0 Views

ประกายแสงไฟวาบขึ้นกลางความมืดมิด

 

ค่ำคืนไร้เดือนดาว เมฆหมอกหนาทึบปราศจากแสงสว่างใด  นอกจากใจกลางหุบเขาอันห่างไกลที่สะท้อนแสงไฟอันหม่นจางแล้ว ทั่วบริเวณแทบทั้งหมดล้วนถูกความมืดมิดไร้สิ้นสุดครอบงำสิ้น

 

ค่ำคืนหนาวเย็น เสียงสายลมหวีดหวิวยังคล้ายแฝงไว้ด้วยไอเย็นเยือกอยู่บ้าง ยามโชยพัดผ่านหุบเขาคล้ายกรรโชกพัดความมืดดำอันแปลกพิกลจนกระเพื่อมไหวเป็นระลอก ส่งให้เห็นลักษณะอันพิเศษเฉพาะของกลุ่มหมอกในหุบเขาแห่งนี้

 

หุบเขากว้างใหญ่ หากเป็นยามกลางวันย่อมสามารถมองเห็นหุบเขาผาสูงชะลูดที่รายล้อมทั่วบริเวณ แต่ในยามรัตติกาล เพียงสามารถมองเห็นเป็นเงาเลือนรางอันโตใหญ่ ประดุจดั่งเงาร่างคนขนาดยักษ์ที่นั่งตระหง่านง้ำอยู่บนผืนดินกว้างใหญ่

 

หว่างกลางขุนเขาชะลูดที่หันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือทิศทางที่ตั้งของทางเข้าสู่หุบเขาหมอกร้างเพียงทางเดียว และภายนอกหุบเขา บนเส้นทางภูเขาอันขรุขระลาดชัน ยามนี้ปรากฏเงาคนผู้หนึ่งก้าวเดินมา

 

ในความมืดมิดพลันอบอวลรังสีฆ่าฟันอันเข้มข้น ด้านหน้าเส้นทางภูเขามีเสียงผู้คนดังขึ้น คล้ายเป็นเสียงงึมงำไม่กี่ประโยค เงาคนที่กำลังก้าวเดินมาชะงักลงชั่วครู่ อาศัยแสงไฟหรุบหรู่ท่ามกลางความมืดนั้น เห็นผู้มาเป็นบุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำตลอดร่างผู้หนึ่ง

 

สีหน้าท่าทีของบุรุษหนุ่มสงบนิ่งเฉย คล้ายไม่บังเกิดความแปลกใจต่อเสียงขัดที่ดังขึ้นกะทันหันแม้แต่น้อย เมื่อฟังเสียงกล่าวแผ่วเบาจากความมืดจบลง เขาก็ใช้น้ำเสียงต่ำลึกเฉกเช่นเดียวกันตอบกลับไปหนึ่งประโยค

 

หนึ่งถามหนึ่งตอบ คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ ยิ่งคล้ายเป็นรหัสลับอันใด

จากนั้น รังสีฆ่าฟันที่ซุกซ่อนในความมืดค่อยล่าถอยไป บุรุษหนุ่มชุดดำจึงเดินหน้าต่อ เพียงแต่ เส้นทางภูเขาช่วงที่เข้าสู่หุบเขาหมอกร้างช่วงนี้ดูไปสงัดนิ่งยะเยียบเย็น หากแต่ภายในค่ำคืนนี้คล้ายเข้มงวดเป็นพิเศษ  การตรวจสอบปรากฏขึ้นโดยตลอดทาง ถึงกับโผล่มาถึงสามครั้ง

 

บุรุษหนุ่มชุดดำโต้ตอบอย่างคล่องแคล่วตลอดทาง รักษาสีหน้านิ่งสงบผ่านตลอดด่าน ท่ามกลางความมืดมิดแห่งรัตติกาลและสายลมราตรี ค่อยๆคืบใกล้เข้าสู่ทางเข้าหุบเขาทีละน้อย

 

มองเห็นทางด้านข้างปากทางเข้าหุบเขา ตั้งไว้ด้วยเนินเล็กอันโดดเด่นอันหนึ่ง ก้อนหินขนาดใหญ่น้อยไม่เท่ากันร่วงกระจัดกระจายบนเนิน พอสังเกตออกถึงเงาร่างสีขาวของคนผู้หนึ้งยืนอยู่บนยอดเนินนั้น

 

บุรุษหนุ่มชุดดำหยุดลงเล็กน้อย นิ่งชะงักอยู่กับที่ไปชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นหมุนกายก้าวเดินขึ้นสู่เนินเขา

 

เนินเขาไร้ซึ่งทางเดิน พุ่มหญ้าหนาแน่นรกเรื้อถูกสายลมราตรีพัดพลิ้วขึ้นลง ยามเมื่อก้าวเดินมาจนเกือบสุดยอดเนิน บุรุษหนุ่มชุดดำมองเห็นแผ่นป้ายไม้แผ่นหนึ่งปักตรึงกับพื้นดินเบื้องหน้า ตั้งแต่บนจรดล่าง สลักไว้ด้วยรูปภาพอันประหลาดพิกล : ด้านบนเป็นเทพเหินบิน ด้านล่างเป็นภูติผี ทั้งหว่างกลางกลับเป็นต้นไม้ใหญ่มโหฬารสุดเปรียบปานทอดสูงค้ำฟ้าคลุมดิน เชื่อมโยงภูติเทพ ดูไปคล้ายเป็นภาพวาดต้นไม้ใหญ่ที่เชื่อมโยงภูติเทพเอาไว้

 

บุรุษหนุ่มชุดดำกวาดตามองแผ่นไม้ จับจ้องภาพวาดนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นเดินมุ่งต่อไปยังเงาร่างสีขาวที่ยืนยกมือไพล่หลังห่างไปด้านหลังแผ่นไม้ประมาณหนึ่งจั้ง

 

ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรีเช่นนี้ อาภรณ์ขาวตลาดร่างย่อมแจ่มชัดในสายตา ยามนี้คนชุดขาวคล้ายได้ยินเสียงฝีเท้า หันกายกลับมา กลับเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามขั้นสุดยอดผู้หนึ่ง เมื่อมองเห็นบุรุษหนุ่มชุดดำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เจ้ามาแล้ว เฮยหลาง (สุนัขป่าดำ)”

 

บุรุษหนุ่มชุดดำที่ถูกเขาเรียกว่าเฮยหลางผงกศีรษะ ก้าวเดินเข้าหา ปากกล่าวว่า “อวิ๋นเจี้ยน เจ้าแต่งตัวแบบนี้ถ้าถูกพ่อเจ้าพบเห็น มิใช่ต้องถูกดุด่าอีกแล้ว”

 

อวิ๋นเจี้ยนใบหน้านิ่งขรึมผ่อนคลาย กล่าวกลั้วยิ้ม “ไร้สาระ คืนนี้เรื่องใหญ่มาถึง ตาแก่มีเรื่องราวมากมายในหุบเขาต้องสะสาง จะมีเวลามากวดขันข้าอีก?”

 

เฮยหลางหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ก้างเดินไปยืนข้างตำแหน่งของอวิ๋นเจี้ยน ทอดตามองไปไกลตา เพียงมองเห็นความมืดเป็นแผ่นผืน นอกเหนือจากกลิ่นอายฆ่าฟันอันเย็นเยียบบาดลึกจากหุบเขาหมอกร้างที่ด้านหลังแล้ว ห่างออกไปล้วนเป็นแนวขุนเขาทอดยาวเรียงราย แม้ไม่อาจทอดทัศนาชัดเจนเช่นยามกลางวัน หากยังคงมองเห็นเค้าความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน

 

อวิ๋นเจี้ยนพลันทอดถอนใจยาวคำหนึ่ง “เฮยหลาง เจ้าเข้าสำนักเทพได้กี่ปีแล้ว?”

 

“หกปีแล้ว”

 

“นานปานนี้”  สีหน้าอวิ๋นเจี้ยนปรากฏแววทอดถอน กล่าวพลางแย้มยิ้ม “ข้ายังจำได้ตอนเจ้าเพิ่งมายังมีสภาพเป็นเด็กหนุ่ม พอดีรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยวชิง ผ่านไปพริบตาเดียว วันนี้พวกเจ้าล้วนเติบใหญ่แล้ว”

 

เฮยหลางหัวเราะออก มิได้เอ่ยคำใด

 

อวิ๋นเจี้ยนกล่าวต่ออีกว่า “ใช่แล้ว เสี่ยวชิงคืนนี้ก็มาแล้ว บางทีอีกเดี๋ยวคงมาถึง เจ้าคิดรอนางหรือไม่?”

 

เฮยหลางสั่นศีรษะ “ผู้อาวุโสมีคำสั่งให้ข้านำส่ง “ผลึกวิญญาณโลหิต” สู่หุบเขา เพื่อใช้สำหรับ “คำสาปเทพ” เกรงแต่ว่าอีกเดี๋ยวคำสาปเทพเกิดเคลื่อนไหว ข้าสมควรออกมาไม่ได้ ยังคงค่อยพบกันเถอะ”

 

คิ้วกระบี่ของอวิ๋นเจี้ยนกระตุกเชิด สีหน้าแสดงออกถึงความประหลาดใจ กวาดตามองเฮยหลางคราหนึ่ง ผ่านไปชั่วครู่จึงกล่าว “วัตถุพิสดารหายากเช่นผลึกวิญญาณโลหิต ยังคงมีแต่เจ้าจึงมีความสามารถกระทำได้ มิน่าเล่าพ่อข้าหลายปีมานี้ให้ความสำคัญกับเจ้า ยังสนิทชิดเชื้อมากกว่าบุตรในสายเลือดเช่นข้าเสียอีก”

 

เฮยหลางเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วมองไปยังอวิ๋นเจี้ยน คนคล้ายคิดกล่าวคำพูดใด ทว่าอวิ๋นเจี้ยนหัวเราะฮาฮาขึ้นมาในเวลาเดียวกัน “เอาเถอะเอาเถอะ ก็แค่เพียงพูดหยอกล้อเล่นเท่านั้น พวกเราพี่น้องมีน้ำใจเช่นไร ข้ายังจะระแวงสงสัยเจ้าหรือ?” พูดไป เขาคล้ายคิดอันใดออก บนใบหน้าพลันปรากฏแววสนุกสนาน กล่าวต่อเฮยหลาง “ใช่แล้ว รอจนเรื่องใหญ่เรียบร้อย เจ้าก็รับกลับมาหาข้า เสี่ยวชิงนางอาจมีความลับบางอย่างคิดบอกต่อเจ้านะ”

 

เฮยหลางสะท้านคราหนึ่ง “ความลับ? ความลับอันใด?”

 

อวิ๋นเจี้ยนหัวเราะ “หากข้าบอกไป ยังจะเป็นความลับอันใด? รีบไปรีบไป จำไว้ให้รีบกลับมาพบคนก็พอแล้ว”

 

เฮยหลางใคร่ครวญชั่วครู่ จากนั้นผงกศีรษะ “ได้”

 

พูดจบ คนผงกศีรษะต่ออวิ๋นเจี้ยน จากนั้นหมุนกายสาวเท้าก้าวยาวจากไป ผ่านไปไม่นาน มองเห็นเขาเดินแหวกทางลงเนินเขา จากนั้นเข้าสู่หุบเขาร้าง หายลับไปกับความมืดไร้สิ้นสุด

 

เฮยหลางเดินทางต่อไม่ทันชั่วชาเดือด เบื้องบนจรดล่างของขุนเขากลับสู่ความเงียบสงัดอีกครา ผ่านไปชั่วครู่ บังเกิดเสียงแผ่วเบาคราหนึ่ง เงาร่างแผ่วพลิ้วสง่างามสายหนึ่งเหินบินจากด้านล่าง จากนั้นพลิกหมุนกายกลางอากาศ ร่วงหล่นลงตรงข้างกายอวิ๋นเจี้ยนอย่างพอดิบพอดี กลับเป็นดรุณีงามสะคราญปานบุปผานางหนึ่ง

ทันทีที่พบเห็นนาง ใบหน้าของอวิ๋นเจี้ยนปรากฏแววแตกตื่นยินดี แต่ทว่าเมื่อดรุณีนางนั้นมาถึงข้างกาย เขากลับขมวดคิ้วแน่น ตวาดว่าออกมา “เหลวไหล!เจ้ากลับไม่กลัวผิดพลาดสะดุดล้มบาดเจ็บพิการ ถึงตอนนั้นคิดเสียใจล้วนสายเกินการณ์”

 

ดรุณสะคราญโฉมแย้มยิ้มเบิกบาน เค้าใบหน้าดูไปละม้ายคล้ายอวิ๋นเจี้ยนยิ่ง หญิงสาวคว้าจับมือของชายหนุ่มแย้มยิ้มกล่าววาจา “มีพี่ใหญ่อยู่ด้วย ข้ายังจะกลัวอันใด!”

 

อวิ๋นเจี้ยนสั่นศีรษะหัวเราะขื่น “ข้าไฉนมีน้องสาวไร้หัวคิดอย่างเจ้าขึ้นมาได้ ใช่แล้ว เฮยหลางเพิ่งไปจากที่นี้ เข้าไปในหุบเขาแล้ว”

 

น้องสาวที่เขาเรียกขาน ก็คือดรุณีงดงามนามอวิ๋นเสี่ยวชิง นางอุทานดัง “อา” คำหนึ่ง มองไปยังทางเข้าหุบเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับระบายโทสะใส่อวิ๋นเจี้ยน “จริงๆเลย!พี่ใหญ่ทำไมไม่รั้งเขาเอาไว้ รู้ทั้งรู้ว่าข้ามีเรื่องจะพูดกับเขา”

 

อวิ๋นเจี้ยนสั่นศีรษะกล่าว “เรื่องใหญ่ไม่อาจชักช้า บนร่างเขาพกนำผลึกวิญญาณโลหิตมา ต้องนำส่งไปยัง “ค่ายกลมหากาฬ”ในหุบเขา รอคอยเวลา “คำสาปเทพจุติ”ทำงาน ยังต้องคอยช่วยท่านพ่อและผู้อาวุโสท่านอื่นๆ หยิบยืมกำลัง ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี้นานได้”