0 Views

อวิ๋นเสี่ยวชิงเม้มปาก จากนั้นใบหน้าพลันปรากฏแววกระวนกระวาย ถอนใจเบาคราหนึ่ง กล่าวงึมงำ “หากเขารู้เรื่องนี้ ที่แท้จะคิดอย่างไร จะชอบหรือไม่?”

 

พูดไป หญิงสาวก็ขบริมฝีปากไป ฝ่ามือข้างหนึ่งวางลงบนท้องน้อยของตนเองโดยไม่รู้ตัว

 

อวิ๋นเจี้ยนยิ้มเล็กน้อย “น้องสาวโง่ เจ้าวางใจเถอะ เฮยหลางย่อมต้องยินดีแน่นอน”

 

อวิ๋นเสี่ยวชิงคล้ายลังเลไม่แน่ใจ กล่าวถามพี่ชาย “พี่ใหญ่ ท่านรู้ได้อย่างไร?”

 

อวิ๋นเจี้ยนสลายรอยยิ้ม สั่นศีรษะปลอบหญิงสาว “เจ้ากับเขารักใคร่ชอบพอกันแต่เล็ก จวบกระทั่งเติบใหญ่ปานนี้ ความสัมพันธ์นี้ผู้อื่นแม้ไม่เข้าใจ แต่ตัวเจ้าเองยังไม่เชื่อใจเขางั้นหรือ? ยังมี พวกเราเหล่าผู้บำเพ็ญพรต ขโมยพลังฟ้าดินมาเป็นเปลี่ยนเป็นกำลังอันไร้ต้านทาน ต้องแลกด้วยการสืบทายาทอันยากลำบาก ยิ่งระดับพลังเต๋ายิ่งสูงส่งยิ่งเป็นเช่นนั้น เจ้าวันนี้สามารถตั้งครรภ์ทารกของมันคนหนึ่งแต่เนิ่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีปานไหน หรือมันยังจะไม่พอใจด้วย?”

 

แววตาอวิ๋นเสี่ยวชิงสาดประกายวูบ นัยน์ตาสุกใสกระจ่างคล้ายปรากฏระลอกกระเพื่อมชั้นหนึ่ง ทั้งเจิดจ้าทั้งลึกล้ำยิ่ง ผ่านไปชั่วครู่ สุดท้ายนางจึงผงกศีรษะหนักแน่น บนใบหน้าเผยแววยิ้มแย้มอีกครา ผงกศีรษะกล่าว “พี่ใหญ่ ท่านกล่าวถูกต้อง”

 

อวิ๋นเจี้ยนหัวร่อ ยื่นมือออกลูบศีรษะน้องสาวด้วยความเอ็นดู “ข้าเองก็รอหลานของข้าลืมตาดูโลกเหมือนกัน ใช่แล้ว ลืมบอกต่อเจ้า เรื่องนี้ท่านพ่อเองก็ทราบแล้ว”

 

“อา!” อวิ๋นเสี่ยวชิงสะท้านเฮือก ใบหน้าแดงก่ำอย่างรวดเร็ว ทั้งอับอายระคนโกรธแค้น กล่าวเสียงขุ่น “พี่ใหญ่ ท่านทำไมปากสว่างแบบนี้ อย่างนี้ข้าต้องถูกท่านพ่อดุด่าตายแน่”

 

อวิ๋นเจี้ยนหัวเราะ “ท่านพ่ออยู่ดีๆด่าเจ้าทำอะไร บอกต่อเจ้าตามตรง เรื่องนี้ทำท่านพ่อยินดียิ่ง!”

 

อวิ๋นเสี่ยวชิงเบิกตากลมกว้าง กล่าวถามไม่เชื่อถือ “จริงหรือ?”

 

อวิ๋นเจี้ยนกล่าว “นั่นย่อมแน่นอน ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเหตุใดเฮยหลางสามารถเข้าสู่เขตต้องห้ามหุบเขา กระทั่งสามารถเข้าไปในเขตปะรำพิธีคำสาปเทพจุติได้? ต่อให้บนร่างเขามีวิชาลับที่สามารถครอบสะกดผลึกวิญญาณเอาไว้ได้ก็ตาม แต่ว่าช่วงเวลาสำคัญที่ต้องระมัดระวังอย่างที่สุดนี้ คิดไม่ให้เขาเข้าร่วมก็ยังได้”

 

อวิ๋นเสี่ยวชิงเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านหมายความว่า ท่านพ่อเองก็คิด…”

 

อวิ๋นเจี้ยนหัวเราะพลางกล่าวต่อ “นั่นย่อมเป็นเพราะหลังท่านทราบว่าตนเองใกล้มีหลาน สุดท้ายมองเฮยหลางเป็นคนในครอบครัวที่แท้จริง พวกเราทั้งสองฝึกวิชาที่ขัดแย้งกับคำสาปเทพจุติ ไม่อาจเข้าใกล้หุบเขา เฮยหลางกลับมีสายเลือดผลาญผลึกวิญญาณโลหิต พอดีสามารถเข้าใกล้คำสาปเทพ เช่นนี้แล้วหากไม่รีบส่งเสริมว่าที่ลูกเขยในอนาคตสักครา ยังจะส่งเสริมผู้ใดได้?”

 

สีหน้าอวิ๋นเสี่ยวชิงปรากฏแววยินดีซาบซึ้ง ผงกศีรษะไม่หยุดยั้ง สายตาทอดมองยังหุบเขามืดมิด สองมือวางประสานทรวงอก อธิษฐานเสียงแผ่วเบา “ขอให้ทุกอย่างราบรื่น ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย”

 

เมื่อเอ่ยคำอธิษฐานจบ สายตาหญิงสาวกวาดรอบบริเวณ พลันพบเห็นสิ่งหนึ่ง ต้องอุทานดัง “อา” ออกจากปาก เสียงอุทานเจือด้วยความแตกตื่นยินดี อวิ๋นเจี้ยนมองจากด้านข้าง เพียงเห็นอวิ๋นเสี่ยวชิงเดินไปทางหนึ่ง กลับก้มลงเก็บวัตถุหนึ่งขึ้นมาจากพงหญ้ารกครึ้ม

 

อวิ๋นเจี้ยนมองสำรวจโดยละเอียด พบเห็นบุปผาสีแดงดอกหนึ่ง อวิ๋นเสี่ยวชิงแย้มยิ้มเบิกบาน กล่าวต่ออวิ๋นเจี้ยน “พี่ใหญ่ ท่านดู ดอกเหอฮวน (สุขนิวาส) บานแล้ว”

 

อวิ๋นเจี้ยนยักไหล่ ดอกเหอฮวนพบเห็นทั่วไปในป่า ตามขุนเขาทุ่งหญ้าล้วนสามารถเจอะเจอ ไร้ซึ่งพลังวิญญาณ ทั้งมิใช่หญ้าสมุนไพรวิเศษ กับผู้ฝึกเต๋าไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นเอ่ยปากอย่างไม่สนใจ “ก็แค่ดอกไม้ป่าทั่วไป จะแตกตื่นประหลาดใจไปทำไมกัน?”

 

อวิ๋นเสี่ยวชิงไม่สนใจชายหนุ่ม เพียงแย้มยิ้มวางบุปผาแดงลงบนใจกลางฝ่ามือเพ่งพินิจ จากนั้นยิ้มแย้มกล่าวคำ “ดอกไม้ดอกนี้บานอย่างงดงามสดใสนัก ต้องเป็นนิมิตหมายที่ดีแน่”

 

ลมราตรีโชยผ่าน กลีบบุปผาสีแดงจัดจ้าใจกลางฝ่ามือนางระริกไหว คล้ายกับกำลังกระซิบกระซาบแผ่ว เฮยหลางเดินเข้าสู่ภายในหุบเขา เส้นทางเดินตอนแรกนำทางมาถึงยังเส้นทางน้อยอันขรุขระระหว่างเขาสองลูก แต่พร้อมกับที่ชายหนุ่มเข้าไปภายใน เส้นทางราวกับขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ที่น่าประหลาดก็คือ ชายหนุ่มเดินทางโดยปราศจากซึ่งแสงไฟใดๆ ทั่วบริเวณล้วนปกคลุมด้วยความมืดทั้งแผ่นผืน แต่กลับไม่มีการเดินผิดทางแม้แต่น้อย ราวกับที่แท้คุ้นเคยต่อภูมิประเทศของสถานที่นี้มาอยู่แล้ว

 

หลังจากก้าวผ่านเส้นทางน้อยมาแล้ว ด้านหน้ายังคงเป็นความมืดมนอนธกาล แต่เฮยหลางคล้ายปรับตัวเข้ากับความมืด ใต้ฝ่าเท้าเปลี่ยนเป็นพื้นราบเรียบ สถานที่นี้ก็คือใจกลางหุบเขา เนื่องเพราะสาเหตุอันแปลกประหลาด หุบเขานี้ดูไปธรรมดาสามัญ ทว่ากลับไม่อาจมีพืชพรรณสมุนไพรวิเศษใดสามารถงอกเงยบนหุบเขานี้ได้เลย พรรณไม้ใบหญ้าที่มีล้วนเป็นพืชพรรณปรกติ เช่นดอกเหอฮวนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปจำพวกนั้น

 

และเพราะเหตุนี้ เมื่อเผชิญการตรากตรำจากดวงอาทิตย์ หุบเขาลูกนี้จึงยิ่งโดดเดี่ยวแห้งแล้ง จึงเป็นที่มาของชื่อหุบเขา

 

เฮยหลางยังคงคืบไปเบื้องหน้า จนกระทั่งมองเห็นส่วนใจกลางของใจกลางของหุบเขาในที่ไกล ลุกโหมเผาไหม้ด้วยแสงไฟสว่างกองหนึ่ง! เมื่อรวมกับสถานการณ์และทัศนียภาพเช่นนี้ ในเขตหุบเขาที่ถูกความมืดดำครอบคลุมไว้ทั้งผืนนี้ ประกายไฟจุดนั้นจึงยิ่งเจิดจ้าสะดุดตา

 

ชายหนุ่มสูดลมหายใจยาวครั้งหนึ่ง ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดในบริเวณเลยนี้ ชายหนุ่มดูไปมีท่าทางประหม่าอยู่บ้าง สายตาจับจ้องเขม็งไปเบื้องหน้า ผ่านไปชั่วครู่ จึงลอบผ่อนลมหายใจออกมาคำหนึ่ง สีหน้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็น จากนั้นสาวเท้าก้าวยาวเข้าหาแสงไฟ

 

ภายใต้ม่านรัตติกาล บรรยากาศในหุบเขาคล้ายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันประหลาดพิกลสายหนึ่ง ไร้รูปไร้สี ถึงกับคล้ายไม่มีอยู่จริง ยามเมื่อผู้คนเคลื่อนผ่าน ต้องบังเกิดความรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ นั่นคล้ายเป็นความรู้สึกเกรงขามและหวาดหวั่นอย่างรุนแรงอันไม่ทราบที่มาและน่าหวาดกลัวชนิดหนึ่ง

 

กลุ่มไฟที่ลุกโชนอยู่กลางหุบเขาเป็นกองไฟกองหนึ่ง หากเชื้อไฟกลับมิใช่ถ่าน แต่เป็นวัตถุประหลาดพิสดาร ทั้งโครงกระดูก ก้อนหิน เส้นขน หญ้าสมุนไพรพิสดาร กระทั่งชิ้นส่วนเลือดเนื้อชิ้นใหญ่อันน่าขนลุก ต่างกำลังลุกไหม้อยู่อย่างเงียบงันเช่นนั้น

 

และหากเดินเข้าไปใกล้ ยิ่งจะพบว่าเชื้อเพลิงอันน่าสยองเหล่านั้น ขณะที่เปลวไฟกำลังลามเลีย จะปรากฏภาพประหลาดออกมาเป็นครั้งคราว ทุกคราที่ปรากฏ จะบังเกิดแรงกระเพื่อมไร้ร่องรอยหากรุนแรงยิ่งระเบิดออก

 

แผ่นไม้สูงราวหนึ่งจั้งแผ่นหนึ่งปักอยู่รอบนอกกองไฟ เป็นเช่นเดียวกับที่เฮยหลางเคยเห็นอันนั้น รูปภาพที่วาดคือต้นไม้ใหญ่ทะลวงภูติเทพนั่น

 

ข้างกองไฟนั่งไว้ด้วยอาวุโสสามคน หนึ่งในนั้นใบหน้าสดใสราวเทพเซียน เค้าบนใบหน้าละท้ายคล้ายอวิ๋นเจี้ยนที่พบพานก่อนหน้านี้อยู่หลายส่วน ตำแหน่งที่นั่งพอดีเป็นตำแหน่งผู้นำ ทางด้านซ้ายของเขานั่งไว้ด้วยอาวุโสศีรษะล้านเลี่ยนร่างอวบอ้วน หางคิ้วกลับทอดยาวลงมาถึงข้างแก้ม ทางด้านขวากลับเป็นบุรุษชราร่างผอมบางแห้งเหี่ยว บนใบหน้าคล้ายมีเพียงหนังหุ้ม ดูไปน่ากลัวอยู่บ้าง

 

เฮยหลางก้าวไปหยุดหน้ากองเพลิง กล่าวคำนับอาวุโสทั้งสาม “คารวะอาวุโสทั้งสาม”

 

คนทั้งสามหันมามองในเวลาเดียวกัน ชายชราหน้าตาสดใสและชายชราร่างอวบผงกศีรษะ มีเพียงชายชราผอมดำเหี่ยวแห้งที่ใบหน้าเย็นยะเยียบ พลันหัวเราะเย็น “อวิ๋นโส่วหยาง เด็กผู้นี้ของเจ้ามีคุณสมบัติใด กลับขวัญกล้าเหยียบเข้ามาในค่ายกลเทพ?”