0 Views

“ อืม เอาแบบนี้แล้วกัน ’’ หลังจากที่ครุ่นคิดว่าจะทําอย่างไรเพื่อหาเงิน ยูหมิงก็ตัดสินใจได้แล้วว่าต้องทําอะไรต่อไป เขาเดินตระเวนไปตามเมืองเพื่อสอดส่องหาสิ่งที่ต้องการ จนในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ภัตตาคารบัวสวรรค์ รอบๆหน้าร้านค่อนข้างเงียบและไม่มีลูกค้าอยู่เลย 

 

กลับกันที่ตรงกันข้ามของถนนนั้นมีผู้คนพลุกพล่านอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด พวกเขาทั้งหมดล้วนเดินตรงเข้าไปในร้านที่มีชื่อว่า “ ภัตตาคารกุหลาบแดง ’’ นอกจากนี้พวกเขายังพูดคุยกันด้วยนํ้าเสียงที่ตื่นเต้น แววตาของพวกเขาที่มองไปยังร้านอาหารตรงหน้าเต็มไปด้วยความหวังที่อยากลิ้มลองอาหารเลิศรส

 

“ ฉันมาที่นี่เพราะฉันได้ข่าวมาว่าที่นี่มีเชฟฝีมือดีอยู่ ไม่รู้ว่าจริงเปล่า ถ้าไม่จริงก็หวังว่าแค่อร่อยก็พอแล้ว ถ้าไม่อร่อยฉันจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ! ’’ ลูกค้าสาววัยกลางคนในท่ามกลางฝูงชนพูดขึ้น

 

“ ใช่ๆ ผมก็มาที่นี่เพราะได้ยินมาจากเพื่อนร่วมงานว่าที่นี่มีเชฟยอดฝีมือมาทําอาหารให้ เพื่อนของผมมันบอกว่าอาหารที่นี่อร่อยมากเลยล่ะ อร่อยยิ่งกว่าอาหารของเชฟระดับสามดาวอีก ! ’’ ชายหนุ่มที่ดูดีมีภูมิฐานพยักหน้าเห็นด้วย

 

“ แล้วภัตตาคารบัวสวรรค์ล่ะ ดูสิไม่มีลูกค้าเลย หรือว่าที่นั่นอาหารอร่อยสู้ที่นี่ไม่ได้ ? ’’ ชายหนุ่มคนหนึ่งเหลือบเห็นว่าที่หน้าภัตตาคารบัวสวรรค์นอกจากหนุ่มหล่อก็ไร้ผู้คนและลูกค้า ซึ่งเขาเพิ่งจะมาแถวนี้เป็นครั้งแรกเพื่อลองอาหารภัตตาคารกุหลาบแดง เขาจึงไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับภัตตาคารบัวสวรรค์มากนัก

 

“ นายคงจะมาใหม่สินะ ? หึ ! ภัตตาคารบัวสวรรค์น่ะอย่างมากเชฟที่นั่นก็มีฝีมือแค่ระดับสามดาวเท่านั้นแหละ จะมาสู้กับเชฟที่นี่ได้อย่างไร ’’ ชายชราคนหนึ่งแค่นเสียงเย้ยหยันภัตตาคารบัวสวรรค์ที่อยู่ตรงข้ามของถนน ในสายตาของเขาภัตตาคารบัวสวรรค์ไม่สามารถต่อกรภัตตาคารกุหลาบแดงได้ด้วยซํ้า ในไม่ช้าคงต้องปิดกิจการไปแน่ๆ

 

“ เป็นงั้นนี่เอง ’’ เหล่าลูกค้าที่ไม่เคยมาย่านอาหารแถวนี้ต่างพยักหน้าเข้าใจ 

 

 

ทางด้านยูหมิงที่ได้ยินบทสนทนาของเหล่าลูกค้าภัตตาคารกุหลาบแดง เขาก็ไม่ได้สนใจ เขามาที่ภัตตาคารบัวสวรรค์เพราะตั้งใจจะมาเป็นเชฟให้ที่นี่ แน่นอนว่าที่เขาทําไปมันก็เพราะเงิน ซึ่งจากใบประกาศที่อยู่หน้าร้านนั้นได้บอกเอาไว้ว่ารับสมัคเชฟที่มีฝีมืออยู่ในระดับสี่ดาว ค่าจ้างหนึ่งหมื่นห้าพันหยวนต่อเดือน เขาจึงสนใจเพราะอย่างน้อยเงินก้อนแรกก็พอนําไปใช้จ่ายได้อยู่

 

ยูหมิงเลิกคิดให้เสียเวลาแล้วเปิดประตูก้าวเข้าไปยังข้างใน เมื่อเข้ามาภายในร้านแล้วเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทางสาวสวยในชุดสีดําที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้จัดการ 

 

“ ยินดีต้อนรับค่ะ ! ’’ หญิงสาวมองไปยังหนุ่มหล่อตรงหน้าที่เข้ามาด้วยความประหลาดใจ หนุ่มหล่อที่อยู่ตรงหน้าเธอค่อนข้างต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะการไว้ทรงผม ยุคปัจจุบันส่วนใหญ่คนจะไม่ไว้ผมยาวปล่อยให้มันพัดไปตามสายลมเช่นนี้ แต่หนุ่มหล่อตรงหน้าเธอกลับปล่อยผมยาวปลิวไสวไปตามสายลม อย่างไรก็ตามหากเป็นคนอื่นไว้ผมยาวแบบนี้คงจะเหมือนคนบ้า แต่หนุ่มหล่อที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับดูเข้ากันกับทรงผมนี้และหล่อเหลายิ่งกว่าเดิม ราวกับเป็นเทพเซียนที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย

 

แต่ที่เธอประหลาดใจนั้นไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาภายในร้านของเธอต่างหาก ตามปกติแล้วสองสามวันมานี้หลังจากที่ภัตตาคารกุหลาบแดงมาเปิด ก็จะไม่มีลูกค้าคนไหนมาที่ร้านเลย นอกจากนี้เชฟของที่ร้านยังมีฝีมือเพียงระดับสามดาว เธอจึงไม่แปลกใจเลยที่ลูกค้าจะหนีหายไปหมด แม้กระทั่งลูกจ้างพนักงานบริการที่เห็นวี่แววทีท่าจะไม่ดีก็ยังลาออกไปเข้าร่วมกับฝั่งตรงข้าม แล้วอะไรกันที่ทําให้หนุ่มหล่อและดูรํ่ารวยคนนี้เข้ามายังร้านของเธอ ?

 

ในขณะที่ฮั่นเสี่ยวกําลังครุ่นคิดด้วยความสงสัยอยู่นั้น ยูหมิงก็พยักหน้าเบาๆเป็นการทักทายพร้อมยิ้มจางๆ “ สวัสดีครับ พอดีผมเห็นใบประกาศรับสมัคเชฟจากที่หน้าร้านน่ะครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังรับสมัคอยู่ไหม ผมต้องการสมัคเข้าเป็นเชฟให้ที่นี่น่ะครับ ’’ หลังจากบอกสิ่งที่ต้องการออกมาหมดแล้วเขาก็มองไปยังหญิงสาวที่ดูสวยในแบบผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความรอคอย

 

หญิงสาวตรงหน้าเขานั้นมีเรียวขายาวสีขาวที่สวยงามดูสบายตา หน้าอกชูชันตะหง่านออกมายั่วยวนสายตา ใบหน้ารูปไข่เซ็กซี่ในแบบของผู้ใหญ่อย่างสาวออฟฟิศอะไรทํานองนี้ ทั้งนี้ยังมีริมฝีปากสีแดงราวกับลูกเชอร์รี่ ผู้ชายคนไหนที่ได้ลิ้มลองมันคงจะเพลิดเพลินไม่น้อย

 

“ เชฟ ? น้องชายเธอแน่ใจนะ ? ที่นี่รับสมัคเชฟที่มีฝีมือระดับสี่ดาวนะ ! ’’ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาทานอาหารแต่เข้ามาสมัคเป็นเชฟฮั่นเสี่ยวก็ตัดสินใจถามยูหมิงด้วยความสงสัย จากสายตาของเธอหนุ่มหล่อตรงหน้านั้นอายุน้อยกว่าเธออีก ดูๆแล้วน่าจะเพิ่งยี่สิบปีด้วยซํ้า แล้วจะไปมีฝีมือของเชฟระดับสี่ดาวได้อย่างไร

 

“ แน่ใจครับ ผมเนี่ยยิ่งกว่าระดับสี่ดาวอีก ! ’’ ยูหมิงยิ้มด้วยความมั่นใจ รอยยิ้มของเขาสามารถทําให้สาวๆกรี๊ดได้เลยล่ะ ส่วนเรื่องความมั่นใจนั้นทําไมเขาจะไม่มั่นใจล่ะ 

 

เชฟระดับสี่ดาวเหรอ ? 

 

ล้อกันเล่นแล้ว ! 

 

มันใช้วัดฝีมือการทําอาหารของเขาไม่ได้หรอก ต่อให้เป็นระดับห้าดาวก็ตาม ! 

 

ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินถึงกับเหวอไปชั่วขณะ เธอแทบจะสําลักนํ้าลายพ่นใส่หน้าหนุ่มหล่อตรงหน้า ยังดีที่เธอทํางานในร้านนี้มานานและได้เจอลูกค้าแปลกประหลาดมามากมาย เธอเลยสามารถต้านทานเรื่่องพวกนี้ได้ เธอค่อยๆหายใจแล้วมองสํารวจหนุ่มหล่อตรงหน้าอีกรอบ “ น้องชายเธอชื่ออะไร ? ’’

 

“ ยูหมิงครับ ’’ ยูหมิงยิ้มอีกครั้ง

 

แม้จะเป็นฮั่นเสี่ยวเมื่อมาเห็นรอยยิ้มของหนุ่มหล่อตรงหน้าเธอก็แทบจะละลายไปตามสายลม ยังดีที่เธอหนักแน่นมาตั้งแต่เด็กเธอจึงต้านทานพวกผู้ชายได้ รอยยิ้มของยูหมิงจึงไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเธอมากนัก แต่เธอมั่นใจเลยว่าหากมีสาวคนไหนได้เห็นรอยยิ้มนี้พวกนั้นคงต้องหัวใจเต้นโลดออกมาจากตัวเป็นแน่

 

“ พี่สาวชื่อฮั่นเสี่ยว เรียกพี่ว่าพี่สาวก็แล้วกัน ตามพี่มาในครัวแล้วทําอาหารให้พี่ชิมหน่อยสิ อย่างที่เธอมั่นใจว่าอร่อยสุดนะ ’’ ฮั่นเสี่ยวยิ้มและเดินไปทางห้องครัว 

 

ยูหมิงเดินตามไปโดยไม่พูดอะไร แต่ในหัวของเขาตอนนี้กําลังคิดอยู่ว่าจะทําอาหารอะไรออกมาดี เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารแบบไหนเขาก็ทํามันอร่อยเท่ากันหมด โดยเฉพาะอาหารที่เขาทําส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาหารธรรมดา แม้กระทั่งอาหารเนื้อของสัตว์เทพเขายังเคยทํามาแล้วเลย แล้วตอนนี้เขาควรจะทําอาหารอะไรออกมาดีล่ะ ?

 

ภายในห้องครัวยูหมิงมองไปรอบๆเพื่อสํารวจ เขามั่นใจถึงสุดขีดว่าเขาจะได้รับงานที่นี่อย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังอดไม่ได้อยู่ดีที่จะถามฮั่นเสี่ยวข้างๆ “ พี่สาวพี่จะให้ผมทําอะไรดี ? ’’

 

“ ก็อันที่เธอคิดว่าเก่งที่สุดนั่นแหละ หากเธอทําให้ลิ้นของพี่ถูกใจได้พี่อาจจะรับเธอเป็นเชฟฝึกหัดของที่นี่ก็ได้นะ ’’ ฮั่นเสี่ยวไม่ได้คาดหวังอะไรจากยูหมิงมากนัก เธอเพียงแค่ต้องการให้อีกฝ่ายยอมแพ้ที่จะเป็นเชฟก็พอ แต่ถ้าอาหารที่อีกฝ่ายทําออกมาทําให้เธอถูกใจได้ เธอก็จะขอให้หัวหน้ารับเขาเข้ามา อย่างน้อยถ้าร้านนี้มีหนุ่มหล่อขนาดนี้อยู่ด้วยมันก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แต่คําพูดต่อมาของชายหนุ่มก็ต้องทําให้เธอเหวออีกครั้ง

 

“ ผมเก่งทุกอย่างแหละ พี่สาวเลือกมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแบบไหนผมก็ทําได้หมดแหละ อาหารที่ผมทําแม้แต่เทพเซียนยังต้องเข้าแถวรอเลย ! ’’ ยูหมิงยิ้มด้วยความมั่นใจเป็นเชิงให้ฮั่นเสี่ยวเลือกเมนูมาได้เลย มันเป็นความจริงที่เทพเซียนทั้งหลายยังต้องต่อแถวเพื่อลิ้มลองอาหารของเขา