0 Views

กล่าวไป อาวุโสอ้วนเป็นคนแรกที่กลับเข้านั่งประจำที่ด้วยไม่อาจอดทนรอ

 

อวิ๋นโส่วหยางและอาวุโสผอมสบตา จากนั้นเข้านั่งประจำที่

 

กองไฟเผาไหม้แช่มช้า ให้ความสว่างแก่บริเวณโดยรอบ ทั้งยังสาดส่องริ้วรอยบนใบหน้าหง่อมชราของหมอผีคนเถื่อนจนเป็นร่องลึก  ทั้งรอยเหี่ยวย่นและรอยสักประหลาดแปลกตา ล้วนปรากฏออกมาอย่างชัดเจน มองไปราวกับสัตว์ปีศาจอันแก่หง่อมตัวหนึ่ง นัยน์ตาเปี่ยมความระแวดระวังอันจะไม่มีวันเสื่อมสลาย

 

สายตาของหมอผีกวาดมองอาวุโสทั้งสาม จากนั้นค่อยๆ เดินไปยังข้างกองไฟ  ทรุดลงนั่งยังตำแหน่งว่างที่เหลือที่สุดท้าย ระหว่างการเคลื่อนไหวยังหอบหายใจหลายครั้ง เสียงหอบหายใจหนักหน่วงฟังเหมือนเสียงสัตว์ปีศาจคร่ำครวญ ราวกับร่างเนื้ออันคร่ำคร่านี้ไม่อาจทานทนการออกแรงได้

 

อวิ๋นโส่วหยางรอคอย “หมอผีอัคคี” นั่งประจำตำแหน่งอย่างอดทน จากนั้นกล่าวเสยงหนัก “เริ่มกันเถอะ…”

 

“ช้าก่อน!” ทันใดนั้น เสียงต่ำลึกเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดอวิ๋นโส่วหยาง

 

อาวุโสทั้งสามแห่งสำนักเทพไตรโลกเงยหน้าขึ้นมองหมอผีอัคคีพร้อมกัน เพียงมองเห็นเฒ่าคนเถื่อนค่อยๆ ยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างแช่มช้า กลับชี้ไปยังข้างกายอวิ๋นโส่วหยาง “คนผู้นั้น ให้มันไปซะ!”

 

อาวุโสอ้วนผอมทั้งสองขมวดคิ้วแน่น อวิ๋นโส่วหยางแค่นเสียง “เฮยหลางคือคนสนิทของข้า นอกจากนั้นวิชาฝีมือยังมีกรรมวิธีลับสามารถควบรวมผลึกวิญญาณโลหิต ของสิ่งนัันมีประโยชน์ใช้สอยอันใดต่อคำสาปเทพจุติ ท่านนักบวชเองคงมิใช่ไม่รู้กระมัง?”

 

ดวงตาเก่าคร่าของหมอผีไฟแวววาวสะท้อนเงาอัคคีที่เบื้องหน้า กลิ่นอายกลับราววาบวับอย่างพิสดาร คล้ายกับบังเกิดกองไฟสองกองแผดผลาญออกมาจากร่างของเขา เพียงสามารถได้ยินเสียงชายชรากล่าวเน้นเนิบช้า “ข้าไม่เชื่อใจมัน!”

 

อวิ๋นโส่วหยางเลิกคิ้วสูงชัน แววตาสะท้อนประกายกรุ่นโกรธ พร้อมกันนั้นกล่าวออกมาด้วยเสียงเย็น “ตามในบันทึกคัมภีร์โบราณของสำนักเทพ ยามร่ายเวทคำสาปเทพจุติ  หากมีผู้ที่มีพลังเลือดวิญญาณผลาญผลึกคอยช่วยเหลือทางด้านข้าง อย่างน้อยยังสามารถประกันความมั่นใจส่วนหนึ่ง กลับไม่ทราบท่านนักบวชกลับมีความเห็นเป็นอื่นด้วย?”

 

“หนึ่งส่วน!” อาวุโสอ้วนผอมต่างหวั่นไหวขึ้นมา ชัดเจนว่าความมั่นใจหนึ่งส่วนที่ไม่น่าอยู่ในสายตานี้ สำหรับกับพวกเขาแล้วมีความมากมายมหาศาลอย่างที่สุด เพียงไม่ทราบว่าคำสาปเทพจุตินี้ที่แท้เป็นวัตถุใด จึงทำให้พวกมันที่มีศักดิ์ฐานะระดับนี้ต้องยากลำบากไม่น้อย เมื่อได้ฟังอวิ๋นโส่วหยางอธิบาย สีหน้าของคนทั้งคู่เผยแววยินดี อาวุโสอ้วนทนไม่ไหวต้องเอ่ยย้ำถามจากอวิ๋นโส่วหยาง “มีของดีปานนี้ เจ้าไฉนไม่บอกกล่าวข้ากับเจ้าผอมให้ชัดเจนแต่แรก?”

 

อวิ๋นโส่วหยางผงกศีรษะให้น้อยๆ สายตาตกลงบนร่างหมอผีที่นั่งข้างกองไฟฝั่งตรงข้าม สายตาทอประกาย ขณะกำลังจะเอ่ยปาก กลับพลันได้ยินเสียงแหบพร่าของหมอผีชราขัดขึ้นอีกครา “ข้าไม่เชื่อใจมัน!”

 

ครั้งนี้ กระทั่งอาวุโสอ้วนผอมต่างเริ่มรู้สึกไม่เข้าตาขึ้นมาแล้ว พวกมันทั้งสองศักดิ์ฐานะในแดนเทพภาคกลางสูงส่งปานใด นัยน์ตามยามนี้ต้องทอประกายเย็นเยียบออกมา

 

อวิ๋นโส่วหยางขมวดคิ้วกล่าว “เช่นนั้นท่านคิดทำอย่างไร?”

 

“ให้มันไป!” เสียงพร่าต่ำของหมอผีก้องสะท้อนหุบเขารกร้าง คล้ายดั่งราชันสัตว์ปีศาจผู้ใกล้สิ้นลม แม้แก่คร่าปรำปราหากทว่าเปี่ยมอานภาพน่าเกรงขาม “หากต้องให้มันรั้งอยู่จริง ก็ต้องให้ข้าปลูก “มนต์อัคคีดำ” ใส่มันก่อน สัตย์สาบานจะไม่มีทางกระทำการในทางร้ายต่อเรื่องคำสาปเทพจุติเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถูกไฟดำผลาญชีพ เผาสิ้นทั้งเลือดและกระดูก สะบั้นวิญญาณ นับแต่นี้ไม่อาจเข้าสู่วัฏฏะ ต้องทนทุกข์ทรมาณจากเพลิงดำตลอดกาล เช่นนี้…ข้าถึงจะวางใจ”

 

อวิ๋นโส่วหยางพลันบังเกิดโทสะพลุ่ง ลุกขั้นในฉับพลัน สายตาจับจ้องเขม็งไปยังหมอผี “เจ้าถึงกับคิดใช้วิชาภูติผีผีศาจชั่วร้ายกับศิษย์ข้า!”

 

หมอผียิ้มเย็น สายตาหลุบลงไม่สนใจความโกรธแค้นของอวิ๋นโส่วหยางแม้แต่น้อย ในสายตาอันเฬ่าชราคล้ายผ่านพบคลื่่นลมนับไม่ถ้วนมาชั่วชีวิต มาถึงวันนี้ คงหลงเหลือเพียงกองไฟที่ลุกไฆมเผาไหม้เท่านั้น

 

ทันใดนั้นเอง ที่ข้างกายของอวิ๋นโส่วหยางพลันดังขึ้นด้วยเสียงหนึ่ง มาจากอาวุโสผอมดำร่างเหี่ยวแห้งนั้น น้ำเสียงเฉื่อยชากล่าวว่า “คำพูดของท่านนักบวช นับว่าไม่ผิดพลาดอันใด”

 

อวิ๋นโส่วหยางสะบัดศีรษะกลับไป สายตาเจือแววตื่นตระหนกปนโกรธแค้น จ้องเขม็งไปทางอาวุโสผอม ทว่าสีหน้าอาวุโสผอมปราศจากความเกรงกลัว เพียงจ้องกลับมาอย่างเฉยเมย

อีกทางด้านหนึ่ง หมอผีส่งเสียงหัวร่อประหลาดพิกลออกมาแผ่วเบาคราหนึ่ง เสียดแทงใบหูราวกับเสียงภูติคร่ำ เบนสายตามองมาทางด้านนี้ อวิ๋นโส่วหยางสูดลมหายใจลึก หันหน้ากลับมามมองยังอาวุโสอ้วน ขณะคิดกล่าววาจา อาวุโสอ้วนกระแอมไอออกมาเล็กน้อย จากนั้นกล่าวต่อเขาว่า “พี่อวิ๋น ข้าเองก็คิดว่าเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยใดๆ คำพูดของท่านนักบวชฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง” กล่าวจบ คล้ายยามปกติเขาและอวิ๋นโส่วหยางนับว่ามีความสัมพันธ์ไม่เลว ดังนั้นหลังครุ่นคิดชั่วขณะ ค่อยกล่าวเสริมต่ออีกหลายคำเพื่อช่วยประนีประนอม “จะว่าไป พวกเราต่างก็รู้จัก “มนต์อัคคีดำ” ถึงแม้ชั่วร้ายอำมหิต แต่ว่าที่จริงนับเป็นคำสัตย์สาบานอย่างหนึ่ง ขอเพียงเด็กน้อยนี้ไม่ตระบัดสัตย์ คำสาปแช่งนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่เกิดขึ้น ทั้งยังไม่มีผลร้ายอันใด”

 

อวิ๋นโส่วหยางชัดเจนว่าคาดไม่ถึงว่าอาวุโสอ้วนจะกล่าวเช่นนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง จากศักดิ์ฐานะและภูมิรอบรู้ของมัน แน่นอนว่าย่อมรู้จักคำสาปมนต์อัคคีดำเป็นอย่างดี แม้ที่อาวุโสอ้วนกล่าวออกมาจะไม่ผิดพลาด ทว่าคำสาปชั่วร้ายพิสดารอันลี้ลับที่มาจากชนเผ่าทางแดนใต้เช่นนี้ ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 

ขณะที่เขาครุ่นคิดใคร่ครวญ ต้องการบอกให้เฮยหลางจากไป พลันทางด้านหลังกลับปราฏเสียงเฮยหลางแว่วมา “อาจารย์ ข้ายินดี”

 

ทันทีที่กล่าวออก ทั่วบริเวณรอบกองไฟเงียบสงัดลง สายตาของคนทั้งหมดมองไปยังบุรุษหนุ่มชุดดำปลอด รวมทั้งหมอผีคนเถื่อนด้วย สายตาอันทรงภูมิปฏิภาณและคร่ำหวอดตกลงบนร่างของเฮยหลาง

 

อวิ๋นโส่วหยางขมวดคิ้วกล่าว “นี่มีความเสี่ยงอยู่…”

 

เฮยหลางคุกเข่าลงกับพื้น ร่างตั้งตรงดุจคันทวน กล่าวโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “เรื่องราวสำคัญใหญ่หลวงของอาจารย์ ศิษย์เสี่ยงอันตาายเล็กน้อย ไม่คู่ควรให้ถือสา”

 

อวิ๋นโส่วหยางจับจ้องลึกล้ำไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ของอีกฝ่าย ผ่านความเงียบงันชั่วครู่ พลันสูดลมหายใจลึก “ดี!เจ้านับเป็นศิษย์ประเสริฐของข้า ข้านับว่าดูคนไม่ผิด”

 

เฮยหลางนิ่งงันไม่ตอบคำ

 

อวิ๋นโส่วหยางนั่งลงประจำที่ กล่าวเสียงหนัก “เจ้าเข้าไป”

 

เฮยหลางรับคำคราหนึ่ง ร่างยืนหยัดขึ้น เดินอ้อมกองไฟไปยังเบื้องหน้าหมอผี จากนั้นทำเช่นเดียวกันก่อนหน้า คุกเข่าลงอย่างสงบตรงข้างกายหมอผีเฒ่า

 

ดวงตาคร่ำโลกของหมอผีอัคคีกวาดมองบุรุษหนุ่มชุดดำ กระทั่งผู้อาวุโสชนชั้นมันในยามนี้ยังต้องทอประกายชื่นชมออกมาในแววตาอย่างไม่อาจเก็บซ่อนอยู่หลายส่วน

แต่ยังเห็นได้อย่างชัดเจน ความชื่นชมนี้ยังไม่อาจโยกคลอนการตัดสินใจของมันได้

 

ภายใต้สายตาจับจ้องของสามอาวุโส พิธีกรรมสั้นๆ อันสุดพิสดารเกิดขึ้น หมอผีอัคคียื่นมือเข้าไปในกองอัคคีที่เผาไหม้อยู่นั้น นิ่งไว้ชั่วครู่จึงชักออกมา ใจกลางฝ่ามือกลับเป็นกลุ่มเปลวไฟดวงหนึ่งสุกสว่าง เลือดเนื้อบนฝ่ามือที่ถูกแผดเผาคล้ายไม่บังเกิดปฏิกิริยาอันใดต่อความร้อน จากนั้น ผู้คนทั้งหมดล้วนได้ยินหมอผีพึมพำท่องบ่นคำสาปปรำปราอันลี้ลับ