0 Views

ตอนที่ 29 อยากตายนักใช่หรือไม่!

หากแต่การได้ล่วงรู้ว่าเว่ยชีชีคืออิสตรีกลับทำให้หลิวจ่งเทียนรู้สึกสบายใจ เช่นนั้นย่อมหมายความว่าแรงปรารถนา และเสียงเรียกร้องภายในใจเขาหาใช่เรื่องผิดประหลาดไม่ ข้อกังขาทั้งหลายภายในใจถูกปลดออก เพียงเขาจะจัดการกับสาวเจ้าปัญญาผู้นี้เช่นไร เมื่อยามนี้ นางกลับกลายเป็นชีเจียงจวิน*ผู้องอาจของเขาไปเสียแล้ว?
*เจียงจวิน แปลว่าแม่ทัพ   ชี แปลว่า 7

หลิวจ่งเทียนทอดถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินกลับมาคว้าเสื้อผ้า หันมามองเว่ยชีชี ต้องช่วยนางสวมใส่เสื้อผ้าพวกนี้กลับเข้าไป ความลับนี้จะให้ผู้ใดล่วงรู้มิได้! ความลับ จำต้องเป็นความลับต่อไป! ทั้งจะให้ชีชีรู้ว่าเขารู้ความลับของนางก็มิได้เช่นกัน เพราะนั่นอาจสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่กัน และกันทั้งสองฝ่าย

หลิวจ่งเทียนกระชากผ้าคลุมเตียงออกให้พ้นทาง ครั้นเมื่อฝ่ามือนั้นจับต้องร่างของเว่ยชีชี แรงปรารถนาพลันพลุ่งพล่านก่อความรู้สึกอันร้อนรุ่มขึ้นบนร่างกายส่วนล่าง เสียงหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ข้างกายเขามากมายไปด้วยบรรดาหญิงงาม ทว่าล้วนไม่ปรากฏนางใดที่จะมีผิวพรรณเนียนละเอียดนุ่มมือถึงเพียงนี้ สัมผัสอันนุ่มละไมปลุกปั่นใจให้หลงใหลอย่างที่เขาไม่เคยได้ประสบพบเจอมาก่อน

เว่ยชีชีผู้ยังหลับใหลไม่ได้สติ เหยียดแขนขึ้นโอบรัดรอบลำคอท่านอ๋องหนุ่ม ประดุจไฟฟ้าช็อตสะท้านไปทั่วร่าง เขารีบลุกพรวดพราดคว้าเสื้อผ้านางสวมใส่คืนกลับให้อย่างรวดเร็วก่อนจะรีบสาวเท้ายาวก้าวฉับๆ ออกไปนอกกระโจมใหญ่

ครานี้เขาพลาดครั้งมหันต์ ความผิดพลาดของเขานับวันจะบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ เขายกอิสตรีขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพ หากทว่าเว่ยชีชีผู้นี้คือสตรีผู้กำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแม่ทัพหญิงโดยแท้ ช่วงการฝึกทัพภายใต้ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ สตรีผู้นี้สามารถนำทัพทหารเข้าออกทะเลทรายได้ตามใจปรารถนา ทั้งยังบุกตะลุยฝ่าเป็นแนวหน้าที่กล้าหาญไม่หวั่นเกรงฟ้าดิน

ท่านอ๋องหนุ่มหันรีหันขวางไปมาทั่วกระโจมใหญ่ มิรู้ว่าเขาจะเก็บงำความลับนี้ไปได้นานสักเพียงไร จะนานเพียงไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะสามารถยื้อเหนี่ยวไว้ได้มากเพียงไร

ยังดีที่นางอัปลักษณ์ถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่าสยดสยองจนผู้คนคิดไม่ถึงว่านางจะเป็นสตรีอย่างแน่แท้ แต่หากโชคร้ายมีผู้พบว่านางคือสตรีเพศ เช่นนั้นหนทางรอดของนางย่อมไม่เหลือ คงมีเพียงเขาผู้เป็นอ๋องต้องสมรสกับนาง ท่านอ๋องหนุ่มส่ายหัวรัวทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้น เป็นไปมิได้อย่างแน่นอน!  สตรีหมดโลกไปแล้วกระนั้นหรือ ท่านอ๋องสามเยี่ยงเขาจึงต้องรับสตรีอัปลักษณ์เข้าวัง เช่นนั้นคงได้กลายเป็นตัวตลก เป็นที่ขบขันของผู้คนทั่วอาณาจักรเสียกระมัง เรื่องนี้ ปิดเป็นความลับให้มิดที่สุดย่อมดีเยี่ยมอย่างที่สุด สิ้นสุดศึกสงครามเมื่อไร นางต้องออกจากกองทัพในทันที

การซ้อมรบยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น นายทหารทุกหมู่เหล่าดูจะค่อยๆเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทีละน้อย ขณะที่หลิวจ่งเทียนเข้ามาเยี่ยมชมหมู่ทหารในลานฝึกจึงเห็นเว่ยชีชีกำลังอบรมเหล่าทหารอยู่ เขายั้งนายทหารผู้หนึ่งซึ่งลุกวิ่งผ่านหน้าเขาด้วยอาการรีบร้อน

“ชีเจียงจวินกำลังแนะสิ่งใดให้พวกเจ้า?”

“ท่านแม่ทัพกำลังสอนวิธีเอาตัวรอดในทะเลทราย ทั้งวิธีป้องกันตัวภายใต้สภาพอากาศที่ย่ำแย่ ท่านแม่ทัพมีความรู้มากจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!” กล่าวจบ นายทหารผู้นั้นก็ดูเร่งร้อนรีบหลีกไป

“วิธีอาตัวรอดเมื่ออยู่กลางทะเลทรายกระนั้นหรือ?” ภายในใจของท่านอ๋องหนุ่มรู้สึกกังขา ฝ่าเท้าของเขาก้าวตรงออกไปก่อนจะไปเบียดยืนร่วมกับกลุ่มทหารเพื่อรับฟังคำชี้แจงจากท่านผู้นำชี

เสียงหญิงสาวดังก้องชัด “การจะเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในทะเลทรายนั้นจำต้องอาศัยปัจจัยสำคัญที่สอดประสานกันสามประการนั้นคือ อุณหภูมิโดยรอบ การเคลื่อนไหวร่างกาย และปริมาณน้ำดื่ม จงจำไว้ว่า อย่าได้พยายามคิดสู้กับธรรมชาติของทะเลทราย หากแต่พวกเจ้าต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของมันให้ได้  แต่หากเมื่อไรที่พวกเจ้าโชคร้ายหลงทางกลางทะเลทราย จงจดจำสิ่งสำคัญไว้สองข้อ….”

ครั้นเมื่อชีชีเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลิวจ่งเทียน ปากของนางกลับนิ่งชะงักไปทันที อากัปกิริยาไม่เป็นดังปกติ

ท่านอ๋องหนุ่มจึงเป็นฝ่ายยกยิ้มให้กำลังใจ “ไม่เลวนี่ พูดต่อสิ”

เว่ยชีชีทำตาประหลับประเหลือกใส่อีกฝ่ายก่อนจะหันมากล่าวต่ออย่างออกรส

“หากพวกเจ้าเกิดหลงทางอยู่กลางทะเลทราย จำไว้ว่า จงเลือกเดินทางเฉพาะยามราตรีเพื่อหาที่หยุดพักเท่านั้น ต้นกระบองเพชรซึ่งมีรูปทรงคล้ายขวดจะเก็บกักน้ำไว้ได้มากกว่ากระบองเพชรทรงอื่น จงบีบน้ำเก็บใส่ที่บรรจุให้เต็ม เจ้าต้องมองหาแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะแสวงหาได้ กลางทะเลทรายจะมีแสงหักเหซึ่งทำให้เกิดภาพลวงตา ซึ่งล้วนมิใช่ความจริง เช่นนั้นเจ้าต้องรอกระทั่งดวงอาทิตย์ฉายเอียงลับขอบฟ้าไปเสียก่อนจึงค่อยเริ่มออกเดินไปหาภาพที่เห็นอีกครั้ง หากภาพที่เห็นยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม นั่นแสดงว่าสิ่งที่เจ้าเห็นเป็นความจริง โดยปกติภาพลวงตาที่ปรากฏกลางทะเลทรายจะคงอยู่แค่เพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนจะเลือนหายไป…..”

เมื่อเว่ยชีชีกล่าวจบ ทุกคนต่างพากันปรบมือแสดงความชื่นชม หญิงสาวโบกมือให้สัญญาณ “แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว ช่วงบ่ายเราจะเริ่มทำความคุ้นเคยกับทะเลทรายกัน”

“คล้ายเจ้าคิดจะพาทหารบุกเข้าทะเลทรายเพื่อโจมตีพวกซุยงหนูกระนั้น” หลิวจ่งเทียนกล่าวพลางมองนางด้วยสายตาชื่นชม ไยสาวน้อยอัปลักษณ์แสนลึกลับผู้นี้จึงมีความรู้มากเพียงนี้?

“ถูกแล้ว! ข้าจะโจมตีพวกมันในทะเลทราย น่าสนุกตื่นเต้นดีมิน้อยเหมือนกำลังได้ผจญภัยครั้งใหญ่!”

“ดูเจ้าจะชื่นชอบการเป็นแม่ทัพมิใช่น้อย” หลิวจ่งเทียนหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ครานี้เราจะซุ่มโจมตีพวกมันให้ราบในคราวเดียว เปิ่นหวาง*จะให้เจ้าอยู่ประจำการที่นี่ ไม่ต้องลุยเข้าไปในทะเลทราย!”

“เพราะเหตุใด?” เธอเบิกตากว้าง ไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะเข้าทะเลทรายเท่าเธออีกแล้ว สิ่งที่เธอถ่ายทอดเรื่องความอยู่รอดในทะเลทรายล้วนมีประโยชน์จำต้องนำไปใช้ แล้วไยเธอจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม? อีกทั้งยามนี้เธอก็คือชีเจียงจวิน* ซึ่งนับได้ว่าเป็นขุนทัพผู้หนึ่ง หลิวจ่งเทียน! จะบอกว่าตำแหน่งที่มอบให้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นกระนั้นรึ?
*เจียงจวิน แปลว่า แม่ทัพ

“ที่ผ่านมาเปิ่นหวาง*พลาดไป เช่นนั้นครานี้เปิ่นหวาง*ไม่อาจให้เจ้าร่วมทัพ สมรภูมิรบนั้นอันตรายเกินไป!”

หลิวจ่งเทียนหลบตาอีกฝ่ายพลางสืบเท้าก้าวยาวเลี่ยงไป ชีชีผู้ไม่สบอารมณ์เท่าไรนักตามหลังไปติดๆ

“ใช่! อันตราย ทุกคนที่ร่วมทัพล้วนต้องเผชิญอันตราย ข้าหาได้กลัวเกรงไม่!”

แม้หลิวจ่งเทียนจะไม่สนใจไยดี ทว่าชีชียังคงระรานไม่หยุดหย่อน กระทั่งทั้งคู่กลับเข้ามาในกระโจมใหญ่

หญิงสาวจ้องท่านอ๋องหนุ่มผู้ยังคงแสดงสีหน้าท่าทางไร้อารมณ์ความรู้สึกด้วยความเดือดดาลอย่างเหลือจะทน

“หลิวจ่งเทียน!”

ท่านอ๋องสามหลิวจ่งเทียนหันขวับมาหาในทันใดพร้อมฝ่ามือใหญ่ที่คว้าคอเสื้อนางขึ้น “หากเจ้าอยากรนหาที่ตายนัก เช่นนั้นเปิ่นหวางจะช่วยให้เจ้าสมหวังเสียในตอนนี้!”

“อันใดกัน? ข้ายังมิได้อยากตายเสียหน่อย!”
*เปิ่นหวาง คือคำเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง

***จบตอน อยากตายนักใช่หรือไม่!***