0 Views

        ต้นไม้ใหญ่ลู่ลม แต่ต้นไม้ที่แข็งแรงเมื่อมันเติบโตจนไปถึงระดับหนึ่ง แม้แต่ลมพายุก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ความแข็งแกร่งของตระกูลตู้กูไม่มีทางที่รัฐบาลสูงสุดจะไม่เกรงกลัว ระดับการคุกคามของพวกเขานั้นยังมากกว่าสามตระกูลต้องห้ามเสียอีก แต่ตระกูลจั้วก็ไม่เคยคิดจะทำลายกองกำลังของตระกูลตู้กูเลยสักครั้ง เพราะถ้าเขาลงมือมันก็จะเป็นการทำลายสมดุลลงไป………….

        ราชาแห่งโลกใต้ดินทั้งสองนั้นทำให้เกิดสมดุล…………..  ความสมดุลที่ว่านั้นประกอบด้วยตระกูลตู้กู และอีกตระกูลซึ่งเป็นราชาแห่งโลกใต้ดินทางเหนือก็คือ………..ตระกูลหยุน

        ทั้งสองตระกูลควบคุมหัวเซี่ยเหนือและใต้ และต่างก็ต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกันมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะอย่างจริงจังเลยสักครั้ง และไม่ว่าใครก็ไม่อาจยื่นเขี้ยวเล็บของตัวเองเข้าไปในดินแดนของอีกฝ่ายได้ด้วยเช่นกัน ทว่าลึกๆแล้วราชาทั้งสองรู้ดีว่าพวกเขาทำได้ แต่ไม่ทำ เพราะถ้าความสมดุลระหว่างเหนือใต้ถูกทำลายลงไป เมื่อนั้นก็คือช่วงเวลาที่ตระกูลจั้วจะลงมือ และนั่นถือว่าเป็นอันตรายต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นราชาไร้มงกุฎของทางเหนือและทางใต้ แต่ราชาที่แท้จริง………..ก็ยังคงเป็นรัฐบาลสูงสุดของตระกูลจั้วที่ยืนหยัดมาได้หลายร้อยปีโดยไม่ล้มลงและไม่มีทางสั่นคลอน

        ดังนั้นความสมดุลเช่นนี้จึงถูกรักษาไว้มาเป็นเวลานานกว่าสามรุ่นแล้วโดยไม่มีฝ่ายใดทำลายมันลงทั้งสิ้น และก็ไม่มีฝ่ายไหนอยากจะทำลายมันลงเช่นกัน

        เมื่อมีเครือข่ายกองกำลังขนาดใหญ่ในโลกแห่งความจริง หากอยากจะสร้างกองกำลังขนาดใหญ่ในโลกแห่งเกมด้วยเหมือนกันก็เป็นเรื่องที่ง่ายนิดเดียว ดังนั้นในโลกแห่งเกมเสมือนจริงของหัวเซี่ยจึงปรากฏสองกองกำลังยักษ์ใหญ่อย่าง……….พันธมิตรแดนเทพและกิลล์ปีกแห่งท้องฟ้า แต่หัวหน้าของสองกองกำลังอันยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่ราชาแห่งโลกมืดทางเหนือหรือทางใต้ แต่เป็นทายาททั้งสองของพวกเขาต่างหาก หากมองจากการพัฒนาของกิลล์ปีกแห่งท้องฟ้าและพันธมิตรแดนเทพแล้วเห็นได้ชัดว่าประมูขตระกูลหยุนและตรูกูลตู้กูไม่เพียงไม่ต่อต้านเส้นทางที่ทายาทของพวกเขาได้เลือดเดิน แต่ยังสนับสนุนอย่างเต็มกำลังอีกด้วย แต่เรื่องจริงก็คือด้วยพื้นฐานอันแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งสองตระกูล ชื่อเสียงของกิลล์ปีกแห่งท้องฟ้าและพันธมิตรแดนเทพจึงได้เจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ในโลกแห่งเกมเสมือนจริง  หลายปีมานี้ผลประโยชน์ที่ทั้งสองตระกูลนี้นำมาก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

        ครั้งนี้พันธมิตรแดนเทพก็ได้เข้ามาในแผนที่ภารกิจครั้งนี้และได้พบกับเย่เทียนเซี่ยด้วยพอดี การได้พบกับผู้นำของพันธมิตรแดนเทพทำให้ผู้คนโดยรอบรอดูว่าเซี่ยเทียนจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ไปอย่างไร

        เมื่อฟังเย่เทียนเซี่ยพูดจบจ้างเสินก็ตบมือให้อีกครั้ง เสียงตบมือแปะๆยังคงดังต่อไปตามมาด้วย “ดี! พูดได้ดี ที่แท้สหายเซี่ยเทียนก็เป็นคนแปลก วันนี้แม้จะไม่มีโอกาสแย่งกันเข้าไปทำการทดสอบ แต่ฉันก็รู้ดีว่าต่อให้ฉันเข้าไปก็คงต้องพ่ายแพ้กลับมาแปดถึงเก้าส่วน แต่เมื่อได้พบกับเซี่ยเทียน สองชั่วโมงที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่ใช่การรอคอยที่สูญเปล่า ถ้านายทำภารกิจ‘กระดูกเทพสงคราม’ ได้สำเร็จก็จะถือว่าช่วยปลดล็อคระบบพันธมิตร เมื่อถึงเวลานั้นหวังว่าสหายเซี่ยเทียนจะมาเยี่ยมเยียนพันธมิตรแดนเทพของพวกเราบ้าง ถ้านายยินดีเข้าร่วมในพันธมิตรของพวกเรา ฉัน จ้างเสิน ก็คงจะยินดีอย่างยิ่ง ถ้าในวันหน้านายมีเรื่องอะไรที่จัดการได้ยาก ก็สามารถมาหาจ้างเสินคนนี้ได้ ถึงจะไม่รู้ว่าสหายเซี่ยเทียนคิดยังไง แต่ฉันก็ยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับนายนะ”

        พูดจบเขาก็ไม่รอให้เย่เทียนเซี่ยตอบรับ จ้างเสินยิ้มออกมาครั้งหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับ “พวกเรากลับกันเถอะ”

        แสงสว่างสีขาวสิบกว่าดวงสว่างวาบขึ้นมา จ้างเสินและสมาชิกพันธมิตรแดนเทพทั้งหมดสิบเอ็ดคนกลับเมืองไปจนหมด

        แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เย่เทียนเซี่ยได้พบกับจ้างเสิน แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พูดคุยกัน คนๆนี้……….ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วน้อยๆ

        จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนกระจอกเลย

        การจากไปของพันธมิตรแดนเทพนำมาซึ่งความรู้สึกที่แตกต่างไปจากการจากไปของโบสถ์จิตวิญญาณแห่งสงคราม โบสถ์จิตวิญญาณแห่งสงครามหนีไปด้วยความหวาดกลัวและจนตรอก แต่พันธมิตรแดนเทพจากไปด้วยบรรยากาศของกองกำลังที่ยิ่งใหญ่และการทาบทามโดยตั้งใจจะเป็นมิตรต่อกัน เมื่อเผชิญหน้ากับเย่เทียนเซี่ยจ้างเสินก็ไม่ได้ใจแคบหรือปกปิดความชื่นชมที่มีต่อเย่เทียนเซี่ยเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันเขากลับแสดงแจตนาออกมาอย่างชัดเจน และการแสดงออกอย่างเหมาะสมของเขาก็ทำให้ผู้คนเกิดความประทับใจและเกิดความภูมิใจโดยไม่นึกรังเกียจพวกเขาเลยแท้แต่น้อย การจากไปของพวกเขาไม่เพียงไม่เป็นที่ดูถูกของผู้คน แต่มันกลับแสดงถึงสไตล์ที่แตกต่างของกองกำลังอันยิ่งใหญ่

        พันธมิตรแดนเทพหวาดกลัวเซี่ยเทียนอย่างนั้นเหรอ? ไม่มีใครคิดเช่นนั้นเลย สิ่งจ้างเสินทำลงไปเห็นได้ชัดว่าเขาให้เกียรติเย่เทียนเซี่ยเป็นอย่างมาก

        “ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ พันธมิตรแดนเทพพูดก็ไม่ผิด ด้วยระดับของพวกเราในตอนนี้ก็ไม่คู่ควรจะมาทำภารกิจนี้อยู่แล้ว กิลล์ปีกแห่งท้องฟ้าก็พ่ายแพ้ไปถึงสองครั้งแล้ว ถ้าพวกเรายังรอต่อไปอีกก็คงเสียเวลาไปเปล่าๆ”

        คนที่พูดประโยคนั้นก็คือผู้นำของทีมเล็กๆที่อยู่ใกล้เย่เทียนเซี่ยที่สุด เขาเดินเข้ามาหาเย่เทียนเซี่ยแล้วพูดขึ้นมา “การปลดล็อคระบบพันธมิตรเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากมาย รวมทั้งพวกเราด้วย จะพูดให้ยิ่งใหญ่ขึ้นหน่อยก็คือมันเกี่ยวข้องกับเกียรติยศของหัวเซี่ยของพวกเรา นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริงเลย พวกเราล้วนฝันอยากให้ระบบพันธมิตรเปิดทำการเร็วขึ้นอีกหน่อย แต่ดูจากตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีทีมที่มีระดับมากกว่าเลเวล 20 ขึ้นไปถึงจะทำมันให้สำเร็จได้ นั้นก็แปลว่าการเปิดทำการของระบบพันธมิตรจะต้องรอไปอีกอย่างน้อยครึ่งเดือน ถ้านายสามารถทำภารกิจให้สำเร็จและปลดล็อคระบบพันธมิตรได้ภายในระยะเวลาอันสั้น พวกเราก็จะขอบคุณนายมาก ถึงตอนนั้นยินดีต้อนรับนายไปเยี่ยมเยียนพันธมิตรใต้หล้าเช่นกันนะ พวกเราไปกันเถอะ”

        คนที่พูดคนนั้นมีชื่อว่า “กระบี่จิงเทียน” เขาคือผู้เล่นระดับสูงของพันธมิตรใต้หล้า เขาพยักหน้าเป็นสัญญาณแล้วก็พาคนของตัวเองจากไป

        ผู้คนมากมายเริ่มจากไปจากดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพตามพันธมิตรแดนเทพมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เล่นแทบจะทั้งหมดในที่แห่งนี้ล้วนมาจากพันธมิตรหรือกองกำลังใหญ่น้อยต่างๆและพวกเขาล้วนมีผู้นำ หลังจากชั่งน้ำหนักของสถานการณ์แล้วคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะจากไป แม้จะมีสิ่งล่อตาล่อใจที่ยิ่งใหญ่ ทว่าแม้แต่พันธมิตรแดนเทพยังออกปากเองว่าพวกเขาก็ยังไม่มีหวังที่จะทำภารกิจระบบครั้งนี้ให้สำเร็จได้  แล้วอย่างนี้ทำไมต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายอย่างเซี่ยเทียนด้วย ขณะเดียวกันนั้นถ้าเซี่ยเทียนยังคงมีความสามารถมากพอที่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต่างก็ต้องการหรอกเหรอ มีเพียงแค่การปลดล็อคระบบพันธมิตรเท่านั้น พวกเขาถึงจะสามารถสร้างพันธมิตรขึ้นมาได้จริงๆ ไม่ใช่อยู่ในสถานะล่องลอยเหมือนอย่างในตอนนี้

        ผ่านไปไม่นานกลุ่มคนที่เคยมีอยู่หลายพันก็จากไปถึงครึ่ง ส่วนคนที่ยังไม่จากไปก็ออกมาจากผนึกเวทมนต์แล้วจ้องมองไปยังที่แห่งนั้นเงียบๆ ที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้เกี่ยวข้องกับการจากไปของพันธมิตรแดนเทพไม่น้อย

        แต่ถ้าวันนี้ไม่เป็นไปตามที่เย่เทียนเซี่ยต้องการ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าทุกคนในที่แห่งนี้ ต่อให้ผู้เล่นทุกคนดาหน้าเข้ามาและแสดงพลังของพวกเขาทั้งหมดออกมาเย่เทียนเซี่ยก็จะไม่ลังเล เขาจะทำตามวิธีที่เขาต้องการ ส่วนผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญสำหรับเขาเลยสักนิด จะพูดอีกอย่างก็คือด้วยสิ่งที่เขามีในปัจจุบันและตำแหน่งที่เขายืนอยู่นั้น คนที่เขาจะวางไว้ในสายตามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

        ด้านหน้าผนึกเวทมนต์กลายเป็นความว่างเปล่า เย่เทียนเซี่ยเดินเข้าไปด้านหน้าตรงๆ แต่ก็เหมือนทุกอย่างจะถูกเตรียมการไว้หมดแล้วเพราะเมื่อเย่เทียนเซี่ยเดินไปถึงด้านหน้าของผนึกเวทมนต์ ผนึกเวทมนต์อันใหญ่โตก็สว่างวาบขึ้นทันทีหลังจากนั้นแสงสว่างก็เปลี่ยนเป็นความมืดและ…………หายไป

        เท้าของเย่เทียนเซี่ยไม่ได้หยุดชะงัก เขาเดินตรงไปเรื่อยๆ ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปเวทมนต์ที่หายไปก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งปิดเส้นทางด้านหลังของเขา

        ซากหมื่นกระดูก เมื่อก้าวเข้ามาแล้วกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าทำให้เขาแทบจะอาเจียนออกมา เย่เทียนเซี่ยกัดฟันแน่นแล้วพยายามอดทนไว้ เขาเดินต่อไปด้านหน้า กระทั่งผ่านไปอีกพักใหญ่เขาถึงจะปรับตัวให้ชินกับมันได้ เมื่อเข้ามาใน “ซากหมื่นกระดูก” แล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือเอานะความมืดมิด……..และสิ่งที่เข้ามาต้อนรับตั้งแต่แรกเมื่อเข้ามาในซากหมื่นกระดูกก็คือกลิ่นที่ทำให้คนแทบเป็นลมตาย

        เย่เทียนเซี่ยอยากจะรู้จริงๆว่าถ้ากั่วกัวที่รักความสะอาดและชื่นชอบขนมหวานโผล่ออกมาที่นี่ตอนนี้…………

        และทันใดนั้นเสียงที่ไม่ควรจะปรากฏขึ้นมาก็ดังขึ้นมาที่ข้างหูของเย่เทียนเซี่ย “วะฮ่าๆๆ ข้านอนเต็มอิ่มแล้ว……..เอ๋…….อ๊ายๆๆๆๆๆๆๆ!!”

        ทันใดนั้นน้ำเสียงขี้เกียจก็กลายเป็นเสียงร้องแหลมสูง แสงสีขาวที่เคยลอยไปลอยมาอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าร้อง “แหวะ” ขึ้นมาทันที

        เย่เทียนเซี่ยรีบยื่นมือออกไปจับเธอเอาไว้แล้วพูดกับเธออย่างสงสาร “กั่วกัว เธอกลับไปก่อนเถอะ”

        “ฮือ……..ฮือๆ……….” กั่วกัวถูกกลิ่นที่พุ่งเข้ามารบกวนจนทำให้เธอแทบจะเป็นลม เธอสับสนอยู่สองวินาทีจากนั้นก็ร้องไห้ขึ้นมา “ฮือๆ…….. นายท่านรังแกข้า  นายท่านรักแกข้า……..ฮือๆ…………”

        จากนั้นก็กลายเป็นแสงสีขาวหายเข้าไปในห้วงเวลาแห่งโชคชะตาที่ห้อยอยู่กลางอกของเย่เทียนเซี่ย

        เย่เทียนเซี่ยหมดคำจะพูด……….จะมาโทษฉันหาอะไรล่ะ!!

        ที่นี่คือป่าอันว่างเปล่า แต่กลับเต็มไปด้วยความมืดแปลกๆ แม้กระทั่งท้องฟ้าก็ยังมีเมฆดำปกคลุมบดบังแสงสว่างจากภายนอกไปแปดถึงเก้าส่วน เพียงกวาดตามองไปพื้นที่โดยรอบก็ยิ่งกลายเป็นสีที่ทำให้ประสาทการมองของคนที่เข้ามาไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร และกองสีดำทะมึนที่วางสุมกันอยู่อย่างระเกะระกะก็คือซากจริงๆ

        และท่ามกลางซากที่ว่าก็คือกระดูกสีขาวที่ชวนให้คนตกตะลึง

        ซากหมื่นกระดูกอันมืดมิดที่แม้แต่สายลมก็ยังพัดพาเอาความเย็นเยียบของไอสังหารมาด้วย ซากตรงหน้าในสายตาของเขาคือกระดูกใหญ่น้อยที่กระจัดกระจายไปตามทิศต่างๆมั่วไปหมด ที่แห่งนี้มีกระดูกสีขาวที่ยังไม่ล้มลง และที่มากกว่านั้นก็คือกระดูกที่แตกสลายไปแล้ว สภาพแวดล้อม กลิ่น และสิ่งต่างๆที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนส่งผลกระทบและทดสอบจิตใจของผู้คนที่เข้ามาทั้งสิ้น

        เย่เทียนเซี่ยยังคงเดินตรงไปด้านหน้า ดูเหมือนทุกๆก้าวที่ย่างกรายผ่านจะปรากฏกระดูกสองสามชิ้นที่มีลักษณะแตกต่างกันไป ตามที่ภารกิจครั้งนี้ได้อธิบายไว้กระดูเหล่านี้ล้วนเป็นกระดูกของมนุษย์ มันเป็นของวีรบุรุษที่ตายไปในสงครามตั้งแต่เมื่อแปดสิบปีก่อนและศัตรูที่ถูกวีรบุรุษเหล่านั้นฆ่าตาย  ระยะเวลา 80 ปียังไม่มากพอที่จะทำให้กระดูกเหล่านี้กลายเป็นเถ้า

        สายลมของป่าอันมืดมิดพัดพาเอาละอองฝุ่นที่มีกลิ่นอันตรายลอยฟุ้งมาไม่หยุด บนท้องฟ้าก็เหมือนกับจะมืดมนยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่น่ากลัวเช่นนี้เย่เทียนเซี่ยเดินต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงพื้นที่โดยรอบตรงหน้าเขาก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง มันยังคงมองเห็นซากกระดูกสีขาวอยู่เหมือนเดิม

        เย่เทียนเซี่ยหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับแล้วมองไปทางด้านหลัง ปากทางเข้าหุบเขาเล็กๆตอนที่ตัวเองจากมาหายไปจากกรอบสายตาแล้ว เขาเบนสายตากลับมาแล้วสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาโดยรอบก็คือซากกระดูกแบบเดียวกันที่มองไม่เห็นความแตกต่างใดๆเลยแม้แต่น้อย

        สภาพแวดล้อมโดยรอบก็เหมือนกันหมด เมื่อหาจุดต่างที่จะนำมาใช้เป็นจุดอ้างอิงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ชนิดอื่นๆก็สามารถหลงทางได้โดยง่ายทั้งนั้น การหมุนตัวไปมาของเย่เทียนเซี่ยทำให้เขาจำตำแหน่งที่ตัวเองเดินเข้ามาไม่ได้แล้ว

        เวลาครึ่งชั่วโมงแต่กลับไม่พบมอนสเตอร์อะไรเลย แม้กระทั่งสภาพแวดล้อมตรงหน้าก็ไม่มีความแตกต่างใดๆเลยสักนิด เมื่อรวมเข้ากับความสงสัยก่อนหน้านี้ที่แม้แต่ทีมผู้เล่นธรรมดาๆยังต้องใช้เวลาอยู่ในนี้เกือบสองชั่วโมง………… หรือว่านี่จะเป็นภารกิจค้นหาที่มีความยากระดับสูง?

        กระดูกของเทพสงครามจะต้องซ่อนไว้ในซากหมื่นกระดูกอันยิ่งใหญ่แห่งนี้แน่นอน แต่พื้นที่ที่ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่มีสัญลักษณ์อะไรหรือสิ่งที่สามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงได้…………..หรือว่าเขาจะต้องเริ่มขุดซากของที่แห่งนี้ไปทีละจุดๆอย่างนั้นเหรอ?

        ต่อให้ต้องขุดจริง………….แต่ถ้ากลายเป็นกระดูกไปแล้ว จะมีใครบอกได้ล่ะว่าอันไหนคือกระดูกของเทพสงคราม?

        เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ในหัวของเย่เทียนเซี่ยก็เกิดอาการมึนงงขึ้นมาเล็กน้อย เขายืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน และยังอ่านรายละเอียดของภารกิจนี้ซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังคงหาร่องรอยที่ซ่อนเอาไว้ไม่เจอเลยแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม