0 Views

เฮยหลางตกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟทมิฬอันโหดร้ายน่าหวาดหวั่นปานนี้ หากไม่ทราบเพราะเหตุใด มันไม่ว่าอย่างไรยังคงไม่ล้มลง คนทั้งร่ำร้องทั้งคร่ำครวญ หากร่างกายยังคงยืนหยัด ค่อยๆ ก้าวทีละก้าวๆ ออกจากหุบเขาไป

 

เลือดเนื้อบนร่างกายทั้งหมดถูกไฟดำหลอมแผดเผาไม่หยุดยั้ง เปลวเพลิงดำยังแทรกซึมเข้าเผาไหม้ถึงดวงวิญญาณ ส่งผลให้ในห้วงความคิดมีเพียงความสับสนว่างเปล่าขาวโพลน ทว่าบุรุษที่ตกอยู่ในไฟนรกโลกันตร์นี้ยังคงก้าวไปทีละก้าวๆ

 

ภายนอกหุบเขา มีเสียงตวาดต่อสู้ดังมา คล้ายกำลังมีการสัประยุทธ์อย่างดุเดือด ไม่นาน ชั่วขณะที่ร่างของชายหนุ่มกำลังจะถึงปากทางออกหุบเขา พลันปรากฏเงาร่างวูบขึ้นเบื้องหน้า กลับเป็นดรุณีสะคราญโฉมเหินบินมาถึง เป็นอวิ๋นเสี่ยวชิงเอง นางกวาดตามองเฮยหลางแวบหนึ่ง ต้องแตกตื่นตะลึงลาน จากนั้นทะยานร่างเข้าหา ปากร่ำร้อง “เฮยหลาง เฮยหลาง ท่าน ท่านเป็นไรแล้ว…”

 

ดวงตาทั้งสองของเฮยหลางมาถึงยามนี้ล้วนสิ้นประกายไปสิ้นแล้ว คล้ายถูกความเจ็บปวดสาหัสกลืนกินสิ้น ทั้งไม่ทราบเป็นความบังเอิญหรือเจตนา ร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้าหาอวิ๋นเสี่ยวชิง

 

อวิ๋นเสี่ยวชิงอุทานออกด้วยความตระหนก สองแขนอ้าออกกว้างคิดโอบประคองชายหนุ่มเพื่อช่วยเหลือ ทว่าฉับพลันนั้นเอง มือขวาของเฮยหลางยกขึ้น กระบี่สั้นสีดำที่ถูกกำติดแน่นอยู่กับมือเล่มนั้นแทงเข้าตรงทรวงอกของของนางทันที

 

เสียงอุทานของอวิ๋นเสี่ยวชิงขาดลงโดยกะทันหัน ดวงหน้างดงามของนางแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ ดวงตาจับจ้องไปยังบุรุษที่ตกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟดำแผดเผา ปากอ้าพะงาบสองครั้ง หากไม่มีเสียงใด ก่อนร่วงพับลงสู่พื้น

 

ดวงตาที่เบิกกว้างคล้ายไม่ต้องการเชื่อถือสิ่งที่เห็น โลหิตสาดกระจายออกจากปากแผลตรงทรวงอก อาบชโลมดอกเหอฮวนสีแดงข้างร่างนางจนแดงฉาน

 

 

ผ่านไปชั่วครู่ ปรากฏเงาร่างสีขาวสายหนึ่งขึ้น กลับเป็นอวิ๋นเจี้ยนที่โถมทะยานเข้าสู่หุบเขามา คนตะโกนร่ำร้อง “ศัตรูบุก จำนวนมากเกินนับ พลังยุทธ์สูงเกินต้าน ท่านพ่อ…อา! เกิดอะไรขึ้น เฮยหลาง? เจ้าเป็นไรไปแล้ว?”

 

เฮยหลางเอนร่างเข้าหา อวิ๋นเจี้ยนยามนี้มองเห็นชัดตาว่าชายหนุ่มถูกไฟสีดำเผาชโลมทั่วร่างจนดำเกรียม  เลือดเนื้อเลอะเลือนจนมองดูน่าหวาดสยอง พริบตาแรกยังแทบไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง ขณะกำลังเบิกตาอ้าปากจ้องมองนั้น สายตาของเขาพลันสังเกตพบคมดาบสีดำด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้า ท่ามกลางแสงไฟนั้น หนึ่งกระบี่เสือกส่งทิ่มแทงเข้าสู่ทรวงอกของตน

 

ร่างของคนสองคน พลันถูกเสียบติดกัน

 

เลือดสดๆ ทะลักไหล ร่างของอวิ๋นเจี้ยนแข็งทื่อ ใบหน้าเผยแววไม่เข้าใจ ทั้งเปลวไฟสีดำอันน่ากลัวกลุ่มนั้น แม้ยังคงเผาผลาญไม่หยุด หากกลับมิได้เผาลามมายังร่างของอวิ๋นเจี้ยนแม้แต่น้อย คล้ายเพียงสามารถลุกไหม้จากเลือดเนื้อของเฮยหลางตลอดกาล

 

โลหิตอุ่นระอุสาดกระจายใส่ร่างของเฮยหลางอีกครา ส่งผลให้คนกลับกลายเป็นมนุษย์อาบโลหิตตลอดร่าง เมื่อรวมกับเพลิงทมิฬน่าหวาดหวั่น เฮยหลางในยามนี้ดูไปประดุจดั่งผีร้ายจากนรกก็ไม่ปาน

 

อวิ๋นเจี้ยนยกมือกุมแผลที่อก ร่างค่อยๆ พับลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ชายหนุ่มพลันมองเห็นอวิ๋นเสี่ยวชิงที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นไม่ไกล ชั่วเวลานั้น คนคล้ายถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่างโดยฉับพลัน มองไปทางเฮยหลางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ เค้นเสียงด้วยความโกรธแค้น “เจ้า….เจ้า กระทั่งนางยังลงมือสังหาร…..”

 

เสียงกล่าวไม่ทันจบประโยค กระบี่สีดำทวงวิญญาณเล่มนั้นพลันเหินบินมาจากความมืด เสียงฟุ่บคราหนึ่ง ก็ตัดทะลวง่านลำคอชายหนุ่มอย่างเหี้ยมเกรียม ตัดวาจาที่คิดกล่าวต่อไปของอวิ๋นเจี้ยนกลับคืนไป ศีรษะอวิ๋นเจี้ยนค่อยๆ ตกลง คล้ายสั่นศีรษะน้อยๆอย่างยากลำบาก ก่อนจะตกตายลงไปทั้งอย่างนั้น

 

กระบี่ดำเหินบินกลับไป นำพาโลหิตอันเย็นชาเศร้าหมองไปด้วย

 

เฮยหลางแหงนหน้าสู่ท้องฟ้า เปล่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญอันน่าขนลุกอนาถาออกมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดนั้นคล้ายกับจะเผาไหม้จิตสำนึกทั้งมวลจนหมดสิ้น ทว่าไม่ทราบเพราะเหตุใด ชายหนุ่มกลับยังคงไม่หยุดเท้า หากยังคงนำพาร่างน่าหวาดแสยงราวภูติผีนั้น เดินกระยักกระแย่งไปภายในหุบเขาอันดำมืด ค่อยๆ หลอมกลืนและอันตรธานไปในความมืดมิด

 

รอยเท้าที่ยังคงอยู่ หนึ่งก้าวหนึ่งรอยเท้าโลหิต ทุกย่างก้าวอาบย้อมด้วยเลือดแดงฉาน ภายในห้วงราตรีกาลที่มีเพียงกองไฟสว่าง สุดท้ายหลงเหลือเพียงกลุ่มดอกเหอฮวนสีแดงสดราวโลหิตที่ยังคงพลิ้วไหวกลางสายลม

 

ไฟสีดำลุกไหม้เผาทำลาย เผาทำลายทั้งสิ้นทุกสิ่ง ทั่วทั้งโลกหล้าล้วนดำมืด ราวกับมีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวน และกลุ่มก้อนเลือดเนื้อที่ถูกเผาจนแห้งเหือดอนาถาจนไม่กล้าทอดตามอง…

 

“อ๊ากกกก!”

 

เสียงร้องดังลั่น ลิ่วเฉินสะดุ้งตื่นจากความฝัน ลุกพรวดขึ้นนั่งในทันที อ้าปากกว้างหอบหายใจเข้าไปหลายอึก

บนหน้าผากปรากฏเหงื่อกาฬทะลัก ผ้าห่มผืนบางที่ปกคลุมร่างท่อนบนเลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นช่วงกายกำยำแข็งแกร่งอันเปลือยเปล่า หากชายหนุ่มยังคงไม่แยแสสนใจ เพียงหอบหายใจหนักหน่วง จับจ้องไปยังเตียงที่พลันรู้สึกไม่คุ้นเคยใบนี้

 

นอกหน้าต่างเองก็มีแสงสว่างสาดส่อง เป็นยามเช้าตรู่

 

ตอนนี้เองที่ข้างกาย ปรากฏท่อนแขนขาวนวลเนียนอันอ่อนนุ่มท่อนหนึ่งยื่นออกปาดเช็ดเหงื่อที่บนหน้าผาก จากนั้นเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เป็นไร ฝันร้ายอีกแล้ว?”

 

ลิ่วเฉินผินหน้ามา มองเห็นสตรีสะคราญโฉมนางหนึ่งทอดกายอยู่ด้านข้างในผ้าผืนบางผืนเดียวกับตนเอง หญิงสาวในยามนี้ผ่านการหลับมาหนึ่งคืน คล้ายยังมีความเหนื่อยล้าปนเกียจคร้านอยู่บ้าง ผมเผ้าสยายราวปุยเมฆทอดยาวลงมายังลาดไหล่ขาวผ่องเรียบเนียน  ผืนผ้าบางเบาคลุมลงบนทรวงอก เปิดเผยให้เห็นผิวพรรณนวลใสอันน่าหลงใหลในสายตาผู้คนทั้งหลายออกมา

 

ลิ่วเฉินสั่นศีรษะ “ไม่มีอันใด”

 

เรียวนิ้วขาวราวหยกของสตรีงามนางนั้นจิ้มลงบนใบหน้าของลิ่วเฉินอย่างแผ่วเบา ลากไล้จากหน้าผากลงมายังผิวเนื้อใต้คาง จากนั้นเรื่อยระลงมายังไหล่บ่า มัดกล้ามเนื้อเต็มแน่นตัดกับเรียวนิ้วเล็กละเอียดของนางอย่างชัดแจ้ง ทั้งน้ำเสียงของนางในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ยิ่งฟังราวกับห้วงความฝันตระการที่ไม่อาจตื่นขึ้น แฝงไว้ด้วยสำเนียงนุ่มนวลแผ่วพร่าอันแปลกประหลาด “ท่านผู้นี้ เพียงชอบทำเป็นอวดเก่ง เวลายังเช้านัก พวกเราน่าจะ….”

 

ลิ่วเฉินหันขวับ มองหญิงสาวพลางแย้มยิ้ม “ติงตั่ง วันนี้บนตัวข้าเหลือแค่ศิลาวิญญาณชิ้นเดียวแล้ว”

 

เรียวนิ้วของหญิงสาวชะงักงัน จากนั้นช้อนสายตาขึ้นมองไปยังลิ่วเฉิน

 

ลิ่วเฉินยังคงรักษาท่าทีแย้มยิ้ม รอยยิ้มอบอุ่นจริงใจ

 

ทันใด เรือนร่างบอบบางของติงตั่งพลันเคลื่อนไหว กลับเตะใส่ลิ่วเฉินจากใต้ผืนผ้าห่มอย่างแรงคราหนึ่ง เผยให้เห็นผิวพรรณขาวนวลเนียนดุจหิมะออกมาอีกหลายส่วน คนขมวดคิ้วมุ่น กล่าวออกมาอย่างขุ่นเคือง “บุรุษโสโครก เป็นเจ้าพูดเพ้อเจ้อมากความ ยังไม่รีบไสหัวไป !”

 

ลิ่วเฉินหัวเราะ กระโดลงจากเตียง จากนั้นตะกุยหาเสื้อผ้าของตนเองในกองผ้าที่เกลื่อนกลาดบนพื้น รีบสวมใส่อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นหยิบฉวยสายรัดเอวและกระโปรงผ้าไหมผืนบางโยนส่งแก่ติงตั่งที่ยังเกียจคร้าน “ตื่นได้แล้วตื่นได้แล้ว เจ้าก็อย่าได้ขี้เกียจแล้วดีหรือไม่ ดูท่าวันนี้อากาศไม่เลว แสงอาทิตย์สว่างจ้า ออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

 

“เพ้ย!เช้าปานนี้ เรากูเหนี่ยงรับประทานอิ่มหนำแล้วค่อยออกท่องเที่ยว เช้าปานนี้ ออกไปข้างนอกนั่นสมควรมีแต่พวกหน้าโง่ทำงานทั้งเดือนยังไม่มีวาสนาแลกได้กี่ศิลาวิญญาณพวกนั้นทั้งนั้น” ติงต่างฉวยกระโปรงบางสวมใส่อย่างเรียบๆร้อยๆ เผยให้เห็นเพียงใบหน้างดงาม จากนั้นกล่าวสบถระบายออกมา