0 Views

        ลุงอ้วนผู้เป็นปรมาจารย์ผู้พิทักษ์ตรวจสอบคุณสมบัติของเย่เทียนเซี่ยก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดออกมา “จริงๆแล้วเจ้าก็มีความเหมาะสมที่จะสามารถเป็นผู้พิทักษ์ได้อยู่ แต่สำหรับผู้พิทักษ์อย่างเราแล้วสิ่งสำคัญคือการป้องกัน ไม่ใช่การโจมตี ดังนั้นต่อไปทางที่ดีเจ้าควรจะนำคะแนนคุณสมบัติเพิ่มลงไปในส่วนของความแข็งแกร่ง เพราะผู้พิทักษ์อย่างเราทุกครั้งที่เพิ่มค่าพละกำลังจะเพิ่มพลังโจมตีได้แค่ 1.5 เท่านั้น แต่การเพิ่มค่าความแข็งแกร่งทุกๆ 1 หน่วยจะทำให้พลังชีวิตของเจ้าเพิ่มขึ้น 15 หน่วยและยังทำให้พลังป้องกันเพิ่มขึ้น 1.5 หน่วยด้วย

        ผู้พิทักษ์ใน World of Fate เป็นอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเราเหล่าผู้พิทักษ์มีความสามารถในการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ในสนามรบนั้นจะขาดโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดไปไม่ได้ ผู้พิทักษ์ขั้นต้นสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือผู้พิทักษ์แห่งแสงและผู้พิทักษ์แห่งความมืด ผู้พิทักษ์แห่งแสงนอกจากจะมีพลังชีวิตและพลังป้องกันที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีความสามารถในการรักษาตนเองและช่วยเหลือกลุ่มของตนได้ด้วย ผู้พิทักษ์แห่งแสงจะสามารถปกป้องและรักษาตัวเองและเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี ส่วนผู้พิทักษ์แห่งความมืดนั้นนอกจากจะมีพลังชีวิตและพลังป้องกันที่แข็งแกร่งแล้วยังมีทักษะในการตัดกำลังอีกด้วย ซึ่งนั่นถือเป็นฝันร้ายของศัตรูที่แข็งแกร่งเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่จะสามารถต้านทานการโจมตีของศัตรูได้ แต่ยังมีความสามารถที่จะทำให้ศัตรูที่แข็งแกร่งอ่อนแอลงได้ด้วย แล้วเจ้าอยากจะเป็นผู้พิทักษ์แบบไหนล่ะ?”

        “ผู้พิทักษ์แห่งแสงครับ” เย่เทียนเซี่ยพูดออกไปทันทีโดยไม่ได้คิดเลยซักนิด การมอบอาชีพมือใหม่ล้มเหลว การเปลี่ยนอาชีพนักรบก็ล้มเหลวอีก ครั้งนี้สิ่งที่เขาครุ่นคิดไม่ใช่การเปลี่ยนอาชีพ แต่เป็นการยืนยันเรื่องบางอย่างที่เขาเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น

        “ดีมาก ถ้าเช่นนั้นในนามของเทพแห่งการปกป้อง ข้าขอมอบพลังผู้พิทักษ์แห่งแสงให้เจ้า….. และขอให้เจ้าได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ที่รุ่งโรจน์”

        ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพผู้พิทักษ์ยกสองมือของเขาขึ้นมา และในขณะนั้นเองกลุ่มแสงสีขาวก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นรูปโล่อันหนึ่ง หลังจากนั้นก็แตกออกและลอยมายังร่างของเย่เทียนเซี่ย

        แต่ทว่าในชั่วขณะที่แสงนั้นสัมผัสถูกร่างของเย่เทียนเซี่ย ก็ราวกับกระจกไร้รอยตำหนิที่ถูกสะท้อนกลับในทันทีและแตกสลายไปจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

        “……” เย่เทียนเซี่ย

        ใบหน้าสงบนิ่งของปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพผู้พิทักษ์เผยให้เห็นถึงความตกตะลึง เขายกมือขึ้นและทำท่าทางเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง แสงสว่างรวมตัวกันปรากฏเป็นรูปโล่อันหนึ่งอีกครั้ง และเมื่อมันสัมผัสร่างของเย่เทียนเซี่ย มันก็เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อีกครั้ง

        “เอ่อ…..” ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพผู้พิทักษ์ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดออกมา “ไม่ต้องกังวลไป เรื่องแบบนี้มิใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดูเหมือนว่าศักยภาพของเจ้าจะไม่เหมาะสำหรับการเป็นผู้พิทักษ์….. แต่ตามคุณสมบัติในตอนนี้ของเจ้า เจ้ายังสามารถเลือกเป็นนักรบได้”

        เย่เทียนเซี่ยหมุนตัวกลับอย่างเงียบเชียบตรงไปยังพื้นที่เปลี่ยนอาชีพนักธนูที่อยู่อีกด้านท่ามกลางสายตาไม่เข้าใจของปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพผู้พิทักษ์

        “ผมอยากเป็นนักธนูครับ” เย่เทียนเซี่ยที่สูญเสียความกระตือรือร้นไปแล้วพูดออกไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

        “สวัสดีเจ้าหนุ่ม…… เอ๋? เจ้าแน่ใจรึว่าอยากจะเป็นนักธนู? แม้ว่านักธนูจะเป็นอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดใน World of Fate แต่คุณสมบัติของเจ้าในตอนนี้ดูเหมือนจะเหมาะกับการเป็นนักรบไม่ก็ผู้พิทักษ์นะ” ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักธนูก็เป็นชายวันกลางคนเหมือนก่อนหน้านี้ เขาสวมชุดสีเขียวงดงาม และพยายามพูดกับเย่เทียนเซี่ยอย่างตั้งใจ

        “แน่ใจ!” เย่เทียนเซี่ยตอบกลับไป ตอนนี้เมื่อพบกับปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพทั้งสามคน ทุกคนก็จะต้องพูดประโยคเดียวกันว่า “อาชีพXXXเป็นอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปที่สาบสูญ” มีเพียงแค่ไอ้ตรง XXX เท่านั้นแหละที่ไม่เหมือนกัน

        “เช่นนั้นก็ดี แต่ข้าจำต้องพูดเรื่องนี้ เจ้าหนุ่มเจ้าช่างมีวิสัยทัศน์ยิ่งนัก พวกเรานักธนูมีความสามารถในการต่อสู้ระยะไกลที่แข็งแกร่งที่สุด เพียงแค่ทิ้งระยะห่างสงครามก็จะอยู่ในการควบคุมของพวกเราทั้งหมด นักธนูขั้นต้นจะสามารถแบ่งได้เป็นกองหน้าที่เน้นการโจมตีระยะไกลที่แข็งแกร่ง และนักล่าที่เน้นการวางกับดักชนิดต่างๆ เจ้าอยากจะเป็นกองหน้าหรือว่านักล่ากันล่ะ?”

        “กองหน้า”

        “ดีมาก……ในนามของเทพแห่งธนู ข้าขอมอบพลังแห่งคันศรให้แก่เจ้า!”

        ครั้งนี้สิ่งที่ปรากฏบนหัวของเย่เทียนเซี่ยเป็นกลุ่มแสงสีขาวรูปคันศร เมื่อกลุ่มแสงสีขาวนั้นลอยลงมาสัมผัสกับร่างของเย่เทียนเซี่ย มันก็เป็นเหมือนก่อนหน้านี้ที่แสงนั้นจะแตกสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

        “นี่………” ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักธนูก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาเหมือนกับปรมาจารย์สองคนก่อนหน้านี้ และตามมาด้วยการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาอีกครั้งเหมือนเดิม “แปลกจริง……มา ลองดูอีกสักครั้ง”

        “ไม่ต้องแล้วครับ” แล้วเย่เทียนเซี่ยก็หมุนตัวเดินจากไป

        ครั้งนี้เขาเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักฆ่า

        “……. พวกเรานักฆ่าเป็นอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดใน World of Fate พวกเรามีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้รวดเร็วที่สุดและยังมีความสามารถในการสร้างความเสียหายที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย แม้ว่าพวกเราจะไม่เหมาะกับสนามรบ แต่พวกเรากลับเป็นมีดในยามค่ำคืนที่ศัตรูทุกคนหวาดกลัวที่สุด แล้วเจ้าพร้อมที่จะเป็นนักฆ่าแล้วหรือยัง? เจ้าจะเลือกเป็นนักฆ่าแห่งความมืดที่เน้นการโจมตีถึงตายหรือจะเลือกเป็นโจรที่เน้นความสามารถในการเคลื่อนได้ที่อย่างรวดเร็วกันล่ะ?”

        “นักฆ่าแห่งความมืด”

        หลังจากนั้นอีก 10 วินาทีเย่เทียนเซี่ยก็เดินออกมาจากพื้นที่เปลี่ยนอาชีพนักฆ่าด้วยใบหน้าเย็นชา เขาตรงไปยังพื้นที่เปลี่ยนอาชีพนักบวช…… หนึ่งนาทีต่อมาก็เดินออกมาด้วยใบหน้าเย็นชาเหมือนเดิมแล้วเดินเข้าไปในพื้นที่เปลี่ยนอาชีพผู้อัญเชิญ และผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเขาก็เดินออกมาด้วยสีหน้าที่อยากฆ่าคนเต็มที่

        คับข้องใจ กลัดกลุ่ม กัดฟันทน…… สามคำนี้รวมกันยังไม่สามารถอธิบายอารมณ์ของเย่เทียนเซี่ยในเวลานี้ได้เลย

        “ผมอยากเป็นนักเวทย์!” เมื่อเดินมาถึงจุดเปลี่ยนอาชีพนักเวทย์ น้ำเสียงของเย่เทียนเซี่ยก็เหมือนกับลอดออกมาจากไรฟันอย่างไรอย่างนั้น

        ถ้าผู้เล่นธรรมดากล้าพูดแบบนี้กับปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพสิ่งที่ได้รับก็คงจะเป็นสายตาอันว่างเปล่า หรืออาจจะถูกไล่ออกไปแล้วก็เป็นได้ แต่เพราะเย่เทียนเซี่ยที่พกค่าเสน่ห์สูงลิบมาถึง 22 หน่วย ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักเวทย์จึงไม่เพียงไม่โกรธเคืองเขา แต่ยังยกยิ้มให้เขาเล็กน้อยแล้วมองเข้าขึ้นลงอยู่หลายครั้งก่อนจะพูดออกมา “เจ้าหนุ่ม เจ้ามีพลังที่ไม่เลวเลยทีเดียว เจ้าได้เลือกอาชีพนักเวทย์ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความแข็งแกร่งที่สุดใน World of Fate ถือว่าเจ้ามีวิสัยทัศน์ที่ไม่เลว พวกเรานักเวทย์แม้ว่าค่าพลังชีวิตและพลังป้องกันจะค่อนข้างอ่อนแอ  แต่เรื่องพลังในการฆ่าและสร้างความเสียหายที่น่ากลัวนั้นหากเราพูดว่าเราคือที่สองก็คงไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าที่หนึ่งแน่นอน ขณะเดียวกันการโจมตีด้วยเวทมนต์ของพวกเราก็ไม่คำนึงถึงพลังป้องกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีที่ปล่อยออกไปหรือการทำลายการป้องกันก็ล้วนไม่อาจขาดพวกเราไปได้ อาชีพนักเวทย์แบ่งออกเป็น 5 สายคือน้ำ ไฟ ลม สายฟ้า และดิน อาชีพนักเวทย์ทุกสายล้วนมีจุดแข็งของตัวเอง แล้วเจ้าชอบเวทมนต์สายใดมากที่สุดล่ะ?”

        “ไฟ!”

        “โอ้! ดีมาก” รอยยิ้มของปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักเวทย์ยิ่งฉายชัดถึงความพอใจมากขึ้น “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์จริงๆ สิ่งที่ข้าจะทำก็คือการโจมตีด้วยเวทย์ไฟที่แข็งแกร่งที่สุดนี่ล่ะ……. มาเถอะ ในนามของเทพแห่งเวทมนต์ ข้าขอมอบพลังเวทย์ไฟให้แก่เจ้า!”

        นี่เป็นพื้นที่เปลี่ยนอาชีพแห่งสุดท้ายที่เย่เทียนเซี่ยเข้ามา และเป็นความหวังสุดท้ายของเขาด้วย ถ้าการเปลี่ยนอาชีพยังคงล้มเหลงอีกล่ะก็ เขาคง…….

        จริงๆแล้วตอนที่เขาล้มเหลวจากการเปลี่ยนอาชีพเป็นผู้พิทักษ์เขาก็แทบจะมองไม่เห็นความหวังใดๆแล้ว

        และเมื่อแสงสว่างไสวของเวทมนต์ที่ซ่อนเร้นอยู่สัมผัสถูกร่างของเย่เทียนเซี่ยมันก็ถูกผลักออกไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้และหายไปจนไม่เหลือร่องรอยใดๆอีกครั้ง

        ตอนนี้เขารับรู้แล้ว มันเป็นเพราะร่างกายของเขาปฏิเสธมัน ปฏิเสธอาชีพที่ได้รับมอบทั้งหมดนั่น

        “เอ๋? แปลกจริง…….. เหอะๆ ไม่เป็นไรนะ ข้าจะลองอีกครั้ง”

        “ไม่ต้องแล้ว ท่านปรมาจารย์!”เมื่อปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักเวทย์อยากจะลองดูอีกครั้ง เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็หยุดการกระทำของเขาเอาไว้ ปรมาจารย์เปลี่ยนอาชีพนักเวทย์หันกลับไปมองก่อนจะพูดออกมาด้วยความแปลกใจ “พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์” : https://goo.gl/w36biW

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/368

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม