0 Views

เมื่อได้ฟังคำตัดพ้อต่อว่าของติงตั่ง ลิ่วเฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้มไร้โทสะ “นี่ อีกเดี๋ยวข้าต้องออกไปแล้ว เจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าจะออกไปยังไง?” พูดจบชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก้าวเดินกลับไปยังข้างเตียงพร้อมนั่งลงอีกครา ไม่ทราบล้วงเอาศิลาวิญญาณสุกสว่างส่องประกายจากที่ใดบนร่างโยนลงข้างหมอนของติงตั่ง

 

ติงตั่งดวงตาเป็นประกาย ร่ำร้องคำหนึ่งพร้อมยื่นมืออกคว้า พลันเปิดเผยช่วงแขนขาวประดุจหยกออกมา ลิ่วเฉินหัวร่อหึหึ ฉกฉวยโอกาสสอดมือเข้าใต้ผ้าห่มคว้าหมับลงบนสองสิ่งนั้น

 

ติงตั่งอุทานเจื้อยแจ้ว มือที่คว้าจับศิลาปราณรวบกำเป็นหมัดทุบตีใส่ลิ่วเฉิน มืออีกข้างรวบคว้าผืนผ้าห่มแน่นป้องกันสองมืออุกอาจอย่างสุดชีวิต เพียงแต่มือเท้าดิ้นรนถูกเล้าโลมจนแดงเถือก เรือนร่างอบอุ่นนุ่มนิ่มยังถูกชายหนุ่มฉวยโอกาสลูบคลำอย่างหนักหน่วงไปหลายที

 

ลิ่วเฉินถอยห่างออกมาจากเตียงอันอบอุ่นในก้าวเดียว  สาวเท้าก้าวยาวไปยังประตูห้อง เปิดประตูเดินสู่ภายนอก ทางด้านหลังยังคงมีเสียงสตรีนางนั้นด่าทอตามมา “ทุเรศ บุรุษโสโครกล้วนไม่มีดี จำเอาไว้เถอะ!”

 

สายลมยามเช้าปัดเป่าตีนเขาไร่ชาในที่ไกล โชยพัดพลิ้วลงบนผิวธารน้ำอันใสกระจ่าง ก่อกวนเป็นระลอกกระเพื่อมไหว ค่อยโลมไล้ไปตามยอดไผ่เขียวขจีและยอดกิ่งท้ออ่อนไหวเปี่ยมเสน่ห์ หอบเอากลิ่นหอมสดชื่นสายหนึ่งโชยแผ่วเข้าหากลุ่มหญ้ามอสบนหอสะพาน ไล่ระไปยังยอดคันกั้นบนแม่น้ำ  ทอดยาวไปยังก้อนศิลาเขียวริมน้ำ สุดท้ายค่อยแตะสัมผัสลงบนร่างของผู้คนที่เดินย่ำอยู่ท่ามกลางแสงอรุโณทัย

 

ลิ่วเฉินยืดแขนบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวหวอด บนใบหน้าเผยรอยยิ้มอิ่มใจ สายตากวาดมองรอบกาย หมู่บ้านอันเงียบสงยามเช้านี้ ก็คือสถานที่พำนักของเขาในปัจจุบัน

 

สถานที่นี้เรียกว่า “หมู่บ้านชิงสุ่ยถัง (สระวารีกระจ่าง)” ได้รับการขนานนามนี้จากแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ลำธารน้ำไหล สายน้ำกระจ่างใสสุดเปรียบปาน แม่น้ำไหลสงบระเรื่อย นอกจากที่สระลึกต้นน้ำตีนเขาเขาไร่ชาแล้ว ส่วนที่ลึกที่สุดของลำน้ำยังเพียงระดับเข่า ปกติแล้วบรรดาเด็กน้อยทั้งหลายในหมู่บ้านล้วนชอบลงเล่นน้ำในแม่น้ำสายนี้

 

ในธารน้ำใสเต็มไปด้วยกรวดมากมายทั้งใหญ่เล็กคละกัน ที่รูปร่างประหลาดพิสดารล้วนมี มักมีปลาน้อยสีเทาไร้ชื่อแหวกว่ายท่ามกลางกลุ่มก้อนหิน เล่นสนุกอย่างสำราญใจ

 

สองฟากฝั่งลำธารเต็มไปด้วยป่าไผ่และต้นท้อ ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของที่นี่ ใบสีเขียวขจีของต้นไผ่และใบท้อสีชมพูสะท้อนประกายลงในลำน้ำใส กลายเป็นทัศนียภาพแห่งขุนเขาธารน้ำอันงดงามสุดเปรียบปาน ตระการตายิ่ง

 

ลิ่วเฉินยกเท้าก้าวเดิน เงี่ยหูฟังเสียงสกุณาขับขาน ไกลออกไปยังมีเสียงนกน้อยเจื้อยแจ้ว สองฟากข้างธารน้ำปรากฏบ้านเรือนชาวไร่ขึ้นระเกะระกะไร้ระเบียบ หากให้บรรยากาศอันผ่อนคลายไกลความเจริญแก่ผู้คน

 

หมู่บ้านชิงสุ่ยถังในยามนี้ที่จริงมีคนลุกออกจากบ้านมาอยู่บ้าง ขณะเดินไปในหมู่บ้าน ลิ่วเฉินเดินเลาะลำธารพบพานคนหลายคน ยามพบเจอต่างผงกศีรษะกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม ดูท่าผู้คนในที่นี้ส่วนใหญ่ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งสิ้น

 

เดินเช่นนี้มาชั่วเวลาหนึ่ง ทางด้านหน้าระหว่างถนนศิลาเขียวและธารน้ำใสปรากฏต้นไหวยักษ์ต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านสาขา บนก้อนศิลาใหญ่ใต้ต้น นั่งไว้ด้วยชายตกปลาในเสื้อคลุมฝน บนฝ่ามือถือไว้ด้วยเบ็ดที่หย่อนลงในธารน้ำใส

 

ลิ่วเฉินเดินเข้าไปยืนข้างชะลอมขังปลาพลางกวาดตามอง กลับมีแต่ความว่างเปล่า ชายหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ “เหล่าหยู บอกท่านกี่ครั้งแล้ว ลำธารนี้ปลาเล็กเกินไป เลี้ยงไม่โต ดังนั้นตกเบ็ดไม่ได้ ท่านหากคิดตกปลา สมควรไปยังแม่น้ำไข่มุกน้อยนอกหมู่บ้านที่ห่างไปห้าลี้นั่น ไม่งั้นก็ออกแรงหน่อยปีนขึ้นเขาไร่ชา ไปที่ทะเลสาบมังกรทางตะวันตก สถานที่เหล่านั้นจึงสามารถตกปลาได้”

 

ชายตกปลาหันหน้ามาปรายตามองด้วยท่าทางขุ่นมัวอยู่บ้าง กลับเป็นชายชราผมเผ้าขาวโพลนผู้หนึ่ง พร้อมกันนั้นเอ่ยวาจาอย่างเชื่องช้า “ลำธารนี้มีปลาใหญ่ ข้าเคยเห็นมา”

 

ลิ่วเฉินหัวเราะคำหนึ่ง ถือโอกาสหยิบหินก้อนเล็กที่ปลายเท้าโยนลงในลำธาร เพียงได้ยินเสียงจ๋อมคราหนึ่ง บังเกิดวงน้ำกระจายออก พร้อมกับคลื่นน้ำระลอกไหว ยิ้มให้แก่ชายตกปลา “ข้าอยู่ที่นี่มานานหลายปี นอกจากปลาสีเทาในก้อนหินพวกนั้นแล้ว ไม่เคยเห็นปลาใหญ่ในนี้มาก่อน ท่านกล่าววาจาเพ้อเจ้อกระมัง?”

 

ชายตกปลาผู้ชราไร้โทสะเช่นกัน เพียงสั่นศีรษะกล่าวย้ำหนักแน่นอีกครา “”เสี่ยวลิ่ว ข้าไม่ได้โกหก ในน้ำนี้มีปลาจริงๆ”

 

ลิ่วเฉินหัวเราะลั่น คล้ายกับการสนทนากับชายตกปลาสร้างความเบิกบานใจแก่เขายิ่ง ชายหนุ่มตบบ่าชายตกปลาเบาๆคราหนึ่ง จากนั้นหมุนกายสาวเท้าจากไป หลงเหลือเพียงเหล่าหยูนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เหม่อลอยนิ่งนาน ก่อนจะเหวี่ยงเบ็ดเป็นวงโค้ง ตกลงในธารน้ำอีกครั้ง

 

เดินทอดน่องตามถนนไปอีกไม่กี่สิบจั้ง ก็พบกับกลุ่มบ้านเรือนกลุ่มหนึ่ง ตรงมุมกำแพงยังงอกเงยด้วยลำไผ่ขจีสองสามต้น ที่สุดปลายห้องหับแขวนไว้ด้วยธงสภาพคร่ำคร่ายื่นออกมาภายนอก

ผืนธงเขียนไว้ด้วยที่ผู้คนแทบไม่อาจมองออกเป็นคำว่า “สุรา”

 

ลิ่วเฉินสืบเท้าผลักประตูเบื้องหน้า ประตูแง้มเปิดออกทันที จากนันเป็นเสียงอับจนปัญญาสายหนึ่งดังแว่วมา “นี่ เจ้าเคยเห็นร้านสุราที่ใดเปิดกิจการแต่เช้าตรู่บ้าง?”

 

ลิ่วเฉินเดินทอดหุ่ยเข้านั่งในร้านค้าไร้ชื่อ แน่นอนว่าชายหนุ่มมองเห็นเก้าอี้ที่ถูกยกซ้อนขึ้นวางบนโต๊ะ เช่นเดียวกับยามที่ร้านปิดเมื่อคืน ชายหนุ่มเองก็ไม่เกรงอกเกรงใจ เดินไปยังข้างหน้าต่าง ยกเก้าอี้ลงนั่ง ก่อนหันกลับมาแย้มยิ้มกล่าว “ข้าก็ไม่ได้มาดื่มสุรานี่”

 

กำแพงทางด้านหนึ่งของร้านค้า ที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ ชายร่างท้วมใหญ่ใบหน้าใจดีลุกขึ้น มองดูเหมือนชายวัยกลางคนผู้เป็นมิตรผู้หนึ่ง ทอดตามองมายังเลิ่วเฉิน จากนั้นถามด้วยความสงสัยใจ “เอ๋? เจ้าผิดปกติตรงที่ใด? เจ้าหากมิใช่มาดื่มร้านข่า แล้วจะเข้าร้านสุรานี้มาทำไม?”

 

ลิ่วเฉินตบท้องตนเอง “เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน ท้องไส้ข้าตอนนี้แห้งเหือด ต้มบะหมี่มาชามนึง!”

 

บุรุษกลางคนท่านนั้นแค่นเสียงเย็น “ข้าขายสุรา มิได้ขายบะหมี่”

 

ลิ่วเฉินหัวเราะหึหึ “ข้าก็ไม่ได้มาซื้อ เมื่อไม่ซื้อย่อมมีบะหมี่ ไปเร็วไปเร็ว”

 

ผ่านไปชั่วน้ำเดือด ชามร้อนควันฉุยยกมาเบื้องหน้าลิ่วเฉิน เป็นบะหมี่ไข่ชามหนึ่ง

 

ลิ่วเฉินอ้าปากร่ำร้องคำหนึ่ง ฉวยตะเกียบรับประทานคำใหญ่ ดื่มกินพลางกล่าววาจาอู้อี้พลาง “เหล่าหมา ฝีมือเจ้าก้าวหน้าจริงๆ บะหมี่ชามนี้ไม่เลวเลย กล่าวตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองจะทนอยู่ที่นี่ได้ถึงสิบปีหรือไม่หากไม่มีบะหมี่และสุราของเจ้า ”

 

เหล่าหมาหยิบผ้าชิ้นหนึ่งขึ้นจากโต๊ะต้อนรับ เดินออกมายกเก้าอี้จากบนโต๊ะตัวหนึ่งเริ่มเช็ดถู กล่าวพลางหัวเราะ “อย่าล้อเล่นแล้ว ต่อให้บะหมี่สุราข้ายากทนทานกระทั่งสุนัขยังไม่แล เจ้ายังคงสามารถดื่มกินลงไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าได้”

 

ลิ่วเฉินสวาปามบะหมี่ลงไปคำแล้วคำเล่า คล้ายไม่ได้ยินที่เหล่าหมาพูด

 

เหล่าหมาเองก็ไม่สน คนยกเก้าอี้ทั้งหมดในร้านลงวางทยอยเช็ดถู ยามเมื่อหันกลับมา บนโต๊ะล้วนหลงเหลือเพียงชามบะหมี่ว่างเปล่าชามหนึ่ง