0 Views

เพียงพริบตาเว่ยชีชีก็พบว่าฝูงแมลงที่ทั้งน่ากลัวน่าขยะแขยงพวกนั้นหายวับไปแล้ว  หญิงสาวจึงถอนใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก สวรรค์ช่วย! ฝันร้ายนั่นเป็นเรื่องจริง? หรือเพราะช่วงนี้เธอเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการแข่งมวยจีนที่กำลังจะมาถึงจนฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ ยิ่งให้นึกถึงคู่ต่อสู้ที่ถูกเธอซัดจนหมอบราบคาฝ่าเท้าก็ยิ่งครึ้มอกครึ้มใจ

หากทว่าสิ่งที่เป็นไปนั้น…..คือโลกแห่งเทคโนโลยีอันหรูหราฟู่ฟ่ากลับตีจากเธอไปเสียแล้ว เมื่อชีชีพบว่าตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผืนแผ่นดินที่รกร้างว่างเปล่า คงมีเพียงไอหมอกฝุ่นผงตลบฟุ้งกว้างไกลจนสุดสายตา ฉับพลันเสียงกลุ่มคนจำนวนมากควบม้าห้อตรงเข้ามาจากทุกทิศทาง

แม่จ้าวโว้ย! เจ๋งเป้ง! นี่มันฉากหนังซีรีส์ใหม่ทุ่มทุนสร้างอลังการงั้นสิ? อ้าว แล้วลุงเหยียนหายไปไหนเล่า? แล้วเอารถไปจอดที่ไหนเสีย? เมื่อสาวซ่าส์กวาดตามองไปรอบทิศ นอกจากฝุ่นผงที่ตลบคลุ้ง ก็ไม่ปรากฏสิ่งใดอีก

ไกลออกไปสุดสายตา กองทัพม้ากลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนพลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หญิงสาวจ้องจนนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าประดุจภาพมายาที่งดงามมิต่างกับทัพสวรรค์กำลังเคลื่อนคล้อย เสียงอาชายกเกือกกระทบพื้นเคลื่อนพลโดยพร้อมเพรียงดังกระหึ่มส่งให้ผืนพสุธาสั่นสะเทือนกระจายรัศมีออกเป็นวงกว้าง

เฮ้ย! ท่าจะมิใช่ภาพลวงตาเสียแล้ว หากไม่รีบชิ่งหนีคงได้กลายเป็นผีตากแห้งอยู่ใต้ตีนม้าเป็นแน่

สาวเก่งจอมซ่าส์รีบวิ่งหนีไปซุกกายหลบที่ไหล่เขา รอให้ทัพม้าเคลื่อนพลจากไป ในหัวหญิงสาวยามนี้มีเพียงภาพจินตนาการอันโหดร้าย หากทว่าที่ร้ายสุดสุดนั้นคือเธอมิรู้จริงๆ ว่าตนกำลังตกอยู่ที่ใด เพียงสิ่งเดียวที่มั่นใจได้นั้นคือ ไว้กลับถึงบ้านก่อนเถิด! แม่จะจัดการลุงเหยียนเสียให้เข็ด! มีอย่างที่ไหน หอบเธอมาทิ้งไว้ ส่วนตัวเองก็เผ่นแน่บไม่เห็นหัวเช่นนี้

เว่ยชีชีกำลังตื่นตะลึงกับภาพฉากตระการตาที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทัพทหารม้าหุ้มเกราะนับพันตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่ไหล่เขา บุรุษแต่ละนายรูปร่างสูงใหญ่กำยำแข็งแรง ทหารทุกนายล้วนแผ่อายรัศมีแห่งความห้าวหาญองอาจทรงพลังดั่งเนื้อหนังคงกระพันไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักตาย

แจ่มแจ๋ว! สมจริงชะมัด! ช่วงนี้มีหนังอะไรกำลังจะเข้าฉายบ้างนี่?

“จับเชลยศึก!” เสียงออกคำสั่งอันทรงอำนาจของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกระบี่ชี้หน้าเว่ยชีชีดังกึกก้อง

เชลยศึก? เธอถลึงตาจ้องแม่ทัพผู้นั้น เธอคือเว่ยชีชี! มิใช่ตัวประกอบกระจอกในหนังเสียหน่อย ไยต้องลากเธอมาเข้าฉากสงครามเลือดกระฉูดด้วยเล่า

ยังมิทันที่หญิงสาวจะบอกปัดไม่รับบทพิเศษกิตติมศักดิ์นี้ ทหารม้าสองสามนายก็กระโดดลงจากหลังอาชาตรงรี่เข้ามารวบตัวเธอ พร้อมกันนั้นคือปลายกระบี่ที่ทอแสงเปล่งประกายสะท้อนดวงตะวันกำลังจ่อคอหอยชนิดพร้อมลงมือ คงมิต้องสงสัยกระมังว่ากระบี่เบื้องหน้าจะคมกริบสักเพียงไร

“เฮ้ เฮ้! มันจะมากไปแล้ว” หญิงสาวกลืนน้ำลายเอื๊อก สายตายังจับจ้องอยู่กับคมดาบ สองนิ้วยืดออกค่อยๆ ขยับสิ่งมีคมที่จ่อกระเดือกให้เคลื่อนห่างอย่างนุ่มนวล

“เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า? ฉันคือเว่ยชีชี”

“หุบปาก! เจ้าต้องเป็นกองสอดแนมจากซุยงหนู*อย่างแน่นอน หาไม่แล้ว เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่กลางสนามรบโดยไม่สวมใส่ชุดเกราะเช่นนี้?”
*ซุยงหนูคือชนเผ่าร่อนเร่โบราณอยู่ทางตอนเหนือของจีน ทั้งยังมีความเชื่อว่า ชาวฮั่นนั้นสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าร่อนเร่ซุยงหนูนั่นเอง

ทหารนายหนึ่งคว้าคอเสื้อเว่ยชีชีลากเธอถูลู่ถูกังลงมาจากเนินทราย

“เมื่อมันคือหน่วยสอดแนมกองทัพ เช่นนั้นก็ลากตัวกลับไปให้ท่านอ๋องสาม!”

“ไอ้หนุ่มอัปลักษณ์ เตรียมคอรับกระบี่ไว้ได้เลย!” ทหารผู้แต่งกายคล้ายจะเป็นรองหัวหน้ากระโดดลงจากหลังม้าพลางชำเลืองมองเว่ยชีชีคราหนึ่ง

ยามนี้สถานการณ์มิสู้ดี หญิงสาวเริ่มรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่หาใช่การแสดงฉากอลังการดั่งที่คิด ทุกสิ่งที่ได้พบเจอล้วนเป็นความจริง ยามนี้ความสะพรึงกลัวกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจ ลุงเหยียนหายไปไหน? แล้วรถเล่า? ไม่เอา! ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว

เว่ยชีชีฉวยโอกาสเตะขาทหารผู้หนึ่งก่อนจะฉกแส้ม้ากระโดดขึ้นนั่งอานหวดควบอาชาออกไปอย่างเร็วรี่ แม้ไม่รู้วิธีควบคุมอาชา หากทว่ายามนี้ยังจะต้องสนอะไรอีกเล่า! แขนข้างหนึ่งโอบรัดรอบลำคอ ขณะที่อีกข้างลงแส้หวดควบฝ่าออกไปชนิดไม่เห็นฝุ่น

“ตามไปเร็ว! จับตัวมาให้ได้!” ผู้บัญชาการออกเสียงสั่งด้วยความเกรี้ยวกราด รองหัวหน้าให้รู้สึกขายหน้า เขาถูกไอ้หนุ่มอัปลักษณ์นั่นฉกชิงอาชาหนีไปได้เยี่ยงไร?

ผู้เป็นรองหัวหน้ารีบกระโจนขึ้นหลังม้านำทหารอีกสองสามนายควบไล่ตามหลังไปติดๆ

เว่ยชีชีหลับหูหลับตาควบม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ภายในหัวอัดแน่นไปด้วยคำถามที่ถาโถมพรั่งพรูราวพายุคลั่ง นี่เธออยู่ที่ใดกัน? เหตุใดจึงมีแต่พวกป่าเถื่อนไร้อารยธรรม? นี่พวกมันคิดฆ่าเธอใช่ไหม?

สัญชาตญาณตอบเธอว่าแมลงสีเหลืองพวกนั้นคือตัวปัญหา

จู่ๆ อาชาก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นก่อนจะเงียบเสียงอย่างกระทันหัน ครั้นเมื่อเว่ยชีชีเผยอดวงตาขึ้นด้วยความหวาดหวั่นก็ถูกม้าดีดลอยละลิ่วออกมาเสียแล้ว

เจ้าม้าเฮงซวย! จะหยุดทำไมไม่รู้จักบอก!

ที่รออยู่เบื้องหน้าคือกองขี้โคลน และแน่นอนว่าหญิงสาวพุ่งหน้าคะมำเข้าหากองโคลนอย่างเต็มที่ ขี้เลนโบกละเลงเข้าหน้าเข้าปากมาเต็มๆ

เว่ยชีชีพลิกคว่ำพลิกหงายลื่นไปมาลุกไม่ขึ้นอยู่กลางบ่อโคลนเลน เสียงหัวเราะระเบิดลั่นจากด้านบน

“เฮ้ย มีไอ้โง่หลับหูหลับตาควบม้าไม่ดูทิศดูทางด้วยแฮะ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสู้กลุ่มบุรุษทั้งหลายพร้อมเสียงตะคอกลั่น “เฮ้! ไอ้ที่พวกแกกำลังทำกันอยู่นี่มันผิดกฎบ้านเมืองรู้ไหม!”

“ผิดกฎบ้านเมือง? ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านอ๋องสามของเรานั่นล่ะคือกฎบ้านเมือง! ไว้ลากคอเจ้ากลับไปเสียก่อน เจ้าก็จะรู้ว่ากฎหมายบ้านเมืองแท้จริงคืออะไร!”

“ชั่วช้า!” เธอด่าเช็ดไล่หลังด้วยความขุ่นเคือง ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าการเสียงพลังงานไปอย่างไร้ค่าย่อมนับเป็นความเขลา ทางที่ดีย่อมควรรอจังหวะเอ่ยอธิบายความเข้าใจผิดทั้งหมด  แต่ให้ตายเหอะ! ไอ้สถานที่ประหลาดตานี่มันที่ไหน แล้วเหตุใดเธอมาโผล่ที่นี่ ซ้ำรถกลับมาหายไปอีกด้วย!

“ลากตัวมันไป!” เสียงออกคำสั่งของรองหัวหน้าผู้บัญชาการดังขึ้น

เพื่อความไม่ประมาท แม่ทัพสั่งมัดเธอไว้ ทว่าที่น่าสังเวชอย่างที่สุดนั้นคือยามนี้เว่ยชีชีถูกจับโยนเข้าไปในรถขนนักโทษ กองทัพม้ายังคงเคลื่อนพลเดินหน้าอย่างยิ่งใหญ่องอาจทิ้งผืนแผ่นดินสีเหลืองที่รกร้างให้เดียวดายอยู่เบื้องหลัง

เว่ยชีชีนั่งจ้องฝุ่นทรายที่คลุ้งตลบจรดเข้าหากลืนกันเป็นหนึ่งเดียวกลางอากาศ ในหัวเริ่มอื้ออึงมึนชา ยากยิ่งนักที่จะพยายามเฝ้าติดตามสังเกตสิ่งรอบตัวระหว่างการเคลื่อนย้าย……

***จบตอน สมรภูมิจักรวรรดิฮั่นอันยิ่งยง***