0 Views

ชายชราเค้าหน้าสดใสขมวดคิ้ว ใบหน้าเผยแววความไม่ยินดี กล่าวเรียบเฉื่อย “อาศัยที่มันนำผลึกวิญญาณโลหิตมาสามชิ้น เพียงพอกระมัง?”

 

ชายชราผอมดำสีหน้าเย็นชา ดูไปไม่เกรงกลัวอาวุโสอวิ๋นโส่วหยางอันใด ยังคิดกล่าวกระไร กลับได้ยินอาวุโสร่างอวบอ้วนที่ด้านข้างเอ่ยปากไกล่เกลี่ย “เอาเถอะเอาเถอะ เด็กน้อยนี้สามารถเอาผลึกวิญญาณโลหิตมาได้ ไม่ต้องกล่าวว่ามีส่วนช่วยอย่างยิ่งต่อคำสาปเทพ วิชาฝีมือเองย่อมต้องเข้ากันได้กับคำสาปเทพจุติ นับว่าวาสนาประทานมาแก่ทุกผู้คน ยิ่งไม่ได้แก่งแย่งช่วงชิงมาจากเจ้า ตาเฒ่าผอมก็อย่าได้ปากมากแล้ว”

 

อาวุโสร่างผอมแค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง ปิดตาลงไม่กล่าววาจาอีก  อวิ๋นโส่วหยางส่งยิ้มเล็กน้อยให้แก่อาวุโสร่างอ้วนคราหนึ่ง อาวุโสร่างอ้วนเองก็ส่งหัวเราะกลับสั้นๆ

 

อวิ๋นโส่วหยางยกมือกวักเรียกเฮยหลาง เฮยหลางก้าวเดินเข้าหา คุกเข่าลงนั่งทางด้านข้างค่อนไปทางหลังของอวิ๋นโส่วหยาง จากนั้นล้วงกริชสีดำล้วนด้ามหนึ่งออกจากทรวงอก วางไว้บนพื้นดิน

 

ตำแหน่งด้านหน้าสามนิ้วของกริชที่วางลงพื้น ประดับไว้ด้วยผลึกสีโลหิตจัดจ้าตลอดชิ้น มองไปดูสุกสว่างประดุจอำพันชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ติดแน่นอยู่บนกริชเล่มนั้น

 

สายตาอวิ๋นโส่วหยางกวาดมองผลึกสีแดงชิ้นเล็กนั่นรอบหนึ่ง พร้อมกับกวาดเลยไปมองยังเฮยหลาง ประกายนัยน์ตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง ผงกศีรษะให้มันเล็กน้อย

 

เฮยหลางไม่กล่าวกระไร นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายชายชราเช่นนั้น รอคอยอย่างเงียบงัน จวบกระทั่งสายตาของเขากวาดมองไปยังพื้นดินเบื้องหน้าตนเอง พลันพบว่าในที่ห่างไปไม่ไกล ในกลุ่มหญ้ารกพงเล็กๆ ปรากฏดอกเหอฮวน (สุขนิวาส) สีแดงอกหนึ่งกำลังเบ่งบานชูช่อ

 

ชายหนุ่มมองดูบุปผาดอกนั้นชั่วครู่ ค่อยเบนสายตาไป

 

ค่ำคืนอันมืดมนนี้ราวยาวนานเป็นพิเศษ กระทั่งแสงไฟยังคล้ายเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงไปในช่วงเวลานี้ ความมืดมนอนธกาลอันไร้ขอบเขตห้อมล้อมทั่วทั้งหุบเขา ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ฉับพลัน ผู้คนทั้งสี่ที่นั่งข้างกองไฟต่างเงยหน้าขึ้นโดยพร้อมเพรียง

 

ในห้วงความมืดอันลึกล้ำห่างออกไป ณ สถานที่อันไม่ทราบนามเรียกขาน พลันแว่วเสียงกลองลั่นอันสั่นสะท้านจิตใจผู้คน

 

กองไฟที่เบื้องหน้าของทั้งหมด เปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้โชติช่วงพลันกลับกลายเป็นสั่นไหวอย่างรุนแรง เปลี่ยนแปลงเป็นสับสนวุ่นวาย สาดกระจายสะเก็ดไฟออกมานับไม่ถ้วน!

 

หากกองไฟสามารถมีชีวิต เช่นนั้นกองเพลิงนี้คงกำลังคำรามคำรณด้วยความพิโรธ ทั้งยังคล้ายกำลังผวาสั่นพรั่นกลัว  สะท้านกรรโชกไหวอยู่ตรงนั้น….

 

เสียงฝีเท้าหนักทึบแว่วมาในหุบเขาอย่างฉับพลัน ก้าวต่อมายิ่งย่นระยะใกล้เข้ามามหาศาล จากนั้นภายในไม่กี่ก้าว คล้ายข้ามผ่านระยะห่างอันกว้างไกล เข้ามาจนถึงเขตใกล้กองไฟ

 

เสียงจังหวะกลองเร่งเร้าตลอดเวลา ทั้งยังยิ่งมายิ่งกระชั้น ส่งผลให้จังหวะเต้นของหัวใจต้องระทึกตามไปด้วย

 

ผ่านไปชั่วขณะ เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่ง ค่อยๆก้าวเดินออกมาจากความมืด

 

แสงไฟพลันหม่นทีบไปชั่วขณะ เพราะบรรดาดวงไฟทั้งมวลพลันค้อมคารวะ คล้ายกำลังแสดงความนอบน้อมต่อผู้มาถึง พร้อมกันนั้น เงาร่างคนผู้นั้นคล้ายโบกไม้โบกมือ เปลวไฟทั้งมวลกลับลุกสว่างไสวอีกครา สว่างโชติช่วงเทียมฟ้า เพียงพริบตาทวีความร้อนแรงขึ้นหลายเท่า ให้แสงสว่างทั่วรัศมีสิบจั้ง

 

เฮยหลางเงยหน้าขึ้น สายตาตกลงบนร่างสูงใหญ่ที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามานั้น

 

ผู้มาเป็นชายชราแก่หง่อมผมเผ้าขาวโพลนอีกผู้หนึ่ง ทว่ามันกลับมิใช่ชนเผ่านักบวชแห่งแผ่นดินเทพนี้ ส่วนสูงของมันดูไปยังสูงกว่าคนทั่วไปครึ่งศีรษะ  ทั้งยังดูคล้ายกำลังขดงอร่างลง ท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรง

 

ฝ่ามือผู้เฒ่ากุมท่อนไม้หนาท่อนหนึ่ง หนักหน่วงสุดเปรียบปาน บนนั้นสลักไว้ด้วยลวดลายเปลวไฟสีแดงจ้า เขี้ยวทั้งสองอันคมปลาบงอกยาวยื่นออกมาจากมุมปาก  ไม่ทราบเป็นเพราะผ่านพ้นคลื่นลมมามากมายในชีวิตหรือไม่ คมเขี้ยวนั้นกลับแปรเปลี่ยนจากสีขาวราวหิมะเป็นสีหม่นเทา

 

ทั้งบนใบหน้าของคนผู้นี้ ยังถูกสักไว้ด้วยลวดลายบุปผาสีดำเข้มนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับอัคคี ดูภายนอกน่ากลัวอยู่บ้าง

 

นัยน์ตาเฮยหลางหดลีบลงช้าๆ ภายในใจพลันลั่นเตือนด้วยคำๆหนึ่ง : คนเถื่อน!

 

คนเถื่อนมีถิ่นพำนักทางตอนใต้ของแผ่นดินเทพภาคกลางนี้ ครอบครอง “ดินแดนแห่งความวุ่นวาย” อันกว้างขวางสุดประมาณ เป็นเผ่าพันธุ์อันแปลกประหลาดที่โดดเดี่ยวตนเองออกจากเผ่ามนุษย์

 

ในอดีตกาลเนิ่นนานปีที่ผ่านมา

เหล่านักบวชเผ่ามนุษย์และคนเถื่อนแม้มิได้ก่อคดีนองเลือดหรือความแค้นลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ทว่าระหว่างทั้งสองกลับไม่นับว่าลงรอยกันเท่าใด

เช่นในยามนี้ เมื่อมองไปยังผู้เฒ่าคนเถื่อนแก่หงำเหงือกผู้นั้น ยามที่เขาก้าวเดินผ่านแผ่นไม้ท่อนนั้น สายตาที่กวาดผ่านป้ายไม้สลักลายต้นไม้ยักษ์ ในแววตาทอแววเหยียดหยามดูแคลนอย่างแสนจะแจ่มชัดออกมาสายหนึ่ง

 

และในขณะนี้เอง ที่ทางด้านหลังของชายชราแก่หง่อมผู้นี้ กลับพลันปรากฏเงาร่างสูงใหญ่โตเหี้ยมหาญอันพิสดารขึ้นเจ็ดร่าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาก็คือนักรบเผ่าคนเถื่อน แต่ละคนแต่ละคนล้วนไม่ต่างจากขุนเขาขนาดย่อม มัดกล้ามเนื้อที่นูนเด่นออกราวกับสามารถรีดเค้นพลังออกมาไม่สิ้นสุด เกรงว่าต่อให้เป็นมือเปล่า แม้แต่สัตว์ปีศาจธรรมดาทั่วไปยังไม่ใช่คู่มือ

 

เพียงแต่ท่าทางเคารพนบนอบที่นักรบเหี้ยมดุดันทั้งเจ็ดมีต่อชายหง่อมชราที่เบื้องหน้าของพวกเขาดูนอบน้อมคารวะอย่างไม่ธรรมดา เมื่อเห็นผู้ชราโบกไม้โบกมือ ต่างหยุดยั้งลงในความมืด มิได้ก้าวเข้ามาใกล้อีก

 

สายตาของเฮยหลางหวนกลับมายังร่างชายแก่อีกครั้ง ภายในใจครุ่นคิด ฟังมาว่าเหล่าคนเถื่อนมีตำแหน่งหมอผีสืบต่อกัน ศักดิ์ฐานะสูงส่งเป็นหัวหน้าเผ่า บางทีตาเฒ่าที่เบื้องหน้านี้ก็คงใช่แล้ว?

 

ชั่วเวลานี้เอง ผู้อาวุโสทั้งสามที่ใบหน้านิ่งสงบไม่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดเบนสายตาไปยังใบหน้าของชายหง่อมชรานั้น ผ่านไปชั่วครู่ อวิ๋นโส่วหยางจึงผงกศีรษะแก่เขา “ได้ยินนามกระเดื่องของ “หมอผีอัคคี” มานาน วันนี้ได้พบ ท่านนับว่ามีพลังเกินต้านทาน ยิ่งพลังจิตอัคคียิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ เลื่อมใส เลื่อมใส”

 

ชายหง่อมชราหัวเราะเบาๆ คำหนึ่ง เสียงต่ำลึกพร่าราวเสียงคำราม คล้ายดั่งเสียงที่ลอยมาตามลม ส่งผลให้คนต้องขนลุกขนพอง “ในสายตาพวกเจ้านักบวชเผ่ามนุษย์ พวกเราล้วนเป็นคนเถื่อนไร้อารยะ ยังเลื่อมใสจากที่ใดได้?”

 

อวิ๋นโส่วหยางหัวเราะเฉื่อย “พวกเราต่างเข้าสู่สำนักเทพทั้งสาม ยิ่งมีสายตาอันเท่าเทียมต่อสรรพชีวิตทั้งสามโลก ไร้ซึ่งความคิดไร้สาระเรื่องการแบ่งแยกอันใด”

 

ชายหง่อมชราเผ่าคนเถื่อนหัวเราะเบาคำหนึ่ง ไม่กล่าวว่าอะไร

 

อวิ๋นโส่วหยางกล่าวต่ออีกว่า “นำของมาหรือไม่?”

 

เฒ่าคนเถื่อนสอดมืออันใหญ่โตเข้าไปในอกเสื้อ ล้วงควานอยู่พักหนึ่ง จากนั้นล้วงเอาสร้อยคอออกมาเส้นหนึ่ง ร้อยประดับด้วยกระดูกขาวอัญมณี ตรงกลางยิ่งเป็นกระดูกขาวใหญ่ชิ้นหนึ่ง ถูกเจาะทะลุเป็นรูเล็กหนึ่งตรงกึ่งกลาง  ภายในบรรจุไว้ด้วยวัตถุประหลาดพิกลที่กำลังกะพริบแสงพิสดาร ส่วนปลายทั้งสองข้างนูนออก ดูภายนอกคล้ายเมล็ดพืช ทั้งยังมีสีเขียว กลับเหมือนเมล็ดพืชอันไม่ทราบพันธุ์ มองจากที่ไกลคล้ายไม่มีที่ใดแปลกประหลาด เพียงทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเปี่ยมพลังชีวิตที่แผ่ขยายออกมาจาก “เมล็ด” นั้นไม่หยุดยั้ง

 

สิ่งของเมื่อเผยโฉม  อาวุโสทั้งสามต่างสูดลมหายใจเฮือก ลุกขึ้นยืนในเวลาเดียวกัน สายตาทั้งหมดตกลงบนกระดูกขาวโพลนชิ้นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เมล็ด” อันนั้น จับจ้องไม่วางตา

 

ผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ ทั้งสามถอนสายตากลับ ผงกศีรษะน้อยๆ โดยพร้อมเพรียง ดูท่ายืนยันว่าไม่แปลกปลอมแล้ว

 

อาวุโสร่างอ้วนตื่นเต้นที่สุด ยื่นเหยียดฝ่ามือออก สีหน้าตื่นเต้นตระหนก “ในเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเราก็รีบลงมือเถอะ”