0 Views

        ท่ามกลางความว่างเปล่าที่สูงขึ้นไปด้านบน ร่างใหญ่โตของโครงกระดูกยักษ์เผยให้เห็นฟันสีขาววาววับสองแถวที่เคลื่อนขึ้นลงไม่หยุดราวกับมันกำลังพูดภาษาโครงกระดูกอะไรสักอย่างออกมา เมื่อเย่เทียนเซี่ยเข้าไปใกล้มันอย่างไม่ห่วงชีวิตตัวเอง มันก็ยกขาขึ้นสูงท่วมร่างของเย่เทียนเซี่ยแล้วออกแรงเหยียบลงมาบนหัวของเขา

        แต่เท้าของมันเพิ่งจะยกขึ้นเท่านั้นร่างของเย่เทียนเซี่ยก็หยุดชะงักและรีบถอยหลังออกมาก้าวเล็กๆ “ปั้ง” จากนั้นเสียงที่ตกกระทบลงมาอย่างหนักหน่วงก็พิสูจน์แล้วว่าการโจมตีของโครงกระดูกยักษ์ตัวนี้มีพลังมากมายขนาดไหน ร่างกายใหญ่โต พละกำลังมหาศาล ทว่าจุดอ่อนของมันก็ชัดเจนเช่นกัน………เย่เทียนเซี่ยมองฝ่าเท้าที่มีระยะห่างจากร่างของเขากว่าครึ่งเมตร โครงกระดูกยักษ์ไม่ได้รีบยกเท้าขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นเย่เทียนเซี่ยจึงแน่ใจในทันที

        ความเร็วในการเคลื่อนที่ของมัน……. ช้าสุดๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มันก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆเย่เทียนซี่ยก็ค่อนข้างแน่ใจแล้ว ความช้าของมันไม่ได้หมายถึงการเดินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเร็วในการโจมตีของมันด้วย ถนนโครงกระดูกใต้ฝ่าเท้าของโครงกระดูกยักษ์สั่นไหว ทว่าต่อมาร่างของมันก็ชะงักค้างไปถึงสามวินาที……. และภายในระยะเวลาสามวินาทีนั้นเย่เทียนเซี่ยก็พุ่งออกไปไกลแล้ว

        เย่เทียนเซี่ยพุ่งผ่านชั้นที่สามของถ้ำหัวกะโหลกโดยไร้ความกดดันแม้แต่น้อย เขาขี้เกียจสนใจการโจมตีของโครงกระดูกยักษ์ตัวนั้น เพราะตอนที่มันยกเท้าขึ้นเขาก็เผ่นไปไม่เห็นเงาแล้ว ศัตรูที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่ศัตรูที่มีการโจมตีอันแข็งแกร่ง แต่เป็นศัตรูที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่สูงต่างหาก เทียบกันแล้วศัตรูที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่ต่ำนั้นไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหนเขาก็สามารถต่อกรได้อย่างสบายๆ พูดอีกอย่างคือถ้าต้องเผชิญหน้ากับโครงกระดูกยักษ์ที่มีเลเวลมากกว่าเขาถึง 20 กว่าเลเวล ต่อให้โจมตีไปสิบครั้งแล้วพลาดเป้าหมายไปสักเก้าครั้งเขาก็มั่นใจว่าจะสามารถฆ่ามันได้ และยังมั่นใจว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย……. แน่นอนว่าถ้ามันมีเยอะกว่านี้สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแต่ต้องรีบชิ่งเช่นกัน

        ถ้ำหัวกะโหลกชั้นที่สี่

        พื้นดินใต้เท้าของเย่เทียนเซี่ยยังคงเต็มไปด้วยโครงกระดูกสีขาว แสงสีขาวซีดยิ่งส่องสว่างมากขึ้น เย่เทียนเซี่ยเพิ่งก้าวเข้าไปเขาก็พบโครงกระดูกกำลังเดินอยู่ไกลๆ โครงกระดูกในชั้นนี้ไม่เพียงแผ่คลื่นพลังกดดันมหาศาลมาสู่เขา แต่แม้กระทั่งรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังดูน่าอัศจรรย์มากกว่าโครงกระดูกในชั้นก่อนหน้านี้หลายเท่า

        นายพลโครงกระดูก : เลเวล 55, ??????

        บนหัวของมันสวมใส่หมวกนักรบสีทองแดง หลังของมันมีผ้าคลุมสีแดงสดคลุมอยู่ ทั่วทั้งร่างของมันถูกปกคลุมไปด้วยชุดเกราะอันน่าสะพรึงที่ส่องแสงสีทองแดงออกมาบางเบา และเท้าที่กำลังก้าวไปมาบนพื้นนั่นก็สวมรองเท้านักรบสีทองแดงที่ดูแข็งแกร่งสุดๆไว้ด้วย ในมือของมันถือดาบยาวสีเงินวาววับที่ปลายดาบมีแสงสีเงินเย็นเยียบสะท้อนออกมา

        ร่างโครงกระดูกถูปกคลุมไปด้วยเกราะและรองเท้านักรบ และเพราะหมวกที่มันสวมไว้บนหัวทำให้เมื่อมองจากที่ไกลๆก็สามารถเห็นร่างนายพลอันน่าเกรงขามได้อย่างชัดเจน

        ขอบเขตความเกลียดชังของนายพลโครงกระดูกนั้นกว้างใหญ่กว่านักรบโครงกระดูกก่อนหน้านี้ค่อนข้างมาก เย่เทียนเซี่ยเพิ่งจะก้าวเข้ามาเท่านั้น ร่างของนายพลโครงกระดูกสามตัวก็หันมาทางเขาในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางดวงตากลวงโบ๋ว่างเปล่าราวกับมีรังสีความเกลียดชังแผ่ออกมาอย่างรุนแรง

        ตึกๆๆๆๆ…….. เสียงรองเท้านักรบย่ำเท้าหนักๆลงบนพื้นดังขึ้นมา นายพลโครงกระดูกสามตัวยกดาบขึ้นมาแล้วพุ่งมาทางเย่เทียนเซี่ยพร้อมกัน ท่าวิ่งและจังหวะในการวิ่งของพวกมันไม่มีความแตกต่างจากคนธรรมดาเลยแม้แต่น้อย

        มอนเสอตร์เลเวล 55 ตวัดดาบยาวของพวกมันผ่านร่างกายของเย่เทียนเซี่ยไปหลายแห่ง ถึงมันอาจจะทำให้เขาตายได้ แต่เขาจะตายไม่ได้เด็ดขาด

        หลังจากระดับมากกว่าเลเวล 10 ไปแล้ว ไม่ว่าจะถูกมอนสเตอร์ฆ่าตาย หรือว่าถูกผู้เล่นหรือ NPC ฆ่าตาย ทุกครั้งที่ผู้เล่นตายระดับจะลดลง 1 เลเวล ไอเทมที่มีอยู่ก็จะดรอปออกมา 1-3 ชิ้น (ซึ่งมีความสัมพันธ์กับค่าโชคและอัตราการดรอป) เหรียญทอง 1%-3% (ขึ้นอยู่กับค่าโชคเช่นกัน) ผู้เล่นที่เข้ามาใน World of Fate จะล้วนรับรู้ได้ถึงการเลื่อนระดับในเกมเสมือนจริงที่ยากเสียยิ่งกว่ายาก และบทลงโทษของความตายก็ยังโหดร้ายมากอีกด้วย ดังนั้นพวกเขาไม่มีทางเล่นสนุกกับชีวิตของตัวเองอย่างไม่ระวังเด็ดขาด

        แน่นอนว่าเย่เทียนเซ่ยไม่ใช่คนที่ไม่กลัวตาย เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่สามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดายถึงสามตัว ในที่สุดสายตาของเย่เทียนเซ่ยก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมา………… จากนั้นเขาก็เรียกใช้ทักษะอย่างตั้งใจทันที

        “สงครามคลั่ง!”

        เสียงต่ำท่ามกลางความว่างเปล่าอันเงียบสงัดแฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แสงสว่างของทักษะสงครามคลั่งปรากฏขึ้นบนร่างของเย่เทียนเซี่ยอีกครั้ง ความจริงที่น่ากลัวก็คือตั้งแต่ชั้นแรกของถ้ำหัวกะโหลกจนมาถึงที่นี่ พลังชีวิตของเขาก็อยู่ต่ำกว่า 20% มาโดยตลอด และเขาก็ยังไม่เคยใช้น้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิตของตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

        มันคือความกล้าหาญ ความมั่นใจ หรือความอวดดีกันแน่!

        และทักษะที่สนับสนุนความกล้าหาญ ความมั่นใจและความอวดดีนี้ก็มีพลังที่แข็งแกร่งมากอีกด้วย

        ขณะเดียวกันต่อให้เขาจะมีเลือดอยู่เต็มหลอด และแม้ว่าการโจมตีในชั้นที่สามของโครงกระดูกยักษ์จะรุนแรงแค่ไหน หรือทหารโครงกระดูกอาจจะสามารถฆ่าเขาได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวอย่างไร การคงสถานะพลังชีวิตที่ต่ำกว่า 20% เอาไว้เพื่อที่จะเรียกใช้ทักษะสงครามคลั่งได้ตลอดเวลาก็ยังเป็นทางเลือกที่เขามั่นใจอยู่ดี

        สิ่งที่เขาต้องการจากผลของทักษะสงครามคลั่งไม่ใช่พลังโจมตีที่เพิ่มขึ้น 30% เพราะต่อให้พลังโจมตีของเขาเพิ่มขึ้นมา 30% เขาก็ไม่มีทางทำลายการป้องกันของมอนสเตอร์เลเวล 55 ได้อยู่ดี แต่……สิ่งที่เขาต้องการคือความเร็วที่เพิ่มขึ้น 30% ต่างหาก

        ความตื่นเต้นและความบ้าคลั่งเดือดพล่านอยู่ในสมองและในอกของเย่เทียนเซี่ย ร่างกายของเขาราวกับวิญญาณที่ถูกสายลมพัดพาไป ดวงตาของเขาล็อกเป้าไปที่ปลายดาบที่กำลังแหวกอากาศเข้ามาที่หน้าอกของเขาแล้วร่างกายของเขาก็ค่อยๆเคลื่อนไหวหลบหลีก เย่เทียนเซี่ยเบี่ยงตัวไปทางด้านขวาเป็นมุมสี่สิบห้าองศาอย่างงดงาม ทำให้ดาบยาวนั้นวูบผ่านร่างกายของเขาไปในทันที ต่อจากนั้นเท้าของเย่เทียนเซี่ยก็ก้าวออกไปอย่างไร้รูปแบบ ร่างกายเคลื่อนไหวเหมือนภูติพรายพุ่งผ่านร่างของนายพลโครงกระดูกทั้งสามตัวไปจนไปถึงด้านหลังของพวกมัน จากนั้นเขาก็เรียกม้าเหงื่อโลหิตออกมาด้วยความรวดเร็วแล้วขี่มันทะยานออกไป

        ความเร็วในการเคลื่อนที่ของม้าเหงื่อโลหิตสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 60 หน่วย ทว่าเมื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ขึ้นความคล่องตัวอันแข็งแกร่งที่เย่เทียนเซี่ยมีก็จะถูกจำกัด แม้ว่าผู้เล่นจะสามารถควบคุมการเลื่อนที่ของสัตว์พาหนะได้ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะควรคุมร่างกายของตนเองระหว่างขี่สัตว์พาหนะได้อย่างอิสระ ดังนั้นในตอนที่ยังไม่รอดพ้นจากอันตรายก่อนหน้านี้เย่เทียนเซี่ยจึงไม่ได้เรียกม้าเหงื่อโลหิตออกมา

        ทักษะสงครามคลั่งที่ได้รับมาจากเมืองเริ่มต้นนั้น สำหรับผู้เล่นธรรมดาแล้วมันเป็นทักษะที่รนหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้มีมันอยู่ก็ไม่กล้าใช้ แต่ถ้าเสียไปก็รู้สึกเสียดาย แต่เย่เทียนเซี่ยกลับนำทักษะไร้ค่านี้มาใช้ และเขาก็แสดงผลของของทักษะต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากจนผู้เล่นคนอื่นๆคงไม่มีปัญญาทำได้ หรืออาจจะพูดได้ว่า…… สำหรับเขาแล้วไม่ว่าทักษะอะไรเมื่อมาอยู่ในมือเขา เขาก็จะทำให้มันแสดงผลออกมาได้ถึงขีดสุด

        และนี่ก็คือพลังที่เป็นของ “ราชาปีศาจไร้พ่าย” เช่นเขา ตำนานไร้พ่ายของเขาไม่ได้มาจากระดับ คุณสมบัติและไอเทมอันแข็งแกร่ง และเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีระดับ คุณสมบัติ ไอเทมและทักษะที่เหมือนกันทุกอย่าง ต่อให้มีถึงสิบคนเขาก็แน่ใจว่าเขาจะชนะอย่างแน่นอน หรือต่อให้มาเป็นร้อยคนเขาก็ไม่เคยกลัว

        นี่ก็คือตำนานของเขา

        ตอนนี้รอบด้านของเขาไม่มีศัตรูแล้ว ความเร็วในการเคลื่อนที่พื้นฐาน 100 หน่วยของเขาบวกกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีก 60 หน่วยของม้าเหงื่อโลหิต และยังรวบความเร็วที่เพิ่มขึ้นมาอีก 30% ของทักษะสงครามคลั่งอีก ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขาในเวลานี้มากกว่า 208 เหตุผลที่เขาเรียกม้าเหงื่อโลหิตออกมาเพราะเขามั่นใจว่าต่อให้ต้องเจอกับการสกัดกั้นของนายพลโครงกระดูก แต่ด้วยความเร็วขนาดนี้ขณะที่พวกมันกำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองและกำลังจะปลดปล่อยการโจมตีออกมาเขาก็คงพุ่งผ่านร่างของพวกมันไปแล้ว

        ทว่าทันใดนั้นสัญญาณอันตรายก็พุ่งขึ้นมาในประสาทการรับรู้ของเขาทันที เย่เทียนเซี่ยมีปฏิกิริยาตอบสนองในชั่วพริบตา เขากระโจนลงจากหลังม้าเหงื่อโลหิตอย่างไม่ลังเล หลังจากร่างกายของเขาสัมผัสพื้นดินแล้วเขาก็เซไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมายืนได้อย่างมั่นคง

        ปั้ง!

        ท่ามกลาความมืดมิดปรากฏแสงของสายฟ้าสีเทาขนาดใหญ่โจมตีออกมาจากความว่างเปล่าพุ่งตรงมาที่ร่างของม้าเหงื่อโลหิตทว่าพลาดเป้าจากเจ้านายของมัน ม้าเหงื่อโลหิตที่ไม่ได้รับการปกป้องอีกต่อไปร้องออกมาเสียงดัง พลังชีวิตของมันถูกกวาดเกลี้ยงไปทันทีด้วยสายฟ้าสีเทาเส้นนั้นก่อนมันจะล้มลงบนพื้น

        เมื่อเทียบกับหัวใจที่เต้นถี่รัวหลังจากเกือบถูกส่งไปเกินใหม่แล้วสิ่งที่เย่เทียนเซี่ยรู้สึกยิ่งกว่าก็คือความเจ็บปวดจากส่วนลึกของจิตใจ……..

        ม้าเหงื่อโลหิต……….. ม้าเหงื่อโลหิตราคาสามหมื่นเหรียญทองเชียวนะเว้ยยยย!!!!!!!

        ขณะนั้นเงาของสายฟ้าที่น่ากลัวก็ส่องสว่างขึ้นเผยให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างท่ามกลางความมืดมิด มันคือโครงกระดูกในชุดคลุมสีดำ นอกจากใบหน้ากลวงโบ๋ที่ปรากฏออกมาเพียงครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนอื่นของร่างกายของมันก็ถูกปกคลุมอยู่ใต้ชุดคลุมทั้งหมด เมื่อเทียบกับนักเวทย์วิญญาณโครงกระดูกที่ชั้นสองของถ้ำหัวกะโหลกแล้ว ชุดคลุมที่อยู่บนร่างของโครงกระดูกตัวนี้ดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าพวกนั้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านบนชุดคลุมไม่เพียงถูกตกแต่งด้วยลายเส้นซับซ้อน แต่รอบๆร่างของมันยังถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีเทาเรืองรองอีกหนึ่งชั้น

        โครงกระดูกวิญญาณอาฆาต : เลเวล 57, ??????

        ชั้นสี่ของถ้ำหัวกะโหลกแท้จริงแล้วมีโครงกระดูกถึงสองประเภท

        ตอนที่เขาเพิ่งจะก้าวเข้ามายังชั้นที่สี่เขามองเห็นเพียงนายพลโครงกระดูกเท่านั้น ดังนั้นจึงคิดว่าที่นี่มีโครงกระดูกแค่ประเภทเดียวเท่านั้น ค่าตอบแทนของการตัดสินใจผิดพลาดนี่ช่างใหญ่หลวงจริงๆ เขาเสี่ยงอันตรายก้าวเข้าไปในหุบเหวแห่งความตายและต้องสูญเสียม้าเหงื่อโลหิตราคาสามหมื่นเหรียญทองด้วยเหรอเนี่ย

        สัตว์พาหนะไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงนั้นสามารถฟื้นคืนมาได้หลังจากที่ตายไปแล้ว แต่พวกมันก็จะได้รับโทษเป็นการลดระดับเช่นเดียวกับผู้เล่น ขณะเดียวกันพวกมันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทรยศด้วย แต่สัตว์พาหนะนั้นเนื่องจากมีการตั้งค่าปกป้องไม่ให้พวกมันได้รับความเสียหายใดๆระหว่างการขี่ ดังนั้นสัตว์พาหนะจึงไม่มีทางตายได้ แต่หากแยกจากเจ้านาย หลังจากถูกโจมตีจนตายพวกมันก็จะตายไปจริงๆ ไม่สามารถฟื้นคืนมาได้เหมือนผู้เล่นหรือสัตว์เลี้ยง…… สำหรับสัตว์พาหนะธรรมดานั้นเหมือนกันทั้งหมดในจุดนี้ ทว่าสัตว์พาหนะที่มีระดับตั้งแต่ระดับ 5 ขั้นไป ก็คือตั้งแต่ระดับเซียนที่ยากจะปรากฏไปจนถึงระดับต้องห้ามที่ไม่น่าจะปรากฏออกมาได้ สัตว์พาหนะที่มีพลังอันแข็งแกร่งเหล่านี้ก็มีความสามารถที่จะฟื้นคืนมาได้เช่นเดียวกัน

        เย่เทียนเซี่ยที่หัวใจเหมือนถูกกรีดจนเลือดอาบมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วนที่จะทำให้โครงกระดูกวิญญาณอาฆาตทั้งหมดกลายเป็นเพียงเศษกระดูก เมื่อร่างโครงกระดูกวิญญาณอาฆาตเริ่มทอแสงสีเทาออกมาระหว่างที่พวกมันกำลังร่างเวทย์  เย่เทียนเซี่ยก็กัดฟันมองพวกมันและกระชับห้วงเวลาแห่งโชคชะตาในมือแน่น หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด…………….

        วิ่ง!

        ปั้ง!

        เสียงฟ้าผ่าเหมือนก่อนหน้านี้ดังขึ้นด้านหลังของเขา เวทย์วิญญาณที่โครงกระดูกวิญญาณอาฆาตทั้งหมดปลดปล่อยออกมาเหนือกว่านักเวทย์โครงกระดูกก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด หลังจากใช้เวลาร่ายเวทย์ไปไม่ถึงสามวินาทีพวกมันก็ปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งออกมาและยังเป็นการโจมตีอันน่ากลัวที่คลอบคลุมพื้นที่ถึงห้าเมตร ด้านหน้าของเย่เทียนเซี่ยที่เพิ่งหลบเวทย์พวกนั้นมาได้อย่างหวุดหวิดก็ยังมีนายพลโครงกระดูกอีกสองตัวปรากฏตัวขึ้นมา เขาไม่ได้ชะลอฝีเท้าลง กลับกันเขากลับเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก หลังจากหมุนตัวครั้งหนึ่งดาบยาวสองเล่มที่พุ่งเข้ามาจากด้านบนก็ตัดผ่านเพียงความว่างเปล่า ร่างของเขาสไลด์ไปตามพื้นอย่างสวยงาม และหลบหลีกการโจมตีพวกนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ เย่เทียนเซี่ยรีบยืนขึ้นแล้วหายตัวไปในความมืดมิดที่ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางสีขาวซีด

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม