0 Views

        ร่างโชกเลือดสิบกว่าร่างเข้ามาใกล้เย่เทียนเซี่ยอย่างช้าๆโดยไร้เสียง พวกมันก็คือโครงกระดูก ทว่าร่างที่มีแต่โครงกระดูกของพวกมันกลับไม่มีหัวกะโหลก ที่คอของพวกมันราวกับถูกอาบไปด้วยของเหลวที่เหมือนเลือด และยังมีลิ้นสีแดงสดยาวเหยียดห้อยออกมายาวจนถึงหน้าอก

        เย่เทียนเซี่นรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาติญาณทันที ในหัวของเขารู้สึกมึนงงไปหมด แล้วเมื่อมองไปยังพวกมันเขาก็แทบจะขย่อนเอาอาหารเย็นออกมา เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองรูปลักษณ์ของโครงกระดูกพวกนั้นเลยสักนิด เย่เทียนเซี่ยตัดสินใจวิ่งเข้าไปในส่วนที่ลึกขึ้นของถ้ำหัวกะโหลก

        บ้าเอ้ย……… เรื่องหลอกเด็กดันไม่ใช่แค่เรื่องหลอกเด็กซะงั้น ต่อไปจะพูดอะไรคงจะพูดพล่อยๆไม่ได้แล้ว….. นี่มันเป็นการแก้แค้นสินะ มันคือการแก้แค้นใช่ไหม!!

        เย่เทียนเซี่ยเพิ่งจะวิ่งไปได้ไม่กี่สิบก้าว ทันใดนั้นพื้นที่โดยรอบก็เกิดการสั่นไหวขึ้น โครงกระดูกที่เคยหลับใหลอย่างสงบนิ่งอยู่ในหลุมก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินทันที ชั้นที่หนึ่งของถ้ำโครงกระดูกไม่ได้มีเพียงแค่มอนสเตอร์กระจอกๆสิบกว่าตัวเหมือนก่อนหน้านี้ ที่แห่งนี้ยังมีโครงกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วนซ่อนอยู่ แต่พวกมันจะมีปฏิกิริยาสอบสนองก็ต่อเมื่อมีสิ่งมีชีวิตเข้าไปใกล้เท่านั้น

        เย่เทียนเซี่ยรู้ซึ้งถึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว และเขาก็ไม่ได้หยุดรอเพื่อต่อสู้กับโครงกระดูกพวกนั้นอีก เขาเรียกใช้ทักษะ “สงครามคลั่ง”และเรียกม้าเหงื่อโลหิตออกมาอีกครั้ง ดังนั้นก่อนที่พวกโครงกระดูกจะเตรียมตัวจู่โจมเขาเสร็จ เขาจึงถือโอกาสใช้ความเร็วสูงสุดพุ่งออกจากขอบเขตการตอบสนองของพวกมัน และมุ่งตรงไปด้านหน้าเพื่อหาทางเข้าชั้นสองของถ้ำ

        ผ่านไปไม่นานในกรอบสายตาของเขาก็ปรากฏโพลงว่างเปล่าสีดำอยู่ด้านหน้าท่ามกลางโลกอันมืดมิด มันมีลักษณะเหมือนปากถ้ำ เย่เทียนเซี่ยพุ่งตรงเข้าไปโดยไม่หยุดคิดอะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นเขาถึงเก็บเจ้าม้าเหงื่อโลหิตกลับไป ก่อนหน้านี้เขาสอบถามทหารจากเมืองเทียนเฉินที่เคยเข้ามายังส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำแห่งนี้อย่างละเอียดแล้ว ถ้ำหัวกะโหลกมีทั้งหมดห้าชั้น สี่ชั้นแรกจะเชื่อมต่อกันเป็นเส้นตรง แต่ชั้นที่ห้าจะแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งในนั้นคือสถานที่ตั้งรังของฟีนิกซ์สีเลือด และอีกแห่งหนึ่ง…….น่าจะเป็นสถานที่จุติของราชาวิญญาณ

        เมื่อเข้ามายังชั้นที่สองของถ้ำหัวกะโหลกเสียงดัง “แกร๊งๆๆๆ” ก็ดังขึ้นด้านหน้าของเขา ฟังจากเสียงอันสับสนเย่เทียนเซี่ยก็สามารถสรุปได้ในทันทีว่ามันเป็นเสียงฝีเท้าของโครงกระดูกอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดตัว……. ทว่าเมื่อเทียบกับโครงกระดูกชั้นต่ำสุดในชั้นแรกแล้ว โครงกระดูกในชั้นที่สองจะต้องมีระดับสูงกว่าอย่างแน่นอน

        แล้วเทียนเซี่ยก็ได้รู้ในทันทีว่าโครงกระดูกพวกนั้น………….มีระดับสูงขนาดไหน

        ภายในขอบเขตการมองเห็นที่จำกัดของเขาปรากฏเงาร่างเจ้าของเสียงฝีเท้าขึ้นมา ใบหน้าของโครงกระดูกแต่ละตัวค่อยๆปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเย่เทียนเซี่ย มันเป็นโครงกระดูกที่แตกต่างจากชั้นที่หนึ่ง ร่างของโครงกระดูกเหล่านี้ยังคงสวมใส่เกราะเก่าๆและบนหัวของมันก็ยังสวมหมวกเก่าๆเอาไว้ด้วย ขณะเดียวกันที่มือขวาของมันก็ถือดาบสนิมเขรอะเล่มหนึ่ง ส่วนมือซ้ายก็ถือโล่ที่มีสภาพเก่าสุดๆไว้อีกอันหนึ่ง………

        นักรบโครงกระดูก : เลเวล 24, พลังชีวิต : 1,800

        มอนสเตอร์วิญญาณที่ถนัดการต่อสู้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากโครงกระดูนักรบที่ตายในสนามรบ พวกมันแบกรับความปรารถนาในการต่อสู้และจิตวิญญาณแห่งการปกป้องของนักรบที่ตายไปแล้ว และจะโจมตีเข้าใส่สิ่งมีชีวิตที่เข้าใกล้อย่างไร้ความปราณี

        พรสวรรค์ : จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตภายใต้ความมืดหรือไอวิญญาณได้โดยอัตโนมัติ และมีภูมิคุ้มกัน 70% ต่อการโจมตีด้วยพลังแห่งความตาย

        ทักษะ :

        ดับเบิ้ลแอทแทค : จะใช้ดาบที่อยู่ในมือทำการโจมตีศัตรูทันทีสองครั้ง พลังของการโจมตีทั้งสองครั้งสามารถแบ่งได้เป็นการโจมตีธรรมดาสองระดับคือ 70% และ 80%  อัตราความถี่ในการโจมตีค่อนข้างสูง

        โล่ประจัญบาน : ใช้โล่ที่อยู่ในมือพุ่งเข้าจู่โจมศัตรูอย่างหนัก สร้างความเสียหาย 80% ด้วยการโจมตีธรรมดา ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ 25% ที่จะทำให้เกิดความมึนงงเป็นเวลา 3 วินาที อัตราความถี่ในการโจมตีธรรมดา

        ที่ด้านหลังของทหารโครงกระดูกนักรบยังมีเงาร่างดำมืดเหมือนผีล่องลอยตามมาอย่างช้าๆ ร่างทั้งสามนั้นอยู่ในชุดคลุมสีดำและมันยังเป็นโครงกระดูกที่ลอยอยู่ในอากาศโดยที่เท้าไม่แตะพื้นเลยสักนิด!

        นักเวทย์วิญญาณโครงกระดูก : เลเวล 24, พลังชีวิต : 1,200

        มอนสเตอร์วิญญาณที่ถนัดการใช้เวทมนต์ถือกำเนิดขึ้นมาจากโครงกระดูกนักเวทย์ที่ตายในสนามรบ มีความสามารถในการรักษาและโจมจีด้วยพลังอันเดทอันแข็งแกร่ง

        พรสวรรค์ : จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตภายใต้ความมืดหรือไอวิญญาณได้โดยอัตโนมัติ และมีภูมิคุ้มกัน 70% ต่อการโจมตีด้วยพลังแห่งความตาย

        ทักษะ :

        กระสุนธาตุอันเดท : การโจมตีนี้จะบีบอัดไอพลังแห่งความตายและโจมตีไปยังเป้าหมายเดี่ยวภายในระยะหกเมตร เนื่องจากอยู่ในสภาพอันเดทจังไม่ต้องทำการร่ายเวทมนต์

        ทักษะเยียวยาอันเดท : เรียกไอแห่งความตายมาฟื้นฟูพลังชีวิตให้มอนสเตอร์วิญญาณโดยรอบ 600 หน่วย เมื่อพลังชีวิตของพวกพ้องโดยรอบลดลงต่ำกว่า 20% จะแสดงผลทันที ทักษะนี้ใช้เวลาคูลดาวน์ 5 วินาที

        มอนสเตอร์เลเวล 25…………แล้วยังมีสอบประเภทอีก!

        มอนสเตอร์ที่มีเลเวลมากกว่า 20 จะแข็งแกร่งกว่ามอนสเตอร์ที่มีเลเวลอยู่ระหว่าง 10-20 อยู่หนึ่งขั้น ไม่เพียงแค่คุณสมบัติของมันจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ทักษะของมันก็จะเติบโตขึ้นเช่นกัน และเมื่อมองคุณสมบัติของนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกทั้งสามตัวนั้นชัดๆเย่เทียนเซี่ยก็ถึงกับต้องเปลี่ยนเป้าหมาย……. เนื่องจากพวกมันมีทักษะเยียวยาอันเดท ถ้าอยากจะจัดการมอนสเตอร์วิญญาณพวกนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องจัดการนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกเสียก่อน

        นักรบโครงกระดูกสิบกว่าตัวเข้ามาใกล้เย่เทียนเซี่ยอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าที่ย่ำมาอย่างสะเปะสะปะค่อยๆเปลี่ยนเป็นการก้าวย่างอย่างเป็นระเบียบราวกับเป็นกองทหารโครงกระดูกที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าพลังโดยรวมหรือจำนวนของเหล่าทหารโครงกระดูกตรงหน้าจะยังห่างชั้นกับวัวดุคลั่งแค้น มอนสเตอร์ชั้นยอดสามดาวเลเวล 10 สิบสองตัวที่เย่เทียนเซี่ยเคยต่อสู้ด้วยในด่านที่สามของการทดสอบระดับนรก แต่เมื่อเทียบกับตอนเลเวล 10 แล้ว เย่เทียนเซี่ยที่อยู่ในเลเวล 14 ตอนนี้ยังไม่มีอาชีพ พลังของเขาจึงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนัก นั่นหมายความว่าการกำจัดศัตรูกลุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้จะอยู่ในระดับยากกว่าการเผชิญหน้ากับวัวดุคลั่งแค้นในเวลานั้นค่อนข้างมาก

        เย่เทียนเซี่ยกระชับห้วงเวลาแห่งโชคชะตาในมือแน่น ทางเลือกของเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

        “ว๊ายๆ…….โผล่มาอีกแล้วๆ พวกมันโผล่มาอีกแล้วเจ้าค่ะ…… กรี๊ดๆ…….น่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ!” เมื่อมองเห็นกองทหารโครงกระดูกอย่างชัดเจนน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของกั่วกัวก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเสียงนั่นก็ยังดังจนแก้วหูเขาสั่นสะท้านไปหมด เย่เทียนเซี่ยจ้องมองไปยังศัตรูตรงหน้าที่กำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกไปอย่างจนปัญญา “ถ้ากลัวก็กลับเข้าไปในห้วงเวลาแห่งโชคชะตาซะ แบบนั้นเธอจะได้ไม่ต้องเห็นอะไรทั้งนั้น”

        เสียงเธอเงียบไปพักหนึ่ง…………

        “อา……..นายท่านทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้ล่ะเจ้าคะ กั่วกัวเกลียดท่านแล้ว……..”

        สิ้นเสียงงุ้งงิ้ง กั่วกัวก็กลายเป็นแสงก้อนเล็กๆลอยกลับเข้าไปในห้วงเวลาแห่งโชคชะตาที่เย่เทียนเซี่ยถืออยู่ หลังจากนั้นเธอก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีกเลยและทิ้งให้เย่เทียนเซี่นยืนอยู่ตรงนั้นอย่างอับจนคำพูด

        นักรบโครงกระดูกเข้ามาใกล้จนอยู่ตรงหน้าของเย่เทียนเซี่ยแล้ว ในที่สุดเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว เท้าของเขาถอยหลังไปก่อนก้าวหนึ่งจากนั้นก็พุ่งไปด้านหน้าอย่างกะทันกัน เขาพุ่งตัวผ่านช่องว่างที่เผยออกมาระหว่างโครงกระดูกนักรบทั้งสิบกว่าตัว ปฏิกิริยาตอบสนองที่ค่อนข้างช้าของนักรบโครงกระดูกทำให้ดาบยาวในมือของมันที่ฟาดฟันลงมาตัดได้เพียงเงาเท่านั้น

        แกร๊ง!

        แกร๊ง!

        แกร๊ง!

        ท่ามกลางความมืดมิดยังมีกระสุนธาตุอันเดทสีเทาที่โดดเด่นสะดุดตาถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องสามครั้งจากทิศทางที่ต่างกันพุ่งมายังร่างของเย่เทียนเซี่ยที่กำลังวิ่งอยู่ เย่เทียนเซี่ยไม่ได้หันกลับไป เขาอาศัยเสียงลมที่แหวกผ่านอากาศและการไหลของอากาศในการระบุตำแหน่งที่กระสุนธาตุอันเดททั้งสามพุ่งออกมารวมทั้งระยะเวลาที่เขาต้องใช้ในการโจมตี เท้าของเย่เทียนเซี่ยหยุดชะงักไปพักหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนเส้นทางทันที ในเส้นทางที่เย่เทียนเซี่ยพุ่งไปเป็นเส้นตรงนั้นมีนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกอยู่ตัวหนึ่งเพิ่งปล่อยกระสุนธาตุอันเดทออกมา ห้วงเวลาแห่งโชคชะตาแหวกผ่านความมืดฟาดไปยังเป้าหมายที่อยู่ด้านหน้า

        กระสุนธาตุอันเดทสามลูกโจมตีใส่ความว่างเปล่า การโจมตีของเย่เทียนเซี่ยพุ่งเข้าใส่ร่างของนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกอย่างแม่นยำ………..

        พลาด, พลาด……………

        “………….” และการโจมตีของเขาก็พลาดเป้าหมายทั้งหมดเช่นกัน ความต่างของระดับถึง 10 เลเวลทำให้ผลจากความเสียหายที่เขาสร้างได้นั่นอ่อนแอมากๆ เย่เทียนเซี่ยหมุนตัวกลับอย่างไม่ลังเลแล้วใช้ความเร็วสูงสุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้พุ่งตัวเข้าไปด้านใน ไม่ว่าเขาจะไปทางไหนก็จะถูกจู่โจมจากนักรบโครงกระดูกและนักเวทย์วิญาณโครงกระดูกมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยังดีที่พวกโครงกระดูกมีร่างกายที่ค่อนข้างหนักและมีความเร็วในการเคลื่อนที่ช้ากว่าเย่เทียนเซี่ย ทว่ากระสุนเวทมนต์ที่มาจากนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกกลับลอยมาทางเขาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเย่เทียนเซี่ยสามารถแยกแยะเสียงที่ได้ยินเป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงสามารถหลบหลีกพลังที่ไม่ใหญ่มากนักได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมุ่งหน้าต่อไปยังปลายทางชั้นที่สองของถ้ำหัวกะโหลก

        ถ้าหากเป็นผู้เล่นเลเวล 14 คนอื่นที่คิดจะพุ่งผ่านเส้นทางในชั้นที่สองของถ้ำหัวกะโหลกอย่างปลอดภัยล่ะก็มันคงเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก หรือบางทีอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทว่า……. ระยะทางอันห่างไกลจากเมืองเทียนเฉินมายังเมืองกู่ผิงเย่เทียนเซี่ยก็ได้ข้ามผ่านพื้นที่อันตรายมามากมายนับไม่ถ้วน แม้กระทั่งเขตแดนของมังกรดินเกราะทองเลเวล 70 เขาก็ผ่านมาแล้ว…….. โดยไม่ได้รับบางเจ็บเลยแม้แต่น้อย เทียบกันตอนนี้ที่เขาต้องพุ่งผ่านฝูงมอนสเตอร์เลเวล 24 ที่ไม่อาจฆ่าเขาได้ในพริบตาแล้วมันง่ายกว่ากันมากเลยทีเดียว เย่เทียนเซี่ยมุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆจากจุดเริ่มต้นในชั้นที่สองของถ้ำหัวกะโหลกจนไปถึงจุดสิ้นสุด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเปลี่ยนตำแหน่งมาแล้วกี่ครั้ง แต่เขากลับยังคงรักษาท่าทางสบายๆของตัวเองเอาไว้ได้ตลอดทางโดยไม่มีความรู้สึกกังวลหรือหวาดระแวงเลยแม้แต่น้อย

        และแล้วความความดำมืดกลุ่มเล็กๆก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้ง เย่เทียนเซี่ยมุ่งหน้าเข้าไปอย่างไม่ลังเล

        เสียงดังหนวกหูและเสียงกระสุนเวทย์อันเดทที่ลอยตามมาด้านหลังหายไปทันที รอบกายของเขากลับมาสงบเงียบอีกครั้ง แต่ภาพตรงหน้าของเขากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่ มันแตกต่างกับแสงสลัวของชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง แสงที่อยู่ในที่แห่งนี้กลับเป็นสีขาว…….. ทว่ามันไม่ใช่แสงสีขาวแบบปกติทั่วไป แต่มันเป็นแสงสีขาวซีดที่ไร้ชีวิตชีวา

        ที่มาของแสงสีขาวซีดนั้น………. ก็คือพื้นดินสีขาวใต้เท้าของเขา

        ชั้นที่สามของถ้ำหัวกะโหลก…….. ถนนโครงกระดูก ที่มาของชื่อนี้มาจากโครงกระดูกที่ถูกปูไว้เป็นทางยาว ถนนแบบนี้ทำให้หัวใจของเย่เทียนเซี่ยรู้สึกเย็นเยียบและหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เพราะแสงสีขาวที่มาจากพื้นด้านล่างทำให้เขาสามารถมองเห็นพื้นที่รอบตัวของเขาได้มากขึ้น

        เย่เทีเซี่ยเดินไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังอีกก้าว ในที่สุดมันก็ได้ไปสะกิดผู้ที่หลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้เข้าจนได้ และเมื่อโครงกระดูกที่อยู่ที่นี่ปรากฏตัวขึ้นมาดวงตาของเย่เทียนเซี่ยก็หรี่ลงเล็กน้อย…….

        โครงกระดูกขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเดินมาทางเข้าช้าๆ……. มันค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับความถี่ในการก้าวเท้าของมัน แต่ความเร็วของมันกลับไม่ได้ช้าเลยแม้แต่น้อย  เพราะหนึ่งก้าวของมันแทบจะเท่ากับระยะสามก้าวของโครงกระดูกก่อนหน้านี้เลยด้วยซ้ำ รูปร่างของโครงกระดูกตัวนี้มีความสูงประมาณห้าถึงหกเมตร ทั่วทั้งร่างของมันไม่มีเกราะหรืออะไรทั้งสิ้น และยังไม่มีสิ่งสกปรกหรือรอยเปื้อนและจุดด่างดำใดๆเลยแม้แต่น้อย สีของโครงกระดูกอันขาวซีดท่ามกลางดินแดนแห่งแสงสว่างสีขาวนั่นยิ่งเป็นสีขาวที่น่าสะพรึงกลัว

        โครงกระดูกยักษ์ : เลเวล 38, ??????

        เนื่องจากระดับที่ต่างกันมากกว่า 10 เลเวล ทำให้ทักษะตรวจสอบไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลของมันได้ เลเวล 38 เย่เทียนเซี่ยไม่มีทางเอาชนะมอนสเตอร์ระดับนี้ได้แน่

        บางทีอาจจะเพราะร่างกายอันใหญ่โตของมันทำให้จำนวนโครงกระดูกยักษ์ที่อยู่ที่นี่มีอยู่ไม่มากนัก ดังนั้นเย่เทียนเซี่ยจะถูกจู่โจมจากมันเพียงตัวเดียวเท่านั้น คิดได้ดังนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปรอบด้านก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปทักทายโครงกระดูกยักษ์ตรงหน้า

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม