0 Views

        เย่เทียนเซี่ยอดกังวลไม่ได้ว่าถ้าตัวเองยังปล่อยให้ยัยเด็กประหลาดพูดต่อไปเขาอาจจะกลายเป็นบ้าก็ได้ เขาทำได้แค่เบนความสนใจไปยังศพหมาป่าดวงซวยที่อยู่ไม่ไกลและเดินเข้าไปในเขตแดนหมาป่าอีกครั้ง ห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์ที่เขาถืออยู่ในมือนั้นมีรูปร่างเกินจะบรรยาย มันอาจทำให้ผู้พบเห็นเพียงแวบแรกพุ่งความสนใจมาที่อาวุธประหลาดในมือมากกว่าตัวเขา ของสิ่งนี้ไม่ใช่ดาบ ไม่ใช่มีด ไม่ใช่โล่ มันเป็นสีดำสนิททั้งชิ้น รูปร่างบิดเบี้ยวจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ อีกทั้งยังมีรูเจ็ดรูที่ส่องแสงออกมาเป็นสีต่างกัน สิ่งเดียวที่สามารถรับรองได้เลยก็คือไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ในมือใคร ก็จะกลายเป็นจุดสนใจอย่างแน่นอน

        ความยาวของห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์เพิ่มขึ้นเท่ากับความยาวแขนของเย่เทียนเซี่ย ซึ่งรวมแล้วทำให้ขอบเขตการโจมตีของเขาขยายออกไปข้างหน้าถึงสองเมตร ดังนั้นเย่เทียนเซี่ยในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องยั่วยุหมาป่าเพียงตัวเดียวแล้วต้องคอยระวังไม่ให้มันดึงดูดหมาป่าตัวอื่นๆตามมาอีกแล้ว เขามุ่งตรงไปยังฝูงหมาป่าด้วยท่าทางชั่วร้าย เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตความเกลียดชังของพวกมัน ดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือดก็ล็อกเป้าหมายมาที่เขาทันที ท่ามกลางเสียงเห่าหอนหมาป่าเจ้าของดวงตาแดงฉานก็พุ่งตรงมาทางเขา

        ลำแสงของห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์วาดผ่านพื้นที่ด้านหน้าเป็นวงกลมสีดำขนานกับพื้นดิน หมาป่าสามตัวแรกด้านหน้าสุดที่กำลังวิ่งเข้ามาถูกกวาดไปทีเดียวพร้อมกัน  -85 -87 -85 ตัวเลขความเสียหายสีแดงสามจุดลอยขึ้นมาพร้อมกัน พลังโจมตีของเย่เทียนเซี่ยตอนนี้เกือบจะถึงร้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงไร้ความกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าทั้งฝูงตรงหน้า การโจมตีของเขาทำให้หมาป่าสามตัวที่พุงเข้ามาช้าลงเล็กน้อย เย่เทียนเซี่ยก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็วแล้วตวัดดาบฟันออกไปสองทีหมาป่าสามตัวที่กระโจนเข้าหาร่างเขาก็ล้มลงกับพื้นพร้อมกันทันที

        “ฮ่าๆๆ นายท่านเก่งจริงๆ ล้มมอนสเตอร์ตัวเล็กๆพวกนี้ได้หมดเลย จัดการมันเลยเจ้าค่ะ!”

        เสียงของกั่วกัวทำให้สติของเย่เทียนเซี่ยแตกกระเจิงจนเกือบจะถูกหมาป่าห้าตัวที่พุ่งเข้ามาล้อมไว้ได้ เขาเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทางแต่ก็ยังถูกกรงเล็บหมาป่าสองตัวโจมตีไปถึงสองครั้ง เย่เทียนเซี่ยโจมตีต่อเนื่องสามครั้งหมาป่าที่รวมตัวกันสองสามตัวตรงหน้าเขาก็ถูกสังหารจนหมด ในตอนสุดท้ายเขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนเลเวลอัพดังขึ้นมาข้างหู

        “ติ๊ง! ระดับของท่านเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 1 , พลังชีวิต +10, พลังเวทย์+10, ได้รับคะแนนคุณสมบัติอิสระ 5 หน่วย”

        เย่เทียนเซี่ยเอาคะแนนคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมา 5 หน่วยเติมเข้าไปที่แถบพละกำลังจนหมดทำให้พลังโจมตีของเย่เทียนเซี่ยเกินหนึ่งร้อย เดิมทีเขาต้องโจมตีถึงสามครั้งกว่าจะสามารถจัดการหมาป่าซักตัวได้ แต่ตอนนี้บางทีเขาอาจจะสามารถจบเรื่องได้ด้วยการโจมตีเพียงสองครั้ง

         การอัพเลเวลใน World of Fate นั้นยากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สถานะเลเวล 0 ต้องฆ่าหมาป่าเลเวล 5 ถึง 9 ตัวถึงจะก้าวข้ามเลเวล 0 ไปสู่เลเวล 1 ได้ และความยากในการก้าวข้ามจากเลเวล 1 ไปสู่เลเวล 2 นั้นก็ยากขึ้นถึงสิบเท่า เลเวล 0 ถึงเลเวล 1 ต้องการค่าประสบการณ์ 100 หน่วย และเลเวล 1 ไปสู่เลเวล 2 ต้องการค่าประสบการณ์ 1000 หน่วย ช่องว่างในการก้าวข้ามสู่แต่ละเลเวลขนาดนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เกมเสมือนจริง

        หมาป่าสองตัวล้มลงตรงหน้าเขา และเมื่อกวาดตามองไปรอบๆก็พบร่างของหมาป่าที่กองรวมกันอยู่ เย่เทียนเซี่ยเก็บเงินไม่กี่เหรียญที่ดรอปออกมา รวมทั้งหมดแล้วก็ได้ไม่เกินห้าเหรียญทองแดง ค่าโชคที่เพิ่มขึ้น10 หน่วยภายใต้ทักษะของขวัญแห่งโชคชะตาทำให้อัตราการดรอปไอเทมของหมาป่าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตามระบบก็ยังขี้งกอยู่ดี เพราะนอกจากเงินไม่กี่เหรียญแล้ว แม้แต่น้ำยาฟื้นฟูซักขวดก็ไม่มีดรอปออกมาเลย

        เย่เทียนเซี่ยตัดสินใจออกจากแดนหมาป่า เขาคิดว่าจะกลับไปที่เมืองเริ่มต้นชั่วคราวเพื่อเรียนทักษะเก็บรักษาเพื่อทำภารกิจที่เขาสนใจนั่นให้เสร็จ ในมือของเย่เทียนเซี่ยยังคงถือห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์สีดำที่มีรูปร่างแปลกประหลาดอยู่ เขายังคงมีความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน เย่เทียนเซี่ยลองออกคำสั่งทางความคิดให้เก็บห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์ไปเหมือนกันไอเทมชิ้นอื่นๆ ทันใดนั้นห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์อันใหญ่โตก็หายไปจากสายตาของเขา มันไม่ได้กลับไปในกระเป๋าใส่ไอเทม แต่ทว่ามันเปลี่ยนสถานะกลายเป็นเครื่องประดับกลับไปอยู่บนอกเขาตามเดิม สร้อยเส้นเล็กสีดำนั่นก็กลับไปห้อยอยู่บนคอของเขาเช่นกัน

        บนโลกใบนี้มีเรื่องแปลกประหลาดบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้อยู่ตลอด เขายกห้วงเวลาแห่งโชคชะตานิรันดร์ที่เปลี่ยนสถานะเป็นเพียงเครื่องประดับมาไว้ในมือ ความลับที่ถูกเก็บงำไว้คืออะไรตอนนี้เขาอาจจะยังไม่รู้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือการปรากฏของมันมีความหมาย มันหมายถึงแม้เขาจะไม่มีอาชีพ แต่จุดเริ่มต้นของเขาก็ไปได้ไกลกว่าผู้เล่นคนอื่นๆอยู่หลายส่วน

        แบบนี้มันยุติธรรมหรือเปล่านะ?

        “อั๊ยหยา นายท่าน ท่านกำลังจะไปที่ไหนน่ะ?” เมื่อเห็นว่าเย่เทียนเซี่ยกำลังเดินไปทางใต้กั่วกัวก็ลอยตามไปอยู่ทางด้านหลังของเขา เธอลอยสูงอยู่ในระดับเดียวกับไหล่ของเย่เทียนเซี่ย ด้านหลังของเธอไม่มีปีก มือและเท้าของเธอก็ไม่ได้ขยับเลยสักนิด เธอเหมือนกำลังถูกลมพัดลอยไปในอากาศเหมือนปุยนุ่น

        “กลับ” เย่เทียนเซี่ยตอบกลับไปอย่างหนักใจ ในหัวของเขาย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องแปลกๆทั้งหมดก่อนหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

        “กลับไปไหนล่ะนายท่าน? ไปที่ที่น่าสนุกหรือเปล่า? หรือว่านายท่านกำลังจะกลับบ้านเหรอเจ้าคะ?”

        “…….”

        “นายท่าน ท่านยังไม่เอาอมยิ้มมาให้ข้ากินเลยนะเจ้าคะ ข้าคือกั่วกัว เป็นเด็กสาวที่เชื่อฟังที่สุดและน่ารักที่สุดนะ จะไม่ได้กินอมยิ้มได้ยังไงกัน”

        “นี่! นายท่าน! ท่านนี่มันไม่มีมารยาทจริงๆเลย! มีเด็กน้อยน่ารักอย่างข้ากำลังถามคำถามท่านอยู่ แต่ท่านกลับไม่สนใจซักนิด! เห๊อะ! ช่างเป็นเจ้านายที่น่าเกลียดจริงๆ ท่านได้ยินที่ข้าพูดหรือเปล่าเนี่ย!”

        อารมณ์สงบของเย่เทียนเซี่ยถูกทำให้ยุ่งเหยิงไปหมด จนในที่สุดเขาก็หมดความอดทน ก้าวไปหนึ่งก้าวส่งมือออกไปคว้าเด็กสาวที่อยู่กลางอากาศลงมาไว้ในอุ้งมือท่ามกลางเสียงกรีดร้อง สัมผัสอบอุ่นบางอย่างพุ่งออกมาจากมือของเย่เทียนเซี่ยทำให้เขาคลายมือเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเย็นชาและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงโมโห “หยุดพูดได้แล้ว!!”

        ร่างของกั่วกัวสูงแค่สามสิบเซนติเมตร แต่มือของเย่เทียนเซี่ยเพียงข้างเดียวก็สามารถจับตั้งแต่เอวจนถึงขาของเธอเอาไว้ได้ ดวงตาของเธอเบิกกว้างร่างกายสั่นสะท้าน ความกลัวปรากฏอย่างชัดเจน และแล้วริมฝีปากเล็กๆนั้นก็เริ่มเบ้ออกอย่างช้าๆ นัยน์ตาในเหมือนคริสตัลค่อยๆเอ่อล้นไปด้วยน้ำ ก่อนจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง “แง๊!”

        “แง๊ๆ ท่านรังแกข้า ท่านรังแกข้า………ท่านรังแกข้า!!”

        เสียงร้องไห้ของเธอทำให้เย่เทียนเซี่ยแก้วหูแทบแตก น้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาของเธอเหมือนสายน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็เปียกชุ่มไปทั้งมือของเย่เทียนเซี่ย เสียงร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความเสียใจนั้นราวกับว่ากำลังได้รับความไม่เป็นธรรมที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ไม่ว่าใครได้ยินก็ต้องสงสารจับใจ ร่างของเธอเล็กออกปานนั้นแต่เสียงร้องไห้ที่เธอแผดออกมากลับดังก้องไปทั่วป่าอันเงียบสงบแห่งนี้

        เย่เทียนเซี่ยอยากจะทึ้งหัวตัวเอง สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความตกใจอย่างมาก เสียงร้องไห้นั้นไม่มีร่องรอยของการแกล้งทำแต่อย่าใด น้ำตาที่ไหลลงมาราวกับห่าฝนนั้นก็ไม่ใช่ของปลอม เสียงที่น่าสงสารทำให้เย่เทียนเซี่ยรู้สึกเหมือนได้ทำเรื่องที่โหดร้ายที่สุดลงไป สีหน้าเย็นชาก่อนหน้านี้สลายหายไป เขารีบคลายมือออกแล้วประคองเธอไว้ในฝ่ามือ ก้มหน้าลงมาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ เอาล่ะเอาล่ะ เป็นความผิดของฉันเอง กั่วกัวไม่ร้องนะ….”

        ร่างของกั่วกัวลอยขึ้นมาราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนหน้านี้เย่เทียนเซี่ยไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องปลอบเด็กผู้หญิงจนทำอะไรไม่ถูกแบบนี้ คำปลอบของเขาไม่เพียงไม่ได้ผลแต่ยังทำให้กั่วกัวร้องดังขึ้น “ฮือฮือ……. ท่านรังแกข้า! ท่านรังแกข้า!”

        “เด็กดี เป็นความผิดของฉันเอง ต่อไปฉันจะไม่แกล้งกั่วกัวอีกแล้วดีไหม” เย่เทียนเซี่ยพยายามฉีกยิ้มอ่อนโยนที่สุด แต่รอยยิ้มแบบนี้ไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าของเขานานแล้วดังนั้นมันจึงดูบิดเบี้ยวสุดๆ

        “ฮือ…….คนโกหก คนโกหก ท่านเป็นคนแย่ขนาดนี้ได้ยังไง ข้าเป็นเด็กน่ารักเชื่อฟังขนาดนี้ ท่านรังแกข้าแบบนี้ได้ยังไง…..โฮๆ” กั่วกัวยังคงร้องไห้เสียงดัง น้ำตามากมายไหลทะลักชุ่มมือเย่เทียนเซี่ยอย่างรวดเร็ว มุมปากของเย่เทียนเซี่ยกระตุก แม้แต่หัวใจของเขาก็กระตุกขึ้นมา ตั้งแต่เล็กจนโตเท่าที่เขาจำความได้แต่ไหนแต่ไรก็มีแต่ผู้หญิงคนนั้นคอยตามใจเขา เขาไม่เคยต้องปลอบใจคนอื่นมาก่อนเลย

        “ถ้ากั่วกัวหยุดร้องนะ ต่อไปฉันจะไม่แกล้งกั่วกัวแล้ว แล้วยังจะเอ็นดูกั่วกัว สาวน้อยที่น่ารักและเชื่อฟังที่สุดในโลกด้วย ดีไหมเอ่ย?” เย่เทียนเซี่ยพยายามรีดเร้นความคิด บังคับให้ตัวเองพูดคำปลอบโยนที่พาให้เขาขนลุกไปทั้งตัวออกมา ทันทีที่พูดจบเขาก็รู้สึกราวกับว่าการรับรู้ของตัวเองได้ตายไปแล้ว เขาได้แต่ภาวนาให้โลกนี้รีบๆเงียบลงซักที

        ราวกับเป็นกรรมของเขา ในที่สุดโลกก็เงียบลงสักที แต่ความเร็วขนาดนั้นทำให้เย่เทียนเซี่ยกลับลำแทบไม่ทัน ใบหน้าของกั่วกัวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเหมือนคริสตัล สองตากลมโตยังหลงเหลือน้ำตาเอ่อคลอที่ยังไม่ทันไหลออกมา สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่เสียงร้องไห้นั้นก็หยุดลงแล้ว อารมณ์ขุนมัวที่มีก่อนหน้านี้ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง และแล้วเธอก็พูดออกมาอย่างฉะฉาน “อ่าฮะ นายท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ?”

        “………จริงสิ” เย่เทียนเซี่ยพยายามอดกลั้นพูดรอดไรฟันออกไปสามคำ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาทียังมีพายุฝนฟ้าคะนอง แต่ผ่านไปไม่กี่วินาทีกลับมีแดดจ้าสาดส่องลงมา ตอนนี้เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคงจะตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว

        “เย้! เย้!” กั่วกัวน้อยร้องออกมาด้วยความดีใจ ใบหน้าที่ยังคงมีน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่นั้นเปล่งประกายแห่งความสุข “นายท่านรักษาคำพูดด้วย……..ดีล่ะ! ข้าอยากกินอมยิ้ม…..”

        เย่เทียนเซี่ย “…………..”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม