0 Views

ตอนที่ 7 แส่หาเรื่องนักใช่ไหม เดี๋ยวแม่เสยให้หมอบ!

ชีชีรีบแก้ตัวด้วยท่าทีขัดเขิน “อันที่จริงข้ามักป่วยกระเสาะกระแสะมานับแต่เยาว์วัย เช่นนั้นรูปร่างจึงอ่อนแอผ่ายผอม ดูเอาเถิด กระทั่งยามนี้ร่างกายของข้าก็ยังคงเฉกเช่นเดิม ข้าจึงทำอะไรได้ไม่มากเท่าไรนัก”

“เช่นนั้นจริงรึ?” หลิวจ่งเทียนยอมปล่อยมืออีกฝ่าย เขายังคงยังไม่เชื่อคำในทุกสิ่งที่ได้ฟังผ่านหู เพราะหนุ่มน้อยผู้นี้อาจเป็นหน่วยสอดแนมของซุยงหนูจริง สำหรับเขาแล้วเพียงคิดว่าหนุ่มน้อยเป็นคนแปลกยิ่งนัก ยิ่งโดยเฉพาะแววตาคู่นั้นยังสร้างความกังขาให้เขารู้สึกเคลือบแคลงใจ

“ไม่ต้องฝนหมึกแล้ว ไปจัดเตรียมที่นอนได้แล้ว ข้าจะเอนหลังสักครู่”

หญิงสาวเดินหลีกมาอย่างว่าง่าย ด้านหลังฉากกั้นนั้นคือผืนผ้ายาวปักลวดลายดอกบัว และเตียงนอนหนาที่ดูแข็งแรง อ้อ อ๋องสามผู้นั้นนอนบนเตียงหลังนี้เอง หากจะเปรียบกับเตียงนอนขนาดใหญ่ที่ทั้งนุ่ม และแสนสบายของเธอแล้วนับว่าต่างกันราวสวรรค์กับผืนดิน เห็นทีกระทั่งเตียงนอนแห่งองค์จักรพรรดิก็อาจเป็นเช่นนี้ดุจกันกระมัง

“มองอันใด?”

เสียงเอ็ดของหลิวจ่งเทียนที่ดังขึ้นจากด้านหลังส่งให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวด้วยความแตกตื่นตกใจ เธอรีบหันกลับมาพร้อมชี้ไปที่เตียง

“เช่นนี้ใช้ได้ไหม?”

“ได้! มาช่วยเปิ่นหวาง*ปลดอาภรณ์!” เขาเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชีชี

ใบหน้าของเธอแดงก่ำกระทั่งแทบกลับกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวด้วยการร้องขอเช่นนี้ หากทว่าเธอย่อมพึงสังวรตนไว้เสมอว่ายามนี้เธอเปนเพียงเบี้ยกระจอกที่ทำหน้าที่อารักขาท่านอ๋องเท่านั้น เธอในยามนี้หาใช่เว่ยชีชีผู้สามารถกระทำทุกสิ่งได้ตามประสงค์ไม่ จำต้องอดทน หาไม่แล้วแม้ชีวิตก็จะต้องสิ้นสูญ ทั้งจะไม่เหลือโอกาสกลับคืนสู่ยุคเดิมของตนเองอีกด้วย

ชีชีค่อยๆ ถอดชุดคลุมของอีกฝ่ายออกด้วยท่าทีอิดออด เธอก้มหน้างุดหลุบสายตาลงต่ำเลี่ยงสายตามองไปทางอื่นด้วยใจที่เต้นโครมคราม ไม่กล้าเผชิญกับใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษเบื้องหน้า นอกจากท่านพ่อกับท่านปู่แล้ว เธอไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดมากถึงเพียงนี้มาก่อน

“มัวแต่มองทางโน้นทีทางนั้นทีอยู่นั่น เมื่อไรจะปลดอาภรณ์เสร็จ? ไป ไป! เปิ่นหวางทำเอง!” เขาปัดมือเธอออกพลางชี้นิ้วไปที่พื้นหลังฉากบังตาซึ่งอยู่นอกส่วนที่นอนของตน “เจ้าไปนอนตรงนั้น! กลางดึกจะได้เรียกใช้สะดวก”

“ให้ข้านอนที่พื้นเนี่ยนะ?!” ชีชีประท้วงขึ้นทันควัน มันเหลือเชื่อจนเกินไป

“ไม่นอนที่พื้น เช่นนั้นเจ้าจะนอนที่ใด?”

หญิงสาวชี้ไปที่เตียงนอนของเขา “ข้าจะนอนตรงนั้น ส่วนท่านก็ไปนอนที่พื้นแล้วกัน!”

เป็นครั้งแรกที่หลิวจ่งเทียนพบเจอคนคิดประหลาดเช่นนี้ เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้กล้าชี้นิ้วสั่งให้ท่านอ๋องอย่างเขาลงไปนอนกับพื้น! เห็นที เว่ยชีชีผู้นี้จะเบื่อที่จะต้องมีชีวิตอยู่เสียกระมัง ยามนี้ชีชีทำให้ท่านอ๋องสามเกรี้ยวกราดขึ้นมาแล้วจริงๆ

“เจ้าท่าจะขวัญกล้ามิเบา ถึงกับกล้าขึ้นนอนบนที่นอนของเปิ่นหวางเชียวรึ?” เขาคว้าปลายคางเธอกุมแน่น แม้ชีชีจะรู้สึกเจ็บยิ่งนักทว่ากลับไม่กล้าส่งเสียง หญิงสาวได้เพียงจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่พอใจ

กะอีแค่เตียงนอนห่วยๆ หากมิใช่เพราะเธอไม่เหลือตัวเลือกใดล่ะก็ กระทั่งหางตาเธอยังไม่อยากจะแลมันด้วยซ้ำ

ชีชีรู้สึกได้ถึงความตัวเบาเมื่อยามนี้ฝ่าเท้าของเธอกำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ ทั้งตัวถูกยกเบาแทบปลิวด้วยฝีมือหลิวจ่งเทียน ท่านอ๋องหนุ่มก้าวฉับๆไปอีกด้านก่อนจะทิ้งร่างน้อยๆในมือลง เห็นทีเปิ่นหวางคงต้องให้ท่านรองหลิวอบรมเจ้าเสียกระมัง!”

เพียงเอ่ยพาดพิงถึงรองผู้บัญชาการหลิว หญิงสาวรีบละล่ำละลักเปลี่ยนท่าที “ไม่ต้องๆ! ท่านอ๋องสาม ตรงนี้ก็ท่าจะนอนสบายเช่นกัน เชิญท่านพักผ่อนเถิด”

“หากเจ้ากล้าประพฤติตนเช่นนั้นอีก เปิ่นหวางจะกุดหัวให้ด้วนเสีย!” เขาจ้องหนุ่มน้อยเบื้องหน้าด้วยสายตาแสนเย็นชาก่อนจะเดินกลับไปยังส่วนที่นอนของตน

นอนบนพื้นช่างแสนลำเค็ญ เว่ยชีชีแสนขุ่นข้องคับใจ และอาจเพราะเธอเหน็ดเหนื่อยจนหมดสภาพกับเรื่องไร้สาระทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงทำให้ชีชีต้องพลิกตัวไปมานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะผลอยหลับลงได้ เมื่อดวงอาทิตย์สาดแสง หลิวจ่งเทียนก็ออกไปจากกระโจมแล้ว

เว่ยชีชีเดินออกมายืดเส้นยืดสายหมุนไหล่บิดเอวเหยียดแขนบิดไปมาอยู่ด้านนอก เมื่อได้เห็นค่ายทหารฮั่นผู้เกรียงไกรเบื้องหน้า หญิงสาวอดมิได้ที่จะนึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา สงครามสมัยใหม่ใช้ปืนผาหน้าไม้จุดระเบิดใส่กันแล้ว หากทว่าในยุคนี้ยังคงใช้วิธีการแบบโบราณ นี่หากทหารเหล่านี้ได้ปืนกับปืนใหญ่เข้ามาช่วย การทำศึกคงง่ายดายขึ้นอีกมาก

ชีชีเดินรอบค่าย ฉับพลันกลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างหน้า นิสัยชอบเสนอหน้าจุ้นเรื่องสนุก เฮกับเขาไปทั่วนี่มันเธออยู่แล้ว เช่นนั้นชีชีจึงรีบดิ่งตรงเข้าไปหากลุ่มทหารเบื้องหน้าจึงเห็นหลุมลึกกว้างขนาดใหญ่ ทหารหกถึงเจ็ดนายกำลังถองศอกโบ้ยกันไปมา นึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนพวกนั้นกำลังทำสิ่งใดอยู่

เพียงขยับเข้าไปดูให้ถนัดตาอีกนิด นายทหารผู้หนึ่งก็ขยิบตาให้อีกคนก่อนทุกสายตาจะมาหยุดอยู่ที่เว่ยชีชี

“ไอ้อัปลักษณ์มาแล้ว!”

เว่ยชีชีพอรู้ตัวว่ากำลังจะถูกคนพวกนี้หาเรื่อง หญิงสาวจึงหันหลังหนี  และแน่นอนว่าพวกทหารกลุ่มนี้ย่อมไม่ยอมปล่อยตัวเธอไปง่ายๆ เช่นนี้แน่ พวกเขาคว้าแขนดึงขาเธอลากมาที่ปากหลุม

“ลงไปเก็บอาวุธขึ้นมา!”

เมื่อชีชีชะโงกดูในหลุมจึงเห็นหอกจำนวนมากจมเละเขละขละอยู่ในกองขี้โคลน หญิงสาวเบ้หน้าร้องถาม “นี่มันอาวุธของพวกเจ้ามิใช่หรือ ไยพวกเจ้าไม่ลงมาเก็บเองเล่า?”

“โอ๊ยโหยว! ไอ้อัปลักษณ์เจ้ากล้าถามสวนกลับมางั้นรึ! พวกเราบอกให้เจ้าลงไปเก็บ ก็เก็บขึ้นมาสิ!” ทหารผู้หนึ่งเล็งก้นงอนงามของเธอก่อนจะยกเท้าถีบชีชีหน้าคะมำลงหลุมโคลนไปชนิดไม่ทันตั้งตัว

หากจะเทียบกับเหตุการณ์ที่ถูกม้าถีบกระเด็นลงกองขี้โคลนคราวก่อนกับครั้งนี้ นับว่าในครานี้ย่ำแย่กว่าครั้งก่อนมากนัก ตลอดทั้งตัวของชีชีเละเทะไปด้วยโคลนเลน กลิ่นเหม็นคลุ้งแสนร้ายกาจแผ่กระจายออกมาจากใจกลางหลุม เว่ยชีชีหยัดกายลุกขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างที่สุด

“ไปตายซะ ไอ้พวกสุนัข! อยากได้อาวุธพวกนี้นัก…..ใช่ไหม?”

เธอโกยหอกขึ้นมาหลายเล่ม ทว่าแทนที่จะโยนส่งขึ้นมาให้ด้านบน หญิงสาวกลับโยนทิ้งเข้าไปใจกลางหลุมโคลน เพียงพริบตา อาวุธเหล่านั้นก็ไหลลงฝังตัวอยู่ใต้ขี้โคลนเหนียวที่เหนียวข้น

ชีชียกมือปาดโคลนเละๆ บนใบหน้าออก ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาปีนกลับขึ้นปากหลุมด้วยท่าทางน่ากลัว

“ไอ้ตัวแสบ กล้าดีอย่างไรมาทำกับหอกของข้าเช่นนั้น! พี่น้องทั้งหลาย ลงมือสั่งสอนมันเลย!”

กลุ่มทหารพวกนั้นตรงเข้ามารุมชีชี หากแต่หญิงสาวสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย และด้วยวิชาหมัดมวยอันแสนร้ายกาจ ซ้ายต่อย ขวาเตะ เพียงพริบตาไอ้พวกที่รุมเข้ามาทั้งหมดก็ลงไปนอนพังพาบอยู่กับพื้นเสียแล้ว

ฝ่าเท้าหญิงสาวข้างหนึ่งยกเหยียบประทับอยู่บนบั้นท้ายทหารผู้หนึ่ง ปากประกาศเสียงกร้าวดัง “เป็นไง ยังจะกล้าหืออือกับข้าอีกไหม?”
“ไม่กล้าแล้ว….ไม่แล้วจ้า……”

“แต่นี้ไป ระวังตัวไว้ให้ดี ข้านี่ล่ะ เว่ยชีชี! จำใส่กระโหลกเอาไว้!”

“จำจ้า จำแล้วๆ…..” นายทหารแต่ละคนยกมือขึ้นกุมหัวทั้งที่ยังนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น ด้วยเกรงหมัดอีกฝ่ายจะพุ่งสวนออกมาทักทายกันอีก เห็นตัวเล็กๆ ผอมแห้งอ่อนแอเช่นนี้กลับประมาทมิได้ หมัดไอ้เจ้าหนูนี่มันร้ายไม่เบาจริงๆ

ทันใดนั้น นายทหารคนหนึ่งก็รีบกระเสือกกระสนตะเกียกตะกายหนีออกจากเขตฐานอำนาจของไอ้หนุ่มอัปลักษณ์

กล้าคิดหนีงั้นรึ! ชีชีขยับยกฝ่าเท้าวิ่งปรี่ตามหลังไปติดๆ และด้วยเคล็ดวิชามวยจีนอันลือลั่นหญิงสาวคว้าแขนชายผู้นั้นพลิกทุ่มหลังสู้ฟ้าในทันที

ขณะกำลังจะทุ่มมันผู้นั้นให้หงายหลังผึ่ง จู่ๆ เธอกลับถูกคนผู้หนึ่งคว้าคอเสื้อที่ด้านหลังบิดแขนไพล่พาดหลัง กระทั่งต้องทรุดลงไปนั่งคุกเข่า

“ใคร? ไอ้หน้าไหนกล้าซ่าลอบโจมตีข้า?”  ปากของเธอยังส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่เลิก ครั้นเมื่อหันกลับมาจึงประสานเข้ากับใบหน้าเย็นชาประดุจแท่งน้ำแข็งของหลิวจ่งเทียน  บ้าชะมัด! นี่เขาโผล่มาตั้งแต่เมื่อไรกัน? ชีชีพยายามดิ้นให้หลุดจากฝ่ามือนั้น หากทว่ากลับไร้ผล เห็นทีครานี้คงต้องยอมจำนนเสียกระมัง

***จบตอน แส่หาเรื่องนักใช่ไหม เดี๋ยวแม่เสยให้หมอบ!***