0 Views

          ในที่สุดซูลั่วก็มีปฏิกิริยา เขาเดินไปด้านหน้าตรงไปยังลูกสาวของตัวเอง แต่เดินต่อไปเพียงสองก้าวเขาก็หยุดลง เขาก็พบว่าตัวเองในเวลานี้ไม่มีความกล้าเอาเสียเลย…….. อีกทั้งยังไม่มีคุณสมบัติที่จะไปเผชิญหน้ากับเธอด้วย เขาเคยคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว เขาคิดว่าตัวเองทำให้ลูกสาวของเขามีความสุขอยู่กับชีวิตที่หรูหราและสะดวกสบาย แต่จริงๆแล้วเขากลับเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนเลยสักอย่างและยังเป็นพ่อที่น่ารังเกียจอีกด้วย

        เขาหมุนตัวกลับทันที แล้วหันไปประสานสายตากับเย่เทียนเซี่ยที่อยู่ตรงนั้น สายตาที่เคยพร่ามัววูบไหวเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาเปิดปากถามเย่เทียนเซี่ย “ข้างบนมีห้องที่สะอาดหน่อยไหม?”

        เย่เทียนเซี่ยส่ายหน้าตอบอย่างสงบ “ไม่มี”

        ซูลั่วเงียบไปอึดใจก่อนจะพูดออกมาเบาๆ “มากับฉันสิ”

        พูดจบเขาก็เดินนำไปทางบันใดที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ทุกครั้งเมื่อเท้าของเขาแตะพื้นจะเป็นการก้าวย่างที่หนักแน่น บอดี้การ์ดที่ตามมากับเขาทั้งสองคนก็ตามไปด้านหลังของเขาไม่ห่าง

        เย่เทียนเซี่ยปรายตามองไปทางซูเฟยเฟยครั้งหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนจากโซฟา ในตอนนี้เขารู้จักอีกด้านของซูเฟยเฟยแล้ว ก็ถือว่าเขาเข้าใจเธอได้ลึกซึ้งมากขึ้นอีกนิด…….. เธอเป็นคนที่โดดเดี่ยวและน่าสงสารเหมือนกันกับเขา

        ที่ระเบียงชั้นสอง

        เวลาผ่านมาจนถึงตอนเที่ยวแล้ว แสงแดดร้อนระอุจากดวงอาทิตย์สาดส่องมากระทบลงบนร่างของซูลั่ว แต่มันกลับสาดส่องไปไม่ถึงความเย็นเยียบและความเจ็บปวดในหัวใจของเขา

        เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากทางด้านหลังเขาก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับเย่เทียนเซี่ย สายตาของเขากวาดมองขึ้นลงผ่านร่างของเย่เทียนเซี่ยอย่างละเอียด เขาตั้งใจที่จะประเมินเย่เทียนเซี่ยอย่างจริงจัง เมื่อตอนที่เย่เทียนเซี่ยช่วยชีวิตซูเฟยเฟยไว้เขาก็สืบประวัติทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเย่เทียนเซี่ยไปแล้ว แต่ผลที่ได้ทำให้เขาประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า

        “นายชื่อเย่เทียนเซี่ยงั้นเหรอ?” ซูลั่วทำลายความเงียบด้วยการถามขึ้นมาก่อน

        เย่เทียนเซี่ยพยักหน้าน้อยๆและยิ้มบาง “คุณซู คุณคือคนที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย เงินที่คุณได้รับในทุกๆนาทีมันมากกว่าเงินทั้งชีวิตของหลายๆคนซะอีก เรื่องอะไรที่มันจะเสียเวลาก็ไม่ต้องพูดมากหรอกครับ คุณอยากจะพูดอะไรกับผมก็พูดมาตรงๆได้เลย”

        สีหน้าของซูลั่วไม่เปลี่ยนแปลงแต่สายตาของเขากลับเปลี่ยนเป็นจริงจังมากยิ่งขึ้นหลายส่วน “ดูเหมือนว่านายน่าจะรู้อยู่แล้วสินะว่าฉันเป็นใคร และก็รู้ด้วยว่าเฟยเฟยเป็นใคร……. ตามที่ฉันรู้มานายอยู่คนเดียวมานานแล้ว แล้วก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับคนภายนอกเลย แล้วครั้งนี้ยังไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของเฟยเฟยที่จะมาอยู่ที่นี่อีก คิดว่ามันคงไม่เกี่ยวกับฉันสินะ”

        “เหอะ ถ้าผมพูดว่าไม่ คุณจะเชื่อไหม?” เย่เทียนเซี่ยยกยิ้ม ไม่ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มหรือคำพูดของเขาก็ล้วนไม่ใช่การเสแสร้งที่ทำให้คนมองรู้สึกผิดปกติเลยแม้แต่น้อย “ที่คุณคิดก็ไม่ผิดหรอก ผมไม่ปฏิเสธ เพราะเธอเป็นลูกสาวของคุณซูไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเดินเข้าประตูบ้านผมมาด้วยซ้ำ”

        คำพูดของเย่เทียนเซี่ยตรงไปตรงมาไม่มีความเกรงใจ บอดี้การ์ดของซูลั่วทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วแน่น สายตาที่มองมายังเย่เทียนเซี่ยเปลี่ยนเป็นมืดมนลงอย่างชัดเจน

        แต่ซูลั่วกลับไม่มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย ท่าทางตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงไปหลายส่วน “นายเป็นคนที่ไม่เสแสร้ง  ไม่ว่าเป้าหมายของนายจะเป็นอะไร ขอแค่นายยอมพูดออกมาตามตรง……… แบบนั้นถ้าเฟยเฟยจะอยู่ที่นี่ฉันก็คงวางใจได้มากขึ้น จริงๆแล้วที่นายไม่ปฏิเสธก็หมายความว่านายยินยอมที่จะปกป้องเฟยเฟยอย่างนั้นใช่ไหม?”

        “ก็ประมาณนั้น จะว่าไปแล้วผมกับลูกสาวของคุณก็นับว่ามีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง”

        ตอนเช้าลวนลาม ตกเย็นมาดันกลายเป็นวีรบุรุษช่วยชีวิต……….. วาสนาแบบนี้คงไม่ใช่วาสนาลึกล้ำธรรมดาจริงๆ

        “นายจะช่วยบอกเรื่องของนายให้ฉันรู้หน่อยได้ไหม เช่นว่าครอบครัวของนาย นาย…..”

        “ไม่ได้!” ไม่ต้องรอให้ซูลั่วพูดจบเย่เทียนเซี่ยก็ชิงปฏิเสธออกมาเสียก่อน น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนแข็งกระด้างขึ้นอย่างชัดเจน คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น

        ซูลั่วไม่ได้ถามต่อ ในใจของเขายิ่งมีความหวาดหวั่นและความชื่นชมเพิ่มมากขึ้น เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากว่าครึ่งชีวิต ในบรรดาคนที่อายุน้อยทั้งหมดที่เขาเคยพูดคุยด้วยไม่มีใครมีท่าทางสงบนิ่งได้เหมือนเย่เทียนเซี่ยเลย เย่เทียนเซี่ยรู้ดีว่าเขาเป็นใคร แต่ทำราวกับว่าเขาไม่ได้อยู่ในสายตา น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเขาก็ไม่ได้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งเขายังไม่มีความเคารพนบนอบแม้แต่น้อย ราวกับว่าชื่อ “ซูลั่ว” นี้เป็นชื่อของคนธรรมดาก็ไม่ปาน

        “เอาเถอะ นั่นมันเรื่องส่วนตัวของนาย ฉันก็ไม่ควรจะถามให้มาก ถ้านายยังยืนยันที่จะปกป้องเฟยเฟย แล้วนายจะเอาอะไรมาเป็นหลักประกันว่านายมีความสามารถมากพอจะปกป้องเธอได้?” สีหน้าของซูลั่วครุ่นคิดอย่างหนักขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาจ้องสบกับนัยน์ตาของเย่เทียนเซี่ย นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาที่เขากังวลที่สุด

        เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อาจขัดความต้องการของซูเฟยเฟยได้และยังไม่สามารถบังคับให้กลับบ้านได้อีกด้วย แต่ความปลอดภัยของลูกสาวสำหรับพ่อทุกคนแล้วถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง

        “นี่ก็……. ผมจะตอบยังไงดีล่ะ?” เย่เทียนเซี่ยลูบจมูกเบาๆ ดูเหมือนจะเป็นคำตอบแต่ก็ดูเหมือนเป็นการพูดกับตัวเอง แล้วเขาก็พูดออกมาตามตรง “แบบนี้โอเคไหมครับ…… คุณซู ฝ่าเท้าขวาของคุณกำลังเหยียบเครื่องดังฟังอันนึงอยู่ แล้วก็บุหรี่ตัวที่สามในซองบุหรี่ที่อยู่ในกระเป๋าซ้ายของคุณลุงที่ยืนอยู่ด้านหลังคุณทางขวามือก็ซ่อนเครื่องดังฟังเอาไว้อีกอันนึง แล้วตอนนี้พวกคุณก็เอามันออกมาได้แล้วล่ะ”

        บอดี้การ์ดสองคนของซูลั่วถึงกับตกตะลึง บอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ด้านหลังทางขวามือของซูลั่วจ้องมองเย่เทียนเซี่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย เย่เทียนเซี่ยไม่ได้สัมผัสส่วนใดของร่างกายพวกเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วไหนจะยังยืนห่างจากพวกเขามากกว่าหนึ่งเมตรอีก พวกเขาเป็นบอดี้การ์ดมืออาชีพและยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องมือพวกนี้ ดังนั้นระดับการรับรู้ของพวกเขาจึงฉับไวเกินกว่าคนธรรมดา แม้แต่พวกเขายังตรวจไม่พบ…….แต่คนที่ไม่เคยสัมผัสพวกเขาเลยทำไมถึงรับรู้ถึงมันได้? แล้วยังบอกตำแหน่งของมันได้อย่างชัดเจนอีกด้วย……. เรื่องนี้ฟังดูแล้วมันน่าขันยิ่งกว่ามุขตลกอื่นๆเสียอีก

        แม้ว่าเขาจะคิดอย่างนั้นแต่การเคลื่อนไหวของเขากลับเป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมือของเขาสัมผัสกับบุหรี่ในซองหัวใจของเขาก็กระตุกวูบทันที “ทำไมเขาถึงรู้ว่าในกระเป๋าเสื้อผมมีซองบุหรี่อยู่ล่ะ?”

        ซองบุหรี่ถูกเปิดออกบุหรี่ตัวที่สามจากแถวบนก็ถูกหยิบออกมาตามมาด้วยหัวบุหรี่ที่ถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นอุปกรณ์โลหะอันเล็กๆก็ตกลงมาจากหัวบุหรี่หล่นลงสู่พื้นเกิดเป็นเสียงอะไรบางอย่างตกกระทบกันเบาๆ

        เมื่อเขาหยิบอุปกรณ์โลหะเล็กๆนั้นขึ้นมาซูลั่วและบอดี้การ์ดอีกสองคนก็ได้แต่นิ่งอึ้งจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง สายตาที่พวกเขามองไปทางเย่เทียนเซี่ยราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันเหมือนกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ!

        นี่คือเครื่องดักฟังไม่ผิดแน่!

        ซูลั่วรีบถอดรองเท้าหนังข้างขวาของเขาออกทันที ที่พื้นรองเท้านั้นพวกเขาก็ได้เห็นแผ่นโลหะบางๆที่แทบจะเหมือนกันทุกอย่างแปะอยู่ที่ส้นรองเท้า

        อุปกรณ์โลหะแผ่นบางๆทั้งสองถูกทำลายทิ้งทันที  ซูลั่วสวมรองเท้ากลับคืนและเมื่อเขาเผชิญหน้ากับเย่เทียนเซี่ยอีกครั้งในใจของเขาก็ไม่สามารถรักษาความสงบนิ่งได้อีกต่อไป “ช็อค” คำนี้คำเดียวคงไม่อาจอธิบายคลื่นพายุที่พัดอยู่ในใจของเขาในเวลานี้ได้

        สัตว์ประหลาด…….. เป็นสัตว์ประหลาดที่มีความสามารถอันน่ากลัว นอกจากสิ่งนี้แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมาอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม