0 Views

        เวลากลางดึก ณ เมืองหัวเซี่ย สายลมเย็นสบายพัดผ่านไป

        เย่เทียนเซี่ยเดินอยู่ลำพังท่ามกลางแสงไฟมากมายบนถนนสายใหญ่ สองมือของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่เดินสวนกันไปมาหรือรถที่แล่นอยู่บนถนนก็ไม่สามารถดึงความสนใจไปจากเขาได้แม้แต่น้อย ในหัวเขาคิดถึงแต่ภาพที่กั่วกัวปรากฏตัวขึ้นมาในโลกนี้

        คำตอบทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์ เย่เทียนเซี่ยหยิบเครื่องประดับสีดำที่อกขึ้นมา…..ไม่ว่าจะเป็น World of Fate หรือโลกจริงนี้กั่วกัวก็จะออกมาจากด้านในของสิ่งนี้ หรือจะเป็นปาฏิหาริย์ที่ห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์ที่มีรูปลักษณ์แปลกประหลาดจนไม่สามารถอธิบายได้นี้สามารถทำให้เธออยู่ในโลกแห่งเกมหรือโลกจริงได้อย่างอิสระ……จริงๆแล้วมันเพราะอะไรกันแน่?

        สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทิ้งไว้ให้เขาจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่?

        เธอ……เป็นใครกัน?

        เย่เทียนเซี่ยชะงักฝีเท้า คำถามนี้ที่เขาลืมมันไปนานแล้ว อีกทั้งยังพยายามหนีจากมันมานานหลายปีแต่ทันใดนั้นเองมันกลับเข้ามาเกาะกุมพื้นที่ในหัวใจของเขาไว้ เขาถอนหายใจออกมายาวๆแล้วเดินตรงไปด้านหน้าต่อไป

        เย่เทียนเซ่ยเดินผ่านไปสามซอย ในที่สุดก็มาถึงหน้าเครื่องขายของอัตโนมัติที่ใกล้ที่สุด จริงๆแล้วในเขตวิลล่าของเขาก็มีร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดอยู่ห้าถึงหกแห่ง แต่…..ถ้าให้ผู้ชายตัวคนเดียวแบบเขาไปซื้ออมยิ้มกลางดึกล่ะก็…….มันคงจะน่าขายหน้ามาก แค่สายตาแปลกๆจากพนักงานขายก็คงจะสามารถฆ่าเขาได้ภายในเสี้ยววินาที

        เขาใช้สายตาหวาดระแวงกวาดมองไปรอบๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าบริเวณรอบๆไม่มีคนเย่เทียนเซี่ยก็ดึงแบงค์หนึ่งร้อยหยวนขึ้นมาหนึ่งใบแล้วใส่เข้าไปในช่องรับเงินหลังจากนั้นก็กดซื้ออมยิ้มมา 20 อัน

        อมยิ้มที่มีรสชาติต่างกัน 20 อันหล่นลงมาทีละอันๆ เย่เทียนเซี่ยมองดูรอบๆอีกครั้งก่อนจะเก็บอมยิ้มทั้งหมด 20 อันใส่เข้าไปในกระเป๋าแล้วปิดมันอย่างแน่นหนาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง และเมื่อเขากำลังจะจากไปเขาก็เปลี่ยนใจหันกลับมาอีกครั้ง เย่เทียนเซี่ยหยิบแบงค์ร้อยหยวนออกมาอีกใบแล้วซื้อช็อคโกแลตหลากหลายรสชาติไปอีก 10 ชิ้น ทำให้กระเป๋าอีกข้างถูกอัดแน่นไปด้วยช็อคโกแลต

        ภารกิจเสร็จสิ้น!เย่เทียนเซี่ยถอนหายใจ รีบเร่งฝีเท้ากลับไป ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องมาซื้ออมยิ้มไปให้เด็กตัวกะเปี๊ยกกิน แต่ความบริสุทธิ์ น่าสงสาร และสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของกั่วกัวทำให้เขาต้องพ่ายแพ้

        ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิท เงาของก้อนเมฆดำทะมึนบดบังดวงจันทร์จนมิด ทำให้บนพื้นไร้แสงขาวนวลของดวงจันทร์ แสงไฟของเมืองที่กระพริบระยิบระยับแสดงให้เห็นถึงความเจริญของตัวเมือง แต่ทว่าแสงเหล่านั้นกลับสาดส่องไปไม่ถึงบาปและความโสมมนับไม่ถ้วนที่แฝงตัวอยู่ในมุมมืด

        เย่เทียนเซี่ยมักจะทำตัวเหมือนตัวเองไม่ใช่คนของโลกนี้ ทุกอย่างของเขามันก็เข้ากันไม่ได้กับความเป็นจริงในตอนนี้เลย บางครั้งเขาก็เหมือนจะรักสันโดษไม่แยแสต่อสิ่งใด แต่ในบางครั้งเขากลับทำสิ่งที่คนทั่วไปอยากทำแต่ไม่มีความกล้ามากพอที่จะทำได้ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆแล้วคืออะไรกันแน่……… แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังคงค้นหาคำตอบนั้นในความเงียบงัน เขามองสำรวจโลกแห่งความจริงทั้งหมดอย่างเย็นชา เมื่อมองเข้าไปในมุมมองที่คนธรรมดามองไม่เห็น เขาก็ยิ่งพบว่าตัวเองห่างไกลจากโลกใบนี้มากขึ้น

        ฟ้า…..นายเป็นท้องฟ้าที่ห่างไกลขนาดไหนนะ

        ขาว……นายเป็นก้อนเมฆที่ห่างไกลแค่ไหนกัน

        เย่เทียนเซี่ยมองท้องฟ้าที่มืดมิดและก้อนเมฆสีดำที่ปรากฏอยู่บนนั้น ปากของเขาพึมพำร้องเพลงอันแสนไพเราะที่แทบจะทำให้อาจารย์สมัยประถมของเขาปวดเศียรเวียนเกล้าจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่อยากจะกระโดดลงน้ำซะให้มันรู้แล้วรู้รอด…..

        สายลมเย็นพัดผ่านข้างหูของเขา เย่เทียนเซี่ยเงยหน้าขึ้นเพลิดเพลินไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่าของเมืองแต่ทันใดนั้นเท้าของเขาก็หยุดชะงัก เขาเหลือบสายตามองไปทางขวามือที่ห่างออกไปตรงมุมหนึ่งในความมืด

        “ฮือ….ฮือ……ปล่อยฉันไปเถอะ….. ได้โปรดเถอะ……ได้โปรด……”

        รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏอยู่บนใบหน้าของเย่เทียนเซี่ย เขาเบนสายตากลับมาโดยไม่หันกลับไปมองทิศทางเดิมอีกก่อนจะเดินต่อไปด้านหน้า ใจกลางเมืองหัวเซี่ยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดกลับเต็มไปด้วยความโสมมทั้งที่มองเห็นและที่มองไม่เห็น เขาได้พบเห็นมามากมายแล้ว จากตอนแรกที่มีความโกรธ ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นความเฉยเมย และกลายเป็นความชินชาในที่สุด บางทีนี่อาจจะเป็นกฎอีกอย่างหนึ่งของโลกแห่งความจริงก็ได้ และเขาก็ไม่เคยคิดสนใจที่จะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นด้วย

        ห่างไปร้อยเมตร เสียงหนึ่งที่ถูกปกปิดไว้ทำให้คนธรรมดาไม่อาจได้ยินและไม่มีใครสามารถมองเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในมุมมืดนั้นได้ เย่เทียนเซี่ยเดินผ่านไปอีกมุมหนึ่ง ดวงตาสบายๆของเขามองไปยังทิศทางนั้นแวบหนึ่ง เท้าของเขาก็หยุดชะงักอีกครั้ง

        ห่างออกไปร้อยเมตรสายตาของเขาเพ่งผ่านความมืดมิดยามราตรีจ้องมองไปยังมุมๆนั้น ที่ซึ่งใบหน้าของหญิงสาวกำลังเต็มไปด้วยความกลัว ดูจากใบหน้าของเธอเขาจับสัมผัสของความรู้สึกคุ้นเคยได้ แต่ความรู้สึกคุ้นเคยนี้กลับอยู่ไม่ไกลราวกับว่าเขาพึ่งพบเธอคนนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

        ตอนนี้เย่เทียนเซี่ยคิดออกแล้วว่าเคยพบผู้หญิงคนนั้นที่ไหน เขาจำเป็นต้องหมุนตัวกลับมาแล้วเดินตรงไปทางนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เย่เทียนเซี่ยพูดออกมาเสียงต่ำ “โชคดีของเธอจริงๆ วันนี้ก่อนออกจากบ้านเธอน่าจะต้องดูดวงซักหน่อยนะ”

        “เฮ้ย…..เร็วเข้าสิ พวกบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างๆยัยนี่ตลอดไม่ใช่คนธรรมดานะ ถ้ารอให้พวกมันหาทางกลับมาได้ล่ะก็จะต้องยุ่งยากมากแน่ๆ”

        “หึ! เจ้าโง่พวกนั่นยังถูกคนของฉันจูงจมูกให้วิ่งวุ่นไปทั่วเมืองอยู่เลย เห๊อะ พวกอัจฉริยะจากองค์กรพยัคฆ์อะไรนั่นก็เป็นแค่หมูโง่ที่แค่ใช้แผนเบี่ยงเบนความสนใจเล็กๆน้อยๆก็รีบวิ่งตามกันไปหมดแล้ว” ชายหัวล้านสวมชุดสีดำที่มีใบหน้าน่ากลัวพูดออกมาอย่างเยาะเย้ย

        “งั้นก็ดี รีบขึ้นรถเถอะ” ชายคนหนึ่งที่คาบซิการ์ไว้ในปากและพ่นควันออกมาเต็มหน้าพูดขึ้น

        การกระทำเหล่านั้นถูกอำพรางไว้ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน ท้ายรถตู้สีดำถูกเปิดออก หญิงสาวที่ถูกปิดปากเอาไว้ถูกมือหยาบลากไปยังท้ายรถ ดวงตาทั้งคู่ของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ท่ามกลางการขัดขืนอย่างสุดกำลังมีเพียงเสียงอู้อี้เท่านั้นที่หลุดออกมา

        ทั้งหมดเป็นคนสวมชุดดำสี่คน  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะแต่งตัวอย่างไรก็ดูจะไม่ใช่คนดีแน่นอน จะขาดก็แต่เครื่องหมายที่เขียนไว้ว่า “เราคือองค์กรลับ” ติดไว้บนหน้าผากก็เท่านั้นเอง

        “ค่ำคืนมืดมิดสายลมพัดไหว ช่างเป็นช่วงเวลาที่สวยงามจริงๆ ไม่ทราบว่าพี่ชายทั้งสี่และน้องสาวคนสวยกำลังเตรียมตัวจะไปใช้เวลาในค่ำคืนที่สวยงามนี้ที่ไหนกันเหรอ”

        ร่างที่สวมชุดสีดำทั้งสี่คนแข็งค้างพร้อมกัน พวกเขาหมุนตัวกลับมาในทันที ท่ามกลางความมืดมิดด้านหน้า ไม่รู้ว่ามีชายหนุ่มสวมชุดอยู่บ้านสบายๆยืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรแล้ว ภายใต้แสงที่สาดส่องมายังความมืดด้านล่างสามารถมองเห็นได้รางๆว่าชายหนุ่มคนนั้นกำลังแย้มยิ้มสบายๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเขารู้สึกหัวใจเต้นถี่แรง

        ด้วยการตื่นตัวที่อยู่ในระดับสูงของพวกเขา แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าชายคนนี้มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไร คนคนนี้…..

        ชายคนที่เป็นผู้นำเปลี่ยนอารมณ์จากความตกตะลึงในระยะเวลาสั้นๆเป็นความสงบนิ่ง เขาคายซิการ์ที่อยู่ในปากทิ้ง ภายในดวงตาราวกับหมาป่าดุร้ายปรากฏประกายแห่งความมืดขึ้นมา เขาพูดออกมาเสียงเย็น “จัดการมันซะ”

        “อื้ออื้อ….”หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆรถส่งเสียงอื้ออื้อร้องขอความช่วยเหลือออกมา ดวงตาพยายามเบิกกว้างจ้องมองคนที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันให้ชัดๆ เดิมทีเธอเกือบจะสิ้นหวังไปแล้วแต่แล้วทันใดนั้นราวกับคว้าจับฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ เธอจึงพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนัก

        ชิ้ง!

        เสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นมา แล้วแสงของโลหะก็สว่างวูบตามมา ปืนสีเงินกระบอกหนึ่งถูกชักออกมา ใบหน้าของคนทั้งสี่ปรากฏรอยยิ้มเย็นออกมาพร้อมกัน

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม