0 Views

ตอนที่ 6 หนุ่มน้อยมืองาม

ชีชีตาเขียวใส่บุรุษเบื้องหน้า ส่วนคนผู้นั้นกลับจ้องตาเธอกลับด้วยความฉงน ด้วยเขาเพิ่งพบว่าหนุ่มอัปลักษณ์เบื้องหน้าผู้นี้มีดวงตาที่สุกสว่างอย่างล้นเหลือ แววตาคู่นั้นสามารถหยุดลมหายใจ กระชากวิญญาณผู้คนที่ได้ยลเห็นอย่างแท้จริง

ความฉงนสงสัยทำให้เขาเอ่ยถาม “ในตัวเจ้าไร้อาวุธ ที่สุดเจ้าคือผู้ใดกันแน่?”

“ก็บอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าข้าถูกจับมาด้วยความเข้าใจผิด รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เลย!” ยามนี้เธอเชื่อแล้วว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนเป็นความจริง เธอย้อนเวลากลับคืนมาในยุคโบราณ สมัยที่การจี้สกัดจุดมีอยู่จริง

“เจ้ารู้วรยุทธ?”

“นั่นมันมวยจีนต่างหาก!” ชีชีให้นึกเสียใจทันทีที่หลุดปากออกไป ยิ่งพูดน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี หาไม่แล้วผู้อื่นจะเข้าใจว่าสมองของเธอผิดปกติได้

“แม่ทัพเข้ามารายงานว่าวันนี้เราจับหน่วยสอดแนมของซุยงหนูได้ เห็นทีจะเป็นเจ้ากระมัง!”

เธอกรีดร้องโวยลั่น “ข้ามิใช่กองสอดแนมของซุยงหนู!” นี่มันเรื่องใดกัน? เธอมิอาจทนรับข้อกล่าวหาพวกนี้ได้อีกแล้ว หน่วยสอดแนม จะอย่างไรก็คือหน่วยสอดแนมวันยังค่ำ หาใช่คนดีไม่

เสียงแผดลั่นทำให้ทหารเวรด้านนอกตื่นตกใจ กองทหารแตกตื่นอลหม่าน รองผู้บัญชาการเหล่าทัพนำนายทหารเข้ามาดูสถานการณ์ด้านในทันที

“ท่านอ๋องสามเกิดอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ? เมื่อครู่ มีทหารสอดแนมของซุยงหนูผู้หนึ่งหนีออกมาจากที่คุมขังได้พ่ะย่ะค่ะ!”

ทันทีที่กล่าวจบ เขาก็เหลือบมาเห็นชีชีผู้นั่งกองอยู่กับพื้นไม่ไกลออกไป “ท่านอ๋อง มันผู้นี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ!”

รองผู้บัญชาการหน้าเสียรีบคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านอ๋องโปรดอภัย! กระหม่อมจะรีบลากตัวมันออกไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

อ๋องสามโบกมือส่ง นายทหารพวกนั้นรีบเข้ามาลากตัวชีชีออกไปอย่างเร็วรี่

เมื่อหญิงสาวถูกจี้สกัดจุดไว้ ทั้งเนื้อตัวจึงอ่อนแรงหมดสภาพ เธอนึกย้อนถึงภาพฉากในละครที่เคยดู ขืนถูกหิ้วปีกออกไปอย่างนี้หัวจะมิกระเด็นหลุดจากบ่ากระนั้นหรือ? ยังมิทันได้เป็นสาววัย 18 ขืนต้องมาตายเช่นนี้ก็จบเห่กันพอดี!

“ช้าก่อน! ข้ามิใช่ทหารสอดแนมของซุยงหนู ข้าสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ ข้าเป็นนักเรียนศึกษาอยู่ที่ไฮสคูลซวนเต๋อ!” อารามตกใจ เธอโพล่งเรื่องประหลาดออกไปด้วยความร้อนรน

“เดี๋ยว!” บุรุษผู้ได้รับการขนานนามว่าท่านอ๋องหยุดทหารพวกนั้นไว้ก่อนจะขยับกายลงนั่งบนเก้าอี้หนังพยัคฆ์กลางที่พัก

“พูดมา! เจ้าคือผู้ใด? ไยจึงโผล่มากลางสมรภูมิรบแห่งซุยงหนู? แล้วเหตุใดเสื้อผ้าของเจ้าจึงดูแปลกตานัก?”

เธอครุ่นคิดเล็กน้อยจึงสรุปได้ว่า จะอย่างไรก็ไม่สมควรบอกเล่าตามจริง ขอเพียงเอาตัวรอดไปได้ จะพูดอะไรก็พูดส่งๆ ไปก่อนเถิด จากนั้นค่อยหาทางออกไปจากยุคโบราณแห่งนี้ ไม่ว่าจะท่านอ๋องผู้นี้ หรือซุยงหนู หรือจะอาณาจักรฮั่นอะไรนั่น ล้วนไม่เกี่ยวกับเธอ

“เรื่องเป็นเช่นนี้ ท่านลุงของข้าพาข้าเดินทางมาทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ทว่าท่านลุงถูกพวกซุยงหนูจับตัวไป ข้ามิรู้จะไปตามหาที่ใด ได้ยินผู้คนกล่าวกันว่าแถวนี้เป็นที่ตั้งฐานรบพุ่งกับซุยงหนู ข้าจึงเข้ามาตามหาท่านลุง ทว่ากลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกซุยงหนู ซ้ำยังถูกคนของท่านจับตัวมา ข้าหาใช่ทหารสอดแนมไม่! ดูสิ ตัวผอมแห้งอย่างข้านี้เหมือนกองสอดแนมตรงไหนกัน….”

กล่าวไป เธอก็หันไปหาบุรุษผู้นั่งอยู่เบื้องหน้า พลางโอดครวญด้วยสีหน้าท่าทางน่าเห็นใจยิ่ง “ท่านอ๋อง ท่านก็ค้นตัวข้าไปแล้ว มิเห็นพบเจอสิ่งใดไม่ใช่หรือ?”

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ อย่างได้ทรงฟัง มันขโมยม้าของเราควบหนีไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงอุธรณ์ของรองผู้บัญชาการขัดขึ้นทันที

“เฮ้! ก็คนของท่านจะฆ่าข้า จะให้ข้ายืนหัวโด่รอความตายรึไงเล่า? ขนาดจะฆ่าหมู หมูมันยังรู้จักวิ่งหนี แล้วนับประสาอันใดกับคนเล่า….” เธอจ้องอีกฝ่ายตาเขียวปัด ทั้งยังไม่ลืมโยนความผิดกลับไปหารองผู้บัญชาการด้วยน้ำเสียงขอความเห็นใจเต็มที่

“ฆ่าหมู?” แววตาคมกริบไร้ความประหวั่นพรั่นพรึงใดของท่านอ๋องหนุ่มจับจ้องอยู่กับชีชีตลอดเวลา “เปิ่นหวาง*เชื่อว่าเจ้าหาใช่หน่วยสอดแนมไม่ แต่กระนั้นช่วงนี้เจ้าก็ยังมิอาจไปจากค่ายนี้ได้เช่นกัน”
*เปิ่นหวางคือการเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง

“ได้ไง?”

“เรากำลังอยู่ระหว่างการทำศึกกวาดล้างพวกซุยงหนู กองทัพยังต้องการไพร่พล เจ้าเองก็ดูเฉลียวฉลาดไม่น้อย เช่นนั้นก็อยู่ช่วยทัพไปก่อน”

“อยู่ทัพ?” ในหัวหญิงสาวเริ่มคิดประเมินสถานการณ์ โดยตรรกะแล้ว หากจะไปก็ยังมิรู้จะไปที่ใด ช่วงศึกสงครามเช่นนี้หากถูกพวกซุยงหนูจับได้คงจบไม่สวยแน่!

“ขอบใจๆ ท่านอ๋อง อย่างไรก็ช่วยคลายจุดให้ข้าหน่อยได้ไหม? อึดอัดจะแย่แล้ว!”

“ท่านอ๋อง!” แม้รองผู้บัญชาการอยากจะขัดหลิวจ่งเทียน หากทว่าก็มิกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง กระบี่ของเขาชักออกจากฝัก และพร้อมเด็ดชีวิตไอ้หนุ่มเบื้องหน้าทุกเมื่อ

หลิวจ่งเทียนตรงเข้ามาหาเว่ยชีชี คลายจุดที่สกัดไว้บนร่างของเธอก่อนจะจ้องดวงตาคู่นั้นอีกครา

“เจ้ามีนามว่ากระไร?”

“เว่ยชีชี! ส่วนท่านคือ หลิวจ่งเทียนงั้นรึ?”

“บังอาจ! ใครให้เจ้าเรียกพระนามของท่านอ๋องโดยตรง? เบื่อจะหายใจแล้วใช่ไหม?” รองผู้บัญชาการที่ยืนข้างหญิงสาว เหลือจะอดกับพฤติกรรมชวนปวดหัวของอีกฝ่าย

“เอ้า! ชื่อเขาตั้งไว้ให้เรียกกันไม่ใช่รึ!” เธอขยับกายลุกขึ้นเชิดคางใส่ผู้เป็นรองหัวหน้าอย่างไร้ความหวั่นเกรง

“นับแต่นี้ไป จงเรียกเปิ่นหวาง*ว่าท่านอ๋อง หาไม่แล้วก็เตรียมระวังศีรษะเจ้าไว้ให้ดี!”
*เปิ่นหวางคือการเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง

ชายหนุ่มกลับเข้าไปนั่งประจำที่ “แต่นี้ไปจงอยู่ภายใต้การปกครองของท่านรองหลิว”

“ไม่เอา!” เธอเบิกตากว้าง จะให้ไปติดตามเจ้าคนดุร้ายดิบเถื่อนผู้นี้เนี่ยนะ! จากไอ้พฤติกรรมที่เห็นๆ กันอยู่นี่ก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้พร้อมจะเอาชีวิตเธอทุกเมื่อ ขืนไปติดตามมัน คงมีหวังได้กลายเป็นผีก่อนได้กลับโลกอนาคตเป็นแน่

“นี่เจ้ากล้าขัดพระบัญชาท่านอ๋องกระนั้นรึ?” รองผู้บัญชาการตรงปรี่เข้ามาพร้อมลงมือขณะที่อีกฝ่ายก็รีบถอยกรูดกลับไปถึงสามก้าว

“มิใช่เช่นนั้น…..ทว่าควรใช้คนให้เหมาะกับงานต่างหาก เหตุใดเจ้าจึงป่าเถื่อนเช่นนี้?”  เธอรีบหาข้ออ้างแก้ตัวเป็นพัลวัน

“ใช้คนให้เหมาะกับงาน?” หลิวจ่งเทียนขมวดคิ้ว “เช่นนั้นก็บอกมาสิว่าเจ้าทำอะไรได้บ้าง?”

“โอ้ย ข้ารู้อะไรตั้งมากมายก่ายกอง! เพียงมิรู้จะพูดให้พวกเจ้าเข้าใจกระจ่างได้อย่างไรเท่านั้น” เธอยกมือเกาหัวแกรกๆ อันที่จริง ทำอะไรได้บ้าง ขนาดตัวเธอก็ยังไม่รู้เลย อย่างเธอ ตั้งแต่เด็ก จะกินข้าวก็มีคนป้อน จะกินน้ำก็มีคนริน ที่ถนัดเห็นจะมีแค่เพียงเล่นซนป่วนผู้คนไปวันๆ ก็เท่านั้น……

“เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ช่วยคุ้มกันเปิ่นหวาง*ไปก่อน เมื่อไรที่ข้ารู้ว่าเจ้ามีความถนัดเรื่องใดจึงจะใช้สอยเจ้า ประจวบพอดี เปิ่นหวางยังไม่มีอารักขาส่วนตัว”

“ได้เลย เช่นนี้ดี!” เธอรีบตอบตกลง ไยต้องหยุดคิด “ข้าปกป้องท่านได้แน่!”

รองผู้บัญชาการที่ยืนอยู่ด้านข้างจ้องอารักขามือใหม่ด้วยสายตาดูแคลนน้ำเสียงหมิ่นหยาม “อย่างเจ้าเนี่ยนะ อารักขาท่านอ๋อง? อ้อนแอ้นตัวบางอย่างนี้ หากมิใช่เพราะใบหน้าทุเรศของเจ้า ข้าต้องเข้าใจว่าเจ้าเป็นหญิงไปแล้ว!”

ชีชียกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าจึงรู้สึกถึงร่องรอยแผลเป็นที่น่ากลัวอันผุดพรายขึ้นทั่วผิวหน้า เธอหันไปถามท่านรองหลิวด้วยความฉงน “ข้าอัปลักษณ์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

“ถูกต้องที่สุด!”

“พอแล้วๆ ออกไปกันให้หมด เปิ่นหวางยังมีรายงานรอตรวจอยู่” เขารีบห้ามทัพเล็กของสองหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ พลางหันไปหาชีชี “มาฝนหมึก!”

รองผู้บัญชาการพานายทหารออกไป ส่วนชีชีก็เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของหลิวจ่งเทียน ฝนหมึก? เคยเห็นแต่ในซีรีย์ เพิ่งได้เห็นของจริงก็วันนี้ล่ะ

ขณะกำลังขูดฝนน้ำหมึกเธอก็มัวแต่ปลื้มปลิ่มยินดีซาบซึ้งใจอยู่กับหินฝนหมึก นี่มันสมบัติโบราณที่หาได้ยากยิ่ง แม้ท่านปู่จะชอบสะสมของโบราณ ทว่าไม่มีสิ่งใดเทียบกับสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ได้เลย หากเธอสามารถคว้ามันกลับไปได้ ท่านปู่จะต้องดีใจอย่างมากเป็นแน่

ขณะที่ท่านอ๋องหนุ่มกำลังตรวจรายงานการศึกอยู่นั้น สายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นฝ่ามือของหนุ่มน้อยผู้กำลังฝนหมึกอย่างตั้งใจ ความเคลือบแคลงสงสัยผุดขึ้นในใจ

“มือเจ้าไม่เหมือนคนทำการค้า นิ้วเจ้าเรียบเนียนเรียวบางอีกทั้งยังขาวนวลดุจหิมะ เรื่องที่เจ้าเล่าเมื่อครู่นั้นโป้ปด”

ยังมิทันที่ชีชีจะตอบคำ อีกฝ่ายก็คว้ามือไปกุมไว้ ฝ่ามือท่านอ๋องหนุ่มทั้งกว้างใหญ่ทั้งทรงพลัง อุ้งมือของเธอถูกรั้งไว้ในฝ่ามือของเขา ชายหนุ่มจับจ้องมองอย่างละเอียดลออ นี่มัน มือของอิสตรีโดยแท้!  ไม่เพียงเท่านั้น ย่อมต้องเป็นลักษณะมือของคุณหนูแรกรุ่นผู้สูงส่งในตระกูลผู้ดีอีกด้วย

ท่านอ๋องอย่างเขาย่อมต้องพบพานอิสตรีมากหน้าหลายตา หากทว่าไม่มีอุ้งมือของสตรีใดสามารถเทียบได้กับฝ่ามือของชีชี ไยบุรุษจึงมีฝ่ามือที่งดงามถึงปานนี้?

***จบตอน หนุ่มน้อยมืองาม***