแล้วเริ่มกลับเข้าไปในครัวเพื่อทําอาหาร

 

คราวนี้เขาจําเป็นต้องทําเป็นจํานวนมาก เขาจึงต้องทําพวกมันเผื่อเอาไว้ก่อนเวลา

 

เพราะเขามั่นใจมากว่าลูกค้าที่ได้กินอาหารของเขาน่ะอย่างน้อยก็ต้องสั่งเพิ่ม ไม่งั้นมันคงไม่ใช่อาหารของเขาแล้วล่ะ

 

 

ในตอนนี้หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานได้ทําการเปิดร้านเรียบร้อยแล้ว นักรบตวัดลิ้นทั้งหนึ่งร้อยคนต่างอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กระทั่งลูกค้าใหม่ก็มีมากับเขาด้วย 

 

ทั้งหมดต่างพุ่งเข้ามาในร้านเพื่อหาที่นั่งอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนว่าพวกลูกค้าใหม่เองก็ทําตามด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่รู้ว่าทําไมร้านนี้ถึงได้มีคนเยอะขนาดนี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็คงจะได้รู้ในอีกไม่ช้านี้ เพราะพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อที่จะกินอาหารเช่นกัน

 

ในที่สุดที่นั่งทุกที่ก็เต็ม หนึ่งร้อยห้าสิบที่นั่งที่เคยว่างเปล่า ณ บัดนี้ มันได้ถูกนั่งโดยนักรบตวัดลิ้นหนึ่งร้อยคนและลูกค้าใหม่อีกห้าสิบคน

 

หากสังเกตดีๆจะพบว่าหนึ่งในลูกค้าใหม่นั้นมีคนๆหนึ่งที่มาจากภัตตาคารกุหลาบแดง เขาก็คือฟิวเจอร์ที่มาพร้อมกับแว่นสีแดงสุดแป๊ดนั่นเอง !