0 Views

วันที่ 22 เดือนกันยายน ปี 2018

 

ณ เมืองเป่าติ้ง เขตชานเมือง หุบเขาฟางหัน เหนือหุบเขาได้เกิดความผันผวนของอากาศและมิติขึ้น ท้องฟ้าสีครามได้ถูกฉีกกระชากออกเป็นช่องว่างเล็กๆ ตามมาด้วยเท้าที่ก้าวออกมาก่อนจะปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หล่อเหลา ชายหนุ่มคนนี้สวมชุดสีขาวยาวปลิวไสวพัดไปมาท่ามกลางสายลม

 

ผมสีดํายาวของเขาโบกสะบัดไปข้างหลังดั่งสายนํ้าที่ไหลริน ร่างกายของเขาสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อที่เปี่ยมล้น เรียกได้ว่าร่างกายของเขาสมส่วนในแบบกํายําเล็กน้อยเหมือนพวกดารา ทั้งนี้เขายังมีผิวสีขาวนุ่มราวทารกแรกเกิดที่ดียิ่งกว่าผิวของผู้หญิง ซึ่งมันมาพร้อมกับใบหน้าที่หล่อเหลาดั่งหยกงาม สุดท้ายนี้เขามาพร้อมกับดวงตาที่นิ่งสงบราวกับรู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง

 

ยูหมิงหลังจากที่ถูกอุกกาบาตลึกลับพุ่งเข้าชน เขาก็ได้ไปยังอีกภพภูมิหนึ่งเป็นเวลานานถึงห้าปีเต็มในตอนนี้เขาสามารถกลับมายังโลกเดิมของเขาได้แล้ว เขาหันไปมองทิวทัศที่คุ้นเคยรอบๆก่อนจะยิ้ม “ ในที่สุดฉันก็สามารถกลับมาได้ ! ’’ ตลอดวันเวลากว่าห้าปีที่อยู่ในอีกภพภูมิ เขาต้องสะกดข่มอารมณ์ต่างๆเอาไว้และมุ่งไปกับการเพิ่มความแข็งแกร่ง ทั้งนี้เขายังไม่สามารถใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่นได้ เขาต้องเดินผ่านซากศพและลงมือเพิ่มพวกมันให้มากขึ้น จนตอนนี้เขาก็สามารถบรรลุถึงความแข็งแกร่งที่สามารถกลับมายังโลกนี้ได้ นี่แหละคือสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอดห้าปีนี้และยอมดิ้นรนฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง

 

หลังจากที่ยูหมิงมองไปยังรอบๆด้วยความสุขแล้วเขาก็ค่อยๆลอยตัวลงมายังพื้นดิน บนท้องฟ้าที่มีช่องว่างของมิติเองก็ได้กลับกลายเป็นเหมือนเดิมสนิท

 

ยูหมิงก้มหน้ามองไปที่ชุดของตัวเองแล้วยิ้ม “ ขืนฉันเดินด้วยชุดแบบนี้เข้าไปในเมืองมันคงจะมีคนหัวเราะเยาะฉันแน่ เปลี่ยนมันจะดีกว่า ’’ จากนั้นอํานาจพลังสายหนึ่งก็ได้เข้าปกคลุมชุดสีขาวของเขาและเปลี่ยนมันให้เป็นชุดธรรมดาที่เหมือนกับคนในยุคปัจจุบัน

 

เสื้อยืด…กางเกงยีน…รองเท้าผ้าใบ… นี่แหละชีวิตใหม่ที่ควรจะเป็น !

 

การฆ่าฟันและสู้รบเขาจะไม่ทํามันอีกแล้ว…

 

เมื่อยูหมิงเปลี่ยนชุดเป็นแบบที่ต้องการเสร็จแล้วเขาก็ทําการผนึกพลังความแข็งแกร่งทั้งหมดของตัวเองให้เหลือเท่ากับคนธรรมดา… 

 

หลังจากนั้นเขาก็เดินออกจากหุบเขาฟางหันและมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง

 

 

หน้าแมนชั่นหลังหนึ่ง ยูหมิงได้ยืนมองดูมันด้วยความเฝ้าคิดถึง สิ่งแรกที่เขาจะทําหลังจากการกลับมาก็คือพบครอบครัว แม่และพ่อของเขานั่นเอง

 

‘ ตอนนี้พวกเขาจะเป็นยังไงบ้างนะ ’ ยูหมิงมองไปที่แมนชั่นตรงหน้าที่อยู่ห่างออกไปด้วยความรู้สึกหลายอารมณ์ จากนั้นเขาก็เหลือบเห็นผู้หญิงวัยกลางคนที่หน้าตายิ้มแย้มเดินเข้ามาใกล้ๆเขาจากทางร้านค้าซักรีดข้างแมนชั่น ยังไม่ทันที่ยูหมิงจะได้พูดอะไรป้าผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นเสียก่อน “ เสี่ยวหมิงนั่นเธอเหรอ ? ’’

 

ฉู่หลี่เพิ่งเสร็จงานซักรีดของลูกค้าและเมื่อเธอเดินออกมาเธอก็ต้องตะลึงเมื่อพบเห็นคนที่คุ้นเคย ในตอนแรกเธอเกิดความไม่แน่ใจว่าคนๆนี้จะเป็นคนเดียวกันกับที่เธอรู้จักหรือเปล่า แต่เมื่อเธอได้เข้ามาใกล้ๆชายหนุ่มคนนี้เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยและเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคือยูหมิง ใช่ เขาคือยูหมิงที่น่าจะหายสาบสูญไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนนั่นเอง

 

ยูหมิงมองไปที่หญิงสาววัยกลางคนตรงหน้าด้วยความคุ้นเคย ในตอนที่เขาได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกคุ้นๆอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินเสียงที่แจ่มใสให้ความเป็นกันเองเขายิ่งมั่นใจเลย “ สวัสดีครับป้าฉู่ ’’ เขาพยักหน้าของเขาเบาๆและยิ้ม 

 

ทําไมเขาจะจําฉู่หลี่ไม่ได้ อีกฝ่ายเป็นป้าเจ้าของร้านซักรีด ทีตอนเด็กเขามักจะไปคุยด้วยกับเธอบ่อยๆ เธอค่อนข้างให้ความเป็นกันเองและใจดีเสมอมา เขาจึงไม่เคยลืมเธอเลย 

 

“ โอ้ ใช่เธอจริงๆด้วยเสี่ยวหมิง ’’ ฉู่หลี่สั่นสะท้านไปครู่หนึ่งด้วยความตื่นเต้น เธอรีบยื่นมือออกไปจับแขนของยูหมิงด้วยความดีใจและยิ้มบนใบหน้าจนเห็นได้ชัด “ มาๆ เข้าไปคุยในร้านป้ากันก่อน ป้ามีอะไรอยากจะถามมากมายเลยล่ะ ’’ เธอพยักหน้าและพายูหมิงเดินตามเข้าร้านซักรีดที่อยู่ข้างๆแมนชั่นไป

 

ยูหมิงยิ้มและเดินตามไป เขาเองก็อยากจะถามถึงความเป็นอยู่ของพ่อแม่เขาด้วยเหมือนกัน 

 

ภายในร้านซักรีด ยูหมิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับฉู่หลี่ ฉู่หลี่มองหน้ายูหมิงด้วยความประหลาดใจ “ ไม่เจอกันเพียงห้าปีเธอถึงกับโตเป็นหนุ่มหล่อขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ’’ เมื่อเธอมองดีๆเธอก็พบว่ายูหมิงที่เธอรู้จักนั้นเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกหรือหน้าตา

 

“ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ’’ ยูหมิงหัวเราะเบาๆ เขาค่อนข้างชื่นชอบคําชมไม่น้อยเลยทีเดียว จากนั้นเขาก็ถาม “ ป้าครับในช่วงห้าปีมานี้พ่อกับแม่ของผมเป็นยังไงบ้างครับ ’’ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการรู้มากที่สุด

 

เมื่อยูหมิงถามออกไป ฉู่หลี่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งและถอนหายใจเบาๆ “ ในตอนที่เธอหายตัวไป พ่อกับแม่ของเธอก็เป็นห่วงและตามหากันจนแทบบ้า แต่เมื่อไม่เจอเธอพวกเขาจึงเลือกที่จะกลับไปยังเมืองหลวงน่ะ ในตอนนี้ห้องเช่าที่เธอเคยอยู่จึงไม่มีคนอยู่แล้วล่ะ ’’

 

“ งั้นเองเหรอครับ ’’ แววตาที่สงบนิ่งของยูหมิงสั่นไหวไปครู่หนึ่ง ในตอนที่เขาหายตัวไปพ่อกับแม่ของเขาก็ตามหากันด้วยความห่วงใย นี่สินะครอบครัว…

 

“ จริงด้วย เสี่ยวหมิงห้าปีที่เธอหายไปน่ะเธอไปอยู่ไหนมา ทําไมถึงได้มาเอาป่านนี้ ? ’’ ฉู่หลี่รู้สึกสงสัย ในเมื่อยูหมิงยังไม่ได้ตายและมีชีวิตอยู่ทําไมเขาถึงได้หายไปถึงห้าปีเต็มโดยไม่มีใครรู้ต้นตอและเบาะแสเลย 

 

“ เฮ้อ เรื่องนี้เองเหรอครับป้าฉู่… ’’ ยูหมิงถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวที่ได้แต่งเอาไว้ก่อนหน้านี้ให้ฉู่หลี่ฟัง 

 

โดยเรื่องที่ยูหมิงเล่านั้นคือช่วงเวลาที่เขาหายตัวไป เขาบอกกับฉู่หลี่ว่าเขาได้ถูกกลุ่มโจรเขี้ยวเหล็กลักพาตัวไปอยู่ในเกาะล้างแห่งหนึ่งนานถึงห้าปี โดยที่พวกมันฝึกเหล่าเด็กๆที่ลักพาตัวไปเตรียมจะก่อจราจน แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอยู่ดีๆก็มีหน่วยลับเขี้ยวหมาป่าเข้ามายังเกาะ พวกเขาได้ช่วยชีวิตของทุกคนที่ถูกลักพาตัวมา จนในที่สุดทุกคนที่เคยถูกจับมาฝึกด้วยกันก็ได้แยกย้ายกลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง ยูหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้น 

 

แน่นอนว่าในครั้งนั้นหน่วยเขี้ยวหมาป่าได้ทําการกวาดล้างกลุ่มโจรเขี้ยวเหล็กไปจนหมดสิ้น โดยพวกมันไม่มีใครรอดชีวิตไปแม้แต่คนเดียว 

 

ในตอนที่ฉู่หลี่ได้ฟังเธอได้แสดงสีหน้ารังเกียจและโมโหต่อกลุ่มโจรเขี้ยวเหล็กที่ว่านี้เอามากๆ เธอได้แต่สาปแช่งพวกมันให้ตายๆไปซะ ยูหมิงเองก็อดหัวเราะในใจไม่ได้เช่นกัน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะแต่งเรื่องได้ดีจนถึงขนาดที่คนอื่นมีอารมณ์ร่วมแบบนี้ แต่เมื่อเขาเล่าเสร็จเขาจึงขอตัวลาออกมา 

 

 

ยูหมิงได้รับรู้ในสิ่งที่ต้องการรู้แล้วเขาก็สบายใจ พ่อแม่ของเขาเป็นคนจากเมืองหลวงที่พวกท่านและเขามาอยู่ในเมืองนี้มันเป็นเหตุผลเฉพาะตัวของพวกท่าน เขาเองก็ไม่รู้อะไรมากนักว่าทําไมพ่อแม่ของเขาถึงต้องการให้เขาอยู่ภายในเมืองนี้ทั้งๆที่ครอบครัวแท้จริงนั้นอยู่ภายในเมืองหลวง แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาทําได้คงมีเพียงเดินหน้าต่อไป หากวันไหนเขาเข้าไปที่เมืองหลวงเขาก็คงจะได้พบกับพ่อแม่ของเขาเอง ครอบครัวของเขาเองก็เช่นกัน

 

“ ในโลกนี้ฉันเป็นเพียงคนธรรมดา สิ่งแรกที่ต้องทําก่อนจะไปเมืองหลวงคือต้องหาเงิน ! ’’ เงิน ! มันคือสิ่งที่เขายังคงขาดอยู่ เป้าหมายแรกของเขาคงต้องหารับงานซักที่และทํามันเพื่อรับเงิน ไม่งั้นคงจะแย่เอาไม่ใช่น้อยหากเขาไม่มีเงิน !