0 Views

        “ฮ่าๆ ตอนที่เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากเมืองเทียนเฉิน ข้าก็สามารถคาดเดาจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของเจ้าได้แล้วล่ะ แม้ว่าฟีนิกซ์สีเลือดอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่าฟีนิกซ์ที่แท้จริง แต่มันก็ยังถือว่าเป็นฟีนิกซ์ตัวหนึ่ง ดังนั้นมันจึงมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน และยังมีความเป็นไปได้ที่มันอาจจะเป็นมอนสเตอร์ระดับอสูรสวรรค์…….. หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์ระดับเทพอสูรเลยด้วยซ้ำ หลังจากผู้กล้าทั้งสิบสองคนนั้นเข้าไปด้านใน ท้ายที่สุดก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมาและยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย” เจ้าเมืองพูดขึ้นช้าๆ และถอนหายใจอีกครั้ง

        ยังมีผู้รอดชีวิตอีกหนึ่งคน?

        “แล้วคนๆนั้นอยู่ที่ไหนครับ?”

        “มาสิ ข้าจะพาเจ้าไปพบเขา”

        เจ้าเมืองกู้ผิงยืดตัวขึ้น เขาพาเย่เทียนเซี่ยเดินไปทางบ้านเล็กๆหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับพูดออกมา “ผู้กล้าจากเมืองเทียนเฉินที่รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียวก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียความสามารถในการต่อสู้และการเดิน เขารักษาตัวอยู่ที่นี่มาตลอด แม้ว่าพวกเราจะอยากช่วยเขาส่งข่าวกลับไปยังเมืองเทียนเฉิน แต่พวกเราที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครที่มีพลังมากพอ อีกทั้งเส้นทางที่ไปยังเมืองเทียนเฉินก็อาจจะพบกับมอนสเตอร์ที่อันตรายอีกมากมาย ดังนั้น………..”

        ดังนั้นเจ้าเมืองเทียนเฉินจึงไม่ได้รับข่าวสารจากกลุ่มผู้กล้าเลยแม้แต่อย่างเดียว แท้จริงแล้วเมื่อไม่ได้รับข่าวสารใดๆเป็นเวลานานเช่นนี้เจ้าเมืองเทียนเฉินก็คิดไว้แล้วว่าพวกเขาคงจะตายไปหมดแล้วภายใต้น้ำมือของฟีนิกซ์สีเลือด ที่ให้เย่เทียนเซี่ยมายังที่แห่งนี้ก็เพียงเพราะเขาไม่อยากถอดใจกับความหวังสุดท้ายเท่านั้นเอง บางทีแม้เจ้าเมืองเทียนเฉินเองก็อาจจะคิดไม่ถึงว่ายังมีผู้รอดชีวิตอีกหนึ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่

        บ้านขนาดกลางและสะอาดสะอ้านถูกเปิดออกด้วยมือของท่านเจ้าเมืองกู่ผิง เตียงนอนอย่างง่ายๆที่มีชายคนหนึ่งกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงปรากฏสู่สายตาของเย่เทียนเซี่ย ชายหญิงวันกลางคนคู่หนึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ข้างเตียงนั้นแต่แล้วพวกเขาก็หันมาจะเห็นท่านเจ้าเมืองที่เดินเข้ามา พวกเขาจึงรีบเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น

        “เจ้าหนุ่ม เขาก็คือคนที่เจ้ากำลังตามหาอยู่ ฮ่าๆ ผู้กล้าจากเมืองเทียนเฉิน เพื่อนของเจ้ามาแล้ว” ท่านเจ้าเมืองหัวเราะแห้งๆแล้วพูดออกมา

        “เพื่อน?” ชายคนที่นอนอยู่บนเตียงทั้งกายถูกปกคลุมไปด้วยผ่าพันแผลหันกลับมาด้วยความสงสัยแล้วมองมายังเย่เทียนเซี่ย

        “สวัสดีครับ ผมชื่อเซี่ยเทียน ได้รับมอบหมายจากเจ้าเมืองเทียนเฉินให้มาตามหาพวกคุณ เพราะพวกคุณเงียบหายและไร้ข่าวคราวไปถึงหนึ่งเดือน ทำให้เจ้าเมืองเทียนเฉินเป็นห่วงมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยล่ะครับ” เย่เทียนเซี่ยเดินไปด้านหน้า เขาพูดออกไปด้วยใบหน้าโล่งใจ ครึ่งประโยคแรกนั่นเขาพูดจริง ส่วนครึ่งประโยคหลังนั่นเขาเพิ่มเข้าไปเองโดยขัดกับความเป็นจริงหน่อยๆ เพราะนี่เป็นหนทางที่ได้ผลที่สุดที่จะกระชับความเหินห่างระหว่างเขากับชายคนนี้

        ผลก็คือทหารผู้พิทักษ์จากเมืองเทียนเฉินที่ได้รับบาดเจ็บดูมีความกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามขยับตัวแล้วพูดออกมาด้วยความตื้นตัน “เป็นเพราะพวกเราทำภารกิจไม่สำเร็จ แล้วยังจะทำให้ท่านเจ้าเมืองต้องกังวลใจอีก……เฮ้อ! สหาย รบกวนเจ้ากลับไปรายงานท่านเจ้าเมืองด้วยว่านอกจากข้าแล้วคนอื่นๆอีกสิบเอ็ดคนล้วนตายไปหมดแล้ว…… และอีกประมาณหนึ่งเดือนข้าถึงจะมีแรงพอที่จะกลับไปได้ นอกจากนี้ยังขอรบกวนเจ้าบอกท่านเจ้าเมืองด้วยว่า พลังของฟีนิกซ์สีเลือดนั้นน่ากลัวยิ่งนัก ระดับของมันอย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับอสูรสวรรค์ และบางทีมันอาจจะเป็นเทพอสูรที่ไม่อาจต่อกรได้เลยด้วยซ้ำ หากต้องการจะสังหารมัน คงมีเพียงเทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเมืองที่สาบสูญเท่านั้นแหละถึงจะทำได้ และสาเหตุที่ฟีนิกซ์สีเลือดเข้าจู่โจมเมืองเทียนเฉินนั่นก็ไม่ใช่เพราะมันมีความแค้นต่อเมืองเทียนเฉิน แต่เป็นเพราะความคิดของมันไร้ซึ่งพัฒนาการ มีเพียงแค่สัญชาติญาณที่มองเห็นสิ่งใดก็จะทำการโจมตีออกไป ข้าได้ยินคนที่นี่พูดว่าฟีนิกซ์ตัวนี้มักจะบินออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย และเพราะเหตุนี้พวกเราถึงได้ขับไล่มันไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า”

        เมื่อทหารผู้พิทักษ์แห่งเมืองเทียนเฉินเพิ่งพูดจบ หูของเย่เทียนเซี่ยก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาอย่างชัดเจน

        “ติ๊ง! ท่านได้รับกุญแจสำคัญของภารกิจ ‘สำรวจร่องรอยทหารประจำเมืองที่หายไป’ ขอเพียงท่านกลับไปยังเมืองเทียนเฉินและนำข่าวที่ได้รับไปรายงานเจ้าเมืองเทียนเฉินก็จะถือว่าภารกิจสำเร็จโดยสมบูรณ์ค่ะ”

        เขาออกเดินทางมาตลอดโดยไม่หยุดพักตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า จนถึงตอนนี้ตลอดเส้นทางที่เขาผ่านมาเต็มไปด้วยเขตแดนมากมายที่ผู้เล่นระดับอย่างเขาไม่ควรจะเหยียบย่างเข้าไป อีกทั้งเขายังสามารถหลีกเลี่ยงฝูงมอนสเตอร์ที่มีพลังอันแข็งแกร่งมากพอจะสามารถฆ่าเขาได้ในชั่วพริบตามาแล้ว ถึงตอนนี้ภารกิจก็มาถึงจุดสิ้นสุดเสียที ขอเพียงแค่เขานำม้วนคัมภีร์กลับเมืองเทียนเฉินออกมาเขาก็จะสามารถกลับไปยังเมืองเทียนเฉินได้และสามารถทำภารกิจหนึ่งเดียวนี้ให้สำเร็จได้ในทันที

        ภารกิจนี้ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับมอนสเตอร์ ไม่จำเป็นต้องรวบรวมอะไร สิ่งที่ต้องทำมีแค่ต้องสืบหาและยืนยันข่าวสารเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าสถานที่ที่ต้องไปในภารกิจนี้ล้วนมีระดับความยากในแบบของภารกิจหนึ่งเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย จุดที่ยากในภารกิจนี้ก็คือการใช้ผู้เล่นที่มีระดับไม่ถึงเลเวล 20 เดินทางไปยังพื้นที่เลเวล 50 ด้วยระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน และขอเพียงมาถึงจุดหมายของภารกิจได้ นั่นก็หมายความว่าภารกิจได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เรื่องทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องง่ายๆ

        “ได้ครับ ผมจะตั้งใจเอาคำพูดของคุณไปแจ้งให้ท่านเจ้าเมืองทราบ คุณพักรักษาตัวที่นี่ให้สบายใจเถอะครับ” เย่เทียนเซี่ยพูดออกไป หลังจากนั้นก็นำม้วนคัมภีร์กลับเมืองออกมา เขาหันกลับไปพูดกับท่านเจ้าเมืองกู่ผิงด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณท่านเจ้าเมืองมากนะครับ ท่านช่วยผมไว้มากจริงๆ”

        “ติ๊ง! ด้วยค่าเสน่ห์ที่สูงส่งและมารยาทอันดีงามของท่าน เจ้าเมืองกู่ผิงมีความประทับใจต่อท่าน +22”

        “ฮ่าๆ….เจ้าหนุ่ม เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว หากต่อไปมีโอกาสที่นี่ก็ยินดีตอบรับเจ้า……..โอ้! เจ้า…… เหรียญตราบนหน้าอกของเจ้านั่นคือ…… คือ………..” เจ้าเมืองกู่ผิงพูดได้แค่ครึ่งประโยคเท่านั้นแล้วท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมาทันที แล้วท่าทางตื่นเต้นนั่นก็เริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังสิ่งที่อยู่บนอกของเย่เทียนเซี่ย รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเขากลับกลายเป็นความตื่นตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

        แล้วเย่เทียนเซี่ยก็เข้าใจได้ในทันที บนอกด้านซ้ายของเขา……เหรียญผู้กล้า

        เขาได้รับเหรียญผู้กล้านี้มาภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วัน แต่เขาก็ได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามันแข็งแกร่งขนาดไหน คาดว่าต่อให้หยวนเชว่แห่งร้านขายยา ณ เมืองเริ่มต้นหมายเลข 60001 นำอาวุธสวรรค์ราคาร้อยล้านเหรียญทองมาแลกกับเหรียญผู้กล้าในเวลานี้เขาก็คงจะปฏิเสธออกไปทันที

        ทว่าความแข็งแกร่งของเหรียญผู้กล้ากลับไม่ได้แสดงผลแค่ในเมืองเทียนเฉินเท่านั้น แม้กระทั่งในเมืองเล็กๆที่แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอกแห่งนี้ก็ยังมีที่คนรู้จักมัน

        เย่เทียนเซี่ยไม่มีทางรู้เลยว่าวีรบุรุษที่ช่วยเหลือเมืองนี้ไว้และยังทำให้เมืองนี้เปลี่ยนชื่อไปเป็นชื่อของเขานั่นคือผู้ที่มีเหรียญผู้กล้าคนหนึ่งเช่นกัน ผู้ที่สามารถครอบครองเหรียญผู้กล้าได้นั้นมีน้อยมาก ต่อให้ผ่านไปหลายสิบปีก็ยังไม่แน่ว่าจะปรากฏตัวขึ้นมาสักคน และเพียงแค่ได้ครอบครองมันก็หมายความว่าเขาจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้คนในเมืองกู่ผิงเมื่อร้อยปีก่อนจึงล้วนเคารพและบูชาเหล่าวีรบุรุษ และยิ่งเคารพและบูชาผู้ที่สามารถครอบครองเหรียญผู้กล้าและเหรียญวีรบุรุษได้ สิ่งนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นประเพณีที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน……… และตอนนี้เมื่อเจ้าเมืองกู่ผิงก็จ้องมองไปที่เหรียญตราที่เหมือนกับเหรียญผู้กล้าในบันทึกของเมืองราวกับแกะบนอกของเย่เทียนเซี่ย เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร

        “นี่คือเหรียญผู้กล้าครับ ท่านเจ้าเมืองรู้จักมันด้วยเหรอครับ?” เย่เทียนเซี่ยถามออกไปอย่างรู้ดีด้วยท่าทางสงบนิ่ง เขาแสดงสีหน้าสงสัยบนใบหน้าของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

        “เหรียญผู้กล้า…….. ที่แท้ก็คือเหรียญผู้กล้านี่เอง….. รู้จักสิ ข้าต้องรู้จักแน่นอน มันคือเหรียญตราที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้กล้าที่แท้จริง บรรพบุรุษของเราได้กล่าวไว้ว่าตราบใดที่ได้เห็นผู้ที่ครอบครองเหรียญผู้กล้า……… พริบตาเดียวก็ผ่านไปถึงร้อยปีแล้วหรือนี่” อารมณ์ของท่านเจ้าเมืองปั่นป่วนอย่างรุนแรง แม้แต่ชายหญิงวัยกลางคนทั้งสองคนที่อยู่ใบบ้านหลังนี้ด้วยก็ยังแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมาเหมือนท่านเจ้าเมืองเช่นกัน ดวงตาเป็นประกายของพวกเขาหยุดลงที่เหรียญผู้กล้าบนอกของเย่เทียนเซี่ย

        ฉันจะได้อะไรในครั้งนี้นะ…….. ในมือของเย่เทียนเซี่ยยังคงถือม้วนคัมภีร์กลับเมืองเอาไว้ แต่เขากลับยังไม่คิดที่จะใช้มัน สีหน้าของเขาสงบนิ่งไม่ไหวติง ทว่าในใจของเขากำลังวางแผนอยู่เงียบๆ

  1. ปกติทุกคนจะอ่านคำในวงเล็บอย่างละเอียด
  2. ตั้งแต่บทต่อไปทุกบทจะมีตัวอักษรตั้งแต่สามพันตัวขึ้นไป
  3. บทต่อไปก็จะเริ่มเข้าสู่ภาค 2 : มังกรปีศาจ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม