0 Views

“วี้…….” สำเนียงประหลาดดังขึ้น ยังคงฟังดูราวกับเป็นสุ้มเสียงอันคร่ำคร่าจากโบราณกาล  คล้ายดั่งท่วงทำนองบรรเลงจากยุคเก่าที่หวนฟื้นคืนมาจากโลกบาดาล ประกายแสงสว่างสายหนึ่งที่ไม่คล้ายดำรงอยู่บนโลกผุดโผล่ออกมาจากความมืด ร่วงหล่นลงสู่พื้นพร้อมๆ กับแท่งอัคคีทะลวงฟ้าสายนั้น แตกกระจายออกสู่สี่ทิศ  พุ่งเข้าใส่เหนือศีรษะของเหล่าอาวุโสทั้งสี่ที่กำลังร่ายมนตร์

 

ขุมพลังอันแข้มแข็งแกร่งกร้าวสุดเปรียบประมาณระเบิดออกจากฟากฟ้าลงมา พุ่งใส่ร่างทั้งสี่ เรือนร่างเลือดเนื้อของพวกมันต่างค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลง อาภรณ์บนร่างค่อยๆ ปริแยกออก คล้ายไม่อาจทนทานต่อพลังจิตอันแรงกล้าสุดเปรียบปานปานนี้ได้

 

ทว่าใบหน้าของผู้ชราทั้งสี่ต่างปลื้มปีติล้นพ้น ต่างกัดฟันทนทานรับความเจ็บปวด ในเวลาเดียวกัน ภายในร่างของพวกมันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณมหาศาลอันแข็งแกร่งเกินขีดจำกัดจนสุดจะจินตนาการกำลังพลุ่งพล่าน ความรู้สึกนั้นคล้ายดั่งการโถมทะยานคราเดียวขึ้นสู่สวรค์ ทั้งยังคล้ายดั่งยอดมนุษย์ข้ามพ้นสู่เทพเซียนได้ในพริบตาเดียว!

 

ท่ามกลางแสงไฟ ประตูแห่งความมืดที่อยู่บนฟากฟ้านั้นกำลังจะทิ้งตัวลงมา เงาร่างบรรพกาลที่คล้ายดั่งเทพยดากำลังจะเผยโฉม ทั้งหมดทั้งมวลดำเนินมาถึงช่วงเวลาสุดท้าย ทว่าเพียงขาดไปก้าวเดียว ระยะห่างอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ประตูบานนั้น กลับยังไม่เปิดออก

 

คล้ายกับเพียงขาดพลังเส้นสายใยสุดท้ายไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น!

 

อวิ๋นโส่วหยางคำรามลั่น “เฮยหลาง!”

 

ที่หางตาของเขาปรากฏประกายแสงวาบขึ้น ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ เขาพลันค้นพบว่าที่ข้างกายตนเองมีเพียงความว่างเปล่าผืนหนึ่ง บุรุษหนุ่มชุดดำที่คอยอารักขาข้างกายอย่างเงียบนิ่งกับที่มาตลอดคนนั้น กลับพลันอันตรธานหายไปแล้ว!

 

อวิ๋นโส่วหยางแตกตื่นตระหนกใหญ่หลวง ทว่าคนยังไม่ทันบังเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ยังไม่ทันบังเกิดความคิดใดในห้วงสมอง ฉับพลัน เพียงเกิดความรู้สึกเย็นยะเยียบวาบหนึ่ง กระบี่สั้นสีดำเล่มเสียบทะลวงหัวใจ โผล่ทะลุออกมาจากทรวงอก

 

ฝ่ามือที่ค่อนไปทางขาวซีดข้างหนึ่งคว้าจับบ่าของอวิ๋นโส่วหยางจากทางด้านหลัง บุรุษหนุ่มชุดดำนั้นแนบชิดติดแผ่นหลังของชายชรา ใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก จากนั้นฝ่ามืออีกข้างของชายหนุ่มคว้าจับลงบนด้ามกระบี่สั้นอันคมกล้าสุดเปรียบปานด้ามนั้น กระชากดึงออกจากทางด้านหลังของอวิ๋นโส่วหยางอย่างแรง

 

อวิ๋นโส่วหยางกรีดร้องคำหนึ่ง ร่างกายที่กำลังจะตอบโต้พลันค้นพบอย่างแตกตื่นว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อน ขุมพลังอันแข็งแกร่งจากฟากฟ้าสายนั้นกำลังทะลวงใส่จุดชี่ไห่และชีพจรวิญญาณของตนพอดิบพอดี ขณะเดียวกับที่กำลังมอบพลังวิญญาณขั้นสุดยอดแก่มัน ก็กำลังเบ่งขยายจุดเส้นชีพจรทั้งร่างของมันออกถึงขีดสุด ส่งผลให้สูญเสียการควบคุมร่างของตนเองไปชั่วคราว

 

นอกจากอวิ๋นโส่วหยาง เหล่าอาวุโสทั้งสามเองล้วนตกอยู่ในสภาพการณ์เดียวกัน ตอนนี้ สายตาของทั้งสามต่างเหลือบมองมาทางด้านนี้ด้วยความผวา จับจ้องไปยังเฮยหลางที่จู่ๆ ระเบิดพลังสังหารคน แต่ในเวลาเช่นนี้ พวกมันไม่ว่าคนใดล้วนไม่มีปัญญาตอบสนองอันใดได้

 

ณ ใจกลางของข่ายเวทย์อันอุกอาจเทียมฟ้า เปี่ยมล้นด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน รวมทั้งแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ยามนี้ กลับถูกบุรุษหนุ่มชุดดำอันอ่อนแอผู้หนึ่งควบคุมไว้ในกำมือทั้งหมด

 

เฮยหลางกุมด้ามอาวุธแนบแน่น ออกแรงถอนดึงกระบี่สั้นเล่มนั้นออกจากทรวงอกของอวิ๋นโส่วหยาง  หยาดโลหิตสดๆ มากมายสุดคณานับแตกทะลักทลายสาดกระจายพร่างพรมไปครึ่งร่างของเขาในทันที

 

นั่นคือโลหิตสดอาบล้นด้วยพลังวิญญาณเทวะจากเบื้องบนที่ถูกบีบบังคับให้หลั่งออก ทันทีที่มีช่องทางไหล ย่อมถูกพลังกดดันอันมหาศาลอัดพุ่งทะลักทลายออกในคราเดียว

 

บนดวงหน้าของเฮยหลางเองเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต ทว่าชายหนุ่มไร้ซึ่งปฏิกิริยา เพียงจดจ้องภาพเบื้องหน้าทั้งหมดอย่างเย็นชาเงียบงัน จากนั้น ยังคงใช้ด้ามกระบี่สั้นสีดำเล่มนั้น เสียบแทงเข้าไปในเลือดเนื้อทางด้านหลังของอวิ๋นโส่วหยางอีกคราโดยไม่กล่าววาจา

 

หนึ่งกระบี่  อีกกระบี่ และอีกกระบี่…..

 

ชายหนุ่มยังคงทิ่มแทงอย่างเหี้ยมอำมหิตด้วยความแม่นยำหนักแน่นสุดเปรียบปานไปยังตำแหน่งทรวงอกของอวิ๋นโส่วหยางจนเลือดเนื้อของมันกลับกลายเป็นหลุมโพรงเศษเนื้ออันเลอะเลือนดำมืด เมื่อดึงกระบี่ที่สิบสามออก อวิ๋นโส่วหยางที่เคยแข็งแกร่งสุดยอดในผืนพิภพสุดท้ายก็ถูกพรากสายใยชีวิตเส้นสุดท้ายไปอย่างสิ้นหวัง ศีรษะตกห้อยตายตาไม่หลับไปทั้งอย่างนั้น

 

ทันใดนั้น เฮยหลาลคล้ายสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมองปราดไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง ประตูแห่งความมืดบนที่ส่งเสียงคำรามคำรณสะท้านฟ้า มือละจากซากศพไร้ลมหายใจของอวิ๋นโส่วหยาง

 

ลำแสงเทวะที่เดิมพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของอวิ๋นโส่วหยางพลันระเบิดออก แปรเปลี่ยนเป็นเศษชิ้นส่วนอันงดงามตระการตาอย่างสุดแสนกระจายไปทั่วห้วงรัตติกาล กองไฟและประตูอนธกาลที่เดิมสงบมั่นคงต่างพากันอาละวาดบ้าคลั่ง สั่นกระเพื่อมอย่างบ้าระห่ำ แท่งลำแสงยิ่งมายิ่งมอดดับลง  ส่วนแท่งลำแสงที่พุ่งตรงใส่สามผู้อาวุโสกลับยิ่งมายิ่งเจิดจ้า กลิ่นอายพลังยิ่งมายิ่งเข้มข้น

 

ประตูแห่งความมืดเบื้องบนถ่ายทอดเสียงคำรามสนั่น เบื้องล่างเองดูท่ายิ่งมายิ่งบ้าคลั่ง

 

ในแววตาสิ้นหวังของอาวุโสทั้งสาม ข่ายเวทย์ที่สูญเสียความสมดุลแตกหักออกเป็นชิ้นๆ พลังเทวะที่ยิ่งนานยิ่งหลุดจากการควบคุมราวกับคลื่นถาโถมถล่มลงล่าง ภายใต้กระแสลมพายุอันบ้าคลั่ง ร่างกายของพวกมันนิ่งคล้ายถุงหนังที่ถูกอัดลมใส่จนค่อยๆบวมพองขึ้นทีละน้อย จากนั้น เปลวไฟลามเลียกวาดสู่เบื้องบน แผดเผาทุกซอกมุมบนเนื้อหนังของทั้งสาม สุดท้ายพลันบังเกิดเสียงดังลั่นแทบหูดับขึ้นสามเสียงโดยพร้อมเพรียง!

 

โพละ ! โพละ ! โพละ!

 

ร่างเลือดเนื้อสามร่างระเบิดแตก วาดเป็นพิรุณโลหิตเต็มฟ้า เศษเนื้อเศษกระดูกปลิวเวียนว่อน ถูกความมืดทะมึนและแสงไฟอันทึ่มทื่อบ้าคลั่งสูบกลืนสิ้น

 

แทบจะวินาทีเดียวกับที่ร่างเนื้อของหมอผีคนเถื่อนระเบิดออก แรงกระตุ้นอันไร้รูปที่คล้ายส่งผ่านมาจากแดนโลกันตร์สายหนึ่งทำงาน องครักษ์คนเถื่อนอันเข้มแข็งไร้เทียมทานทั้งเจ็ด ขณะที่กำลังพุ่งทะยานคำรามลั่นเข้าหา กลับพลันร่วงหมอบลงกับพื้นในเวลาเดียวกันอย่างกะทันหัน พับกองลงบนพื้นที่ยังคงมีประกายอัคคีเผาผลาญนั่น คล้ายดั่งว่าสายใยชีวิตของพวกมันถูกตัดขาดลงโดยพร้อมกัน ทั้งยังกระชากลมหายใจพวกมันไปด้วย

 

ประตูแห่งความมืดบนท้องนภาเองก็ปิดลงพร้อมเสียงคำรามโหยหวน เป็นเสียงคำรามเปี่ยมโทสะสะท้านฟ้า ประตูปิดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นอันตรธานหายไปในห้วงเวหา

บนพื้นดิน ประกายแสงไฟที่แผ่ออกเป็นวงกลมรอบรัศมีร้อยจั้งในหุบเขา ณ ส่วนลึกของดวงไฟ เฮยหลางพุ่งทะลวงเข้าไป คว้าจับชิ้นกระดูกขาวที่ฝังไว้ด้วยเมล็ดพันธุ์นั้นไว้ได้

 

ยามเมื่อสัมผัสถูก ชิ้นส่วนกระดูกท่อนนั้นพลันสลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา หลงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์สีเขียวเรืองที่กลับไม่ได้ถูกทำร้ายจากพลังใดๆ ร่วงตกลงบนฝ่ามือของเฮยหลาง

 

ชั่วขณะนั้น เฮยหลางพลันร่างสะท้านเฮือก ก่อนจะส่งเสียงโหยหวนจนน่าสั่นผวาออกมา

 

“อ๊ากกกกก……”

 

เสียงหวนโหยเยียบเย็นถ่ายทอดออกไปไกล ราวกับเสียงร้องอันสิ้นหวังของสัตว์ป่า เปลวไฟสีดำพลันลุกโพลงออกจากร่างของชายหนุ่ม เผาผลาญอย่างบ้าคลั่ง

 

ที่น่าแปลกก็คือ ไฟสีดำแผดผลาญทำลายเลือดเนื้อและกระดูก แต่มิได้เผาทำลายเสื้อผ้าของเขา

 

เฮยหลางรู้สึกเหมือนร่วงตกลงสู่ขุมอเวจี คำรามก้องฟ้า เลือดและเนื้อทั่วร่างล้วนถูกเปลวไฟสีดำทมิฬเผาไหม้จนหนังลอกเนื้อละลาย  โลหิตสดๆ ที่หลั่งไหลเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพร่าเลือน ณ จุดชี่ไห่ตรงท้องน้อยของเขาพลันปรากฏเงาเลือนรางอันเจิดจ้าจับตาขึ้นแผ่นหนึ่ง ทว่าเปลวไฟสีดำยังคงลามเลียเผาผลาญไปกระทั่งเงาเจิดจ้าแผ่นนั้น เผาทำลายจนแตกกระจายเป็นเศษชิ้นส่วน ไม่นานก็สลายหายไปท่ามกลางเงามืด

 

เมื่อมองดู ทั้งหมดทั้งมวลของเฮยหลาง จวบกระทั่งดวงวิญญาณล้วนถูกไฟทมิฬนี้หลอมจนแตกสลาย กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย….