0 Views

        “นี่ถือว่าผมพิสูจน์ความสามารถของผมได้หรือยังครับ?” เย่เทียนเซี่ยยิ้มอย่างสบายๆแล้วพูดขึ้น

        “นายเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไง?” ซูลั่วถามออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว

        “ไม่ใช่!” เย่เทียนเซี่ยตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ จากสายตาของซูลั่ว เขามองไม่เห็นความผิดปกติใดๆของเย่เทียนเซี่ยเลยแม้แต่น้อย

        “ถ้าอย่างนั้นนาย…….” ถ้าไม่ใช่ต่างดาว แล้วความสามารถที่ไม่สามารถใช่ตรรกะธรรมดาอธิบายได้นี่มันคืออะไร

        “คุณไม่ต้องรู้หรอก” เย่เทียนเซี่ยตัดบทอย่างไม่เกรงใจ ต่างดาว? ของแบบนั้นถือว่าเป็นการดูถูก แต่ความสามารถที่ตัวเขามีนั้นมันคืออะไร?  เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

        ซูลั่วเงียบไป ตอนแรกที่เขาสืบข้อมูลของเย่เทียนเซี่ยเขาก็พบกับความลึกลับเต็มไปหมด เป็นความลึกลับที่พยายามสืบเท่าไรก็สืบไม่พบ ตอนนี้เขาได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแล้วสิ่งที่เขาเห็นมันยิ่งดูลึกลับมากขึ้นไปอีก เป็นครั้งแรกที่เขามองอะไรไม่ขาดแบบนี้ เขาช่างเป็นคนที่มีแต่ความคลุมเครือจริงๆ……. อีกทั้งยังเป็นเพียงแค่คนหนุ่มคนหนึ่ง ในตอนนี้ประสบการณ์ของซูลั่วบอกกับเขาว่าถ้าเขายังยืนยันที่จะสืบหาความเป็นมาต่างๆเกี่ยวกับคนๆนี้ต่อไปบางทีนั่นอาจจะเป็นเรื่องอันตรายมากก็เป็นได้

        “สิ่งที่นายพิสูจน์มาคือความสามารถในการเฝ้าระวังของนาย ที่ฉันอยากเห็นก็คือความสามารถที่จะปกป้องเฟยเฟยของนายต่างหาก” ซูลั่วพูด เขาเบี่ยงตัวแล้วชี้ไปที่บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขามาตลอด “ทั้งสองคนนี้เป็นแชมป์ในการแข่งขันของหน่วยรบพิเศษของหัวเซี่ยเมื่อสิบปีก่อน แม้กระทั่งตอนนี้ทหารในหัวเซี่ยก็ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ “เสือดำ” กับ “หมาป่าแดง” เพราะการคุ้มกันของพวกเขาหลายปีมานี้ฉันถึงได้ปลอดภัยมาโดยตลอด ถ้านายเอาชนะพวกเขาได้ ฉันถึงจะวางใจให้เฟยเฟยอยู่ที่นี่”

        บอดี้การ์ดทั้งสองคนเข้าใจความหมายของซูลั่ว พวกเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกัน ก่อนที่จะมาที่นี่พวกเขาก็รู้แล้วว่าคนๆนี้เคยช่วยชีวิตซูเฟยเฟยไว้ครั้งหนึ่ง แต่ทว่าการให้พวกเขาเผชิญหน้ากับคนหนุ่มอย่างเย่เทียนเซี่ยด้วยความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขานั้นทำให้พวกเขานึกดูถูกอยู่ในใจลึกๆ แต่เมื่อเย่เทียนเซี่ยแสดงถึงความสามารถอันแปลกประหลาดออกมา มันจึงทำให้ท่าทางดูถูกของพวกเขาหายไปจนหมด

        แต่คำพูดต่อมาของเย่เทียนเซี่ยกลับทำให้สีหน้าของพวกเขามืดครึ้มลงทันใด

        “จะเอาแบบตายหรือพิการดีล่ะ?” เย่เทียนเซี่ยปรายตามอง “เสื้อดำ” กับ “หมาป่าแดง” ก่อนจะพูดออกมา น้ำเสียงของเขาดูสบายๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆที่ทำได้โดยปกติเหมือนการกินและการนอน

        คำตอบเช่นนั้นทำให้ซูลั่วเกิดความประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาถึงกับหมดคำพูดไปพักใหญ่……… เพราะเขาไม่สามารถตอบได้ว่า “พิการ” และยิ่งไม่สามารถตอบได้ว่าให้จัดการจน “ถึงตาย”…….

        เย่เทียนเซี่ยถอยไปด้านหลังเขายกมือขวาขึ้นมา “เสือดำ” กับ “หมาป่าแดง” ก็ขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกันและตั้งท่าเตรียมตัวต่อสู้ทันที แม้ว่าพวกเขาจะเป็นหน่วยรบพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าหัวเซี่ยเป็นดินแดนแห่งสัตว์ร้าย ไม่ว่าจะต่อสู้กับใครก็ไม่ควรดูถูก และแม้ว่าเย่เทียนเซี่ยจะมีอายุแค่ประมาณยี่สิบเอ็ดปี แต่กลับสามารถทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็นได้ ดังนั้นถ้าไม่มีของดีจริงจะกล้าอวดดีได้ขนาดนี้เหรอ

        หลังจากเย่เทียนเซี่ยยกมือขึ้นเขาก็ไม่ได้ทำการจู่โจม อีกทั้งยังทำท่าหักนิ้วตัวเองโดยไม่ได้ทำอะไรต่อ

        เสียงกรอบดังขึ้นมาครึ่งหนึ่ง กระจกระเบียงที่เคยปิดไว้ก็เปิดออกทันที “เสือดำ” กับ “หมาป่าแดง” มองกลับไปทางด้านหลังแต่ทันใดนั้นพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมวูบหนึ่งที่พุ่งเข้ามา เมื่อหันกลับมาร่างของพวกเขาก็ถูกมือของเย่เทียนเซี่ยคว้าเข้าที่คอเรียบร้อยแล้ว “เวลาต่อสู้ไม่ควรไขว้เขว ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือบอดี้การ์ดก็ไม่ควรลืมกฎข้อนี้”

        เมื่อพูดจบเย่เทียนเซี่ยก็เหวี่ยงมือทั้งสองข้างออกไป คนสองคนก็ถูกโยนออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เหมือนลูกไก่ตัวน้อยๆสองตัว ต่อมาหน้าต่างบานนั้นก็ปิดลงด้วยตัวเองอย่างแปลกประหลาด

        การต่อสู้ของเย่เทียนเซี่ยกับบอดี้การ์ดสองคนยังไม่ทันได้เริ่มก็สิ้นสุดลงเสียแล้ว อาการตกใจของซูลั่วเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกอีกหลายเท่าตัว ตอนนี้เขาแทบจะกลายเป็นคนโง่ และน่าจะตัดสินได้ชัดเจนแล้วว่าความแข็งแกร่งของบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ข้างกายเขากับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้…….. มันอยู่กันคนละชั้น!

        “เอาล่ะ คุณซูครับ ตอนนี้ก็ไม่มีคนนอกแล้ว ก็น่าจะพูดเรื่องที่เราควรจะพูดกันได้แล้วนะครับ” เย่เทียนเซี่ยถูมือไปมา เขาหันกลับมาและยังคงมีสีหน้าสบายๆไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่มีสีหน้าภูมิใจอะไรทั้งสิ้นเช่นกัน ราวกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งจะโยนออกไปเป็นแค่ตั๊กแตนสองตัวก็เท่านั้น “ตอนนี้คุณคิดว่าผมมีความสามารถพอที่จะปกป้องลูกสาวของคุณอย่างดีแล้วหรือยังครับ? อีกอย่างนึง คุณต้องพยายามเชื่อใจผมนะ ว่าผมไม่มีทางที่จะคิดทำมิดีมิร้ายลูกสาวคุณแน่ๆ แล้วก็จะไม่เอื่อยเฉื่อยด้วย ลูกสาวของคุณเป็นสิ่งมีค่าที่สวยงาม แต่ยังไงก็ไม่อยู่ในสายตาของผมหรอก แต่ว่า……” มุมปากของเย่เทียนเซี่ยยกยิ้มขึ้น “ถ้าลูกสาวของคุณเริ่มก่อน ในฐานะที่ผมก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง ผมก็อาจจะทำเรื่องที่คุณไม่อยากเห็นลงไปก็เป็นได้”

        สีหน้าของซูลั่วเปลี่ยนไปทันที ตอนนี้สีหน้าของเขามันทั้งมืดมนและดูน่ากลัว สายตาที่ยังคงสั่นไหวนั้นมีร่อยรอยความไม่มั่นใจฉายออกมาชัดเจน มันคือสีหน้าที่ยากจะตัดสินใจว่าจะทำการต่อสู้ดีหรือไม่ เรื่องของซูเฟยเฟยทำให้หัวใจเขาเจ็บปวด และเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมลูกสาวของเขาถึงได้ทำการตัดสินใจที่เขาไม่มีทางเข้าใจได้แบบนี้ สถานการณ์เช่นนี้เขาไม่สามารถมาห้ามปรามเธอได้ และไม่มีทางห้ามได้ด้วย

        แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ซูลั่วที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะท้าน อย่างไรก็ตามเขาก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเย่เทียนเซี่ยเลย สิ่งที่เขาสืบหามาเกี่ยวกับเย่เทียนเซี่ยก็เป็นแค่ข้อมูลผิวเผิน ส่วนสิ่งที่เขาอยากรู้นั้น เขาพยายามสืบหายังไงก็หาไม่พบ

        คนอย่างเย่เทียนเซี่ย เขาจะวางใจให้ลูกสาวของเขาอยู่กับคนแบบนี้ได้ยังไง

        “บอกเหตุผลหรือจุดประสงค์ของนายมาซะ” ในที่สุดซูลั่วที่ลังเลอยู่พักใหญ่ก็เปิดปาดพูดออกมา

        “ง่ายมาก” เย่เทียนเซี่ยเผยรอยยิ้มงดงามออกมาแจ่มชัด “ช่วงนี้ผมค่อนข้างจะถังแตก……. แล้วคุณก็เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชีย ก็ง่ายๆแบบนั้นแหละ ถ้าจะให้ผมคุ้มครองลูกสาวของคุณ ก็แบบว่า….. คุณก็คงต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ผมแพงหน่อยแค่นั้นเอง”

        เหตุผลตรงไปตรงมาที่หลุดออกมาจากปากของเย่เทียนเซี่ยทำให้หัวใจที่สับสนวุ่นวายของซูลั่วค่อยๆสงบลง จริงๆแล้วตั้งแต่แรกเริ่มเขาก็มองไม่เห็นความเสแสร้งใดๆจากเย่เทียนเซี่ยเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกนี้ทำให้ในใจลึกๆของเขาเชื่อคำพูดของเย่เทียนเซี่ยหมดทุกคำ และต่อมามันก็เข้าใกล้ความไว้วางใจทีละน้อย

        เขามีประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าใคร และเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกวันเขาต้องสวมหน้ากากไม่ซ้ำหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่สวมหน้ากากเข้าหาเขาเหมือนกัน เขาไม่เคยเชื่อใจใครง่ายๆ ความระมัดระวังได้กลายเป็นสัญชาติญาณของเขาไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้

        แต่คำพูดและการกระทำของเย่เทียนเซี่ยราวกับเป็นเวทมนต์อันแปลกประหลาดที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะเชื่อใจชายหนุ่มคนนี้…….. แม้ว่าเขาและชายหนุ่มคนนี้จะเพิ่งพบกันครั้งแรกก็ตาม

        เย่เทียนเซี่ยพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ที่เขายอมรับซูเฟยเฟยก็เพราะว่า………. เขาต้องการเงิน! ต้องการค่าคุ้มครองแพงหูฉี่นั่น!

        เมื่อคิดถึงคำพูดของลูกสาวที่แวบเข้ามาในใจของเขาและน้ำตาที่เขาไม่ได้เห็นมาไม่รู้นานเท่าไรนั่นแล้ว ซูลั่วก็โยนความลังเลสุดท้ายในใจออกไป เขาถอนหายใจเสียงเบาก่อนจะพูดออกไป “จนถึงวันนี้ฉันก็เพิ่งรู้ว่าเฟยเฟยมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความสุขเลยซักนิด ในทางตรงกันข้ามก็เป็นเพราะฉันเอง ที่ทำให้ทุกๆวันของเธอต้องอยู่ภายใต้เงาแห่งความกลัวแบบนั้น และเพื่อให้ฉันสบายใจการแสดงออกที่ผ่านมาโดยตลอดของเธอจึงเป็นเพียงด้านที่เธอมีความสุขเท่านั้น…… และสิ่งเหล่านี้ฉันกลับไม่เคยรับรู้เลยสักนิด…… สิบปีแล้ว ที่ฉันไม่เคยรับรู้อะไรเลยมาโดยตลอด…….”

        น้ำเสียงของเขาต่ำลงเรื่อยๆ และบริเวณหว่างคิ้วของเขาก็ค่อยๆปรากฏร่องรอยของความเศร้าออกมา

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม