0 Views

ตอนที่ 14 ผู้ใดให้เจ้าปีนขึ้นเตียงเปิ่นหวาง

กระทั่งเว่ยชีชีเมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็อดตกใจมิได้ หากผ้าชุบน้ำมันติดไฟชิ้นนี้ไปแตะกระโจมค่ายมันจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นแม้จะช่วยกันดับไฟก็กลายเป็นเรื่องยากจนเกินความสามารถไปเสียแล้ว หญิงสาวไม่สนใจสิ่งใด เธอรีบกระโจนคว้าผ้าติดไฟซึ่งกำลังสะบัดพริ้วอยู่กลางอากาศก่อนจะรีบเขวี้ยงมันลงพื้น

แสงไฟฉุดกระชากความสนใจจากทหารเฝ้าเวรยาม เสียงเอะอะโวยวายดังอึงคะนึงก่อนกลุ่มทหารจะรีบวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์

เมื่อชายชุดดำผู้นั้นเห็นแผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า เขาก็รีบแทรกกายหลบหนีไปในความมืด ความเคลื่อนไหวของคนผู้นี้คล่องแคล่วว่องไวกระทั่งนายทหารที่เหลือมิอาจไล่ตามได้ทันจึงได้เพียงส่งเสียงร้องตะโกนโหวกเหวก

“รวดเร็วคล่องตัวถึงเพียงนี้ พวกเจ้าคิดว่าจะจับมันได้กระนั้นรึ?” ฝ่าเท้าของชีชียังกระทืบผืนผ้าติดไฟบนพื้นขณะสายตาของเธอกวาดมองเหล่าทหารตรงหน้าด้วยสีหน้าดูถูก

รองผู้บัญชาการหลิววิ่งเลิ่กลั่กเหนื่อยหอบเข้ามา “ที่นี่เกิดเรื่องใด?”

“มีคนวางเพลิง!” เธอตอบกลับด้วยท่าทีไม่ยี่หระใด จะอะไรกันหนักหนา กะอีแค่กระโจมหลังหนึ่ง

“วางเพลิง?!” รองผู้บัญชาการหลิวหันขวับไปทางกระโจม

“ไม่ต้องจ้องนักหรอก ข้าดับไฟให้แล้ว”

“เว่ยชีชี!” ท่านรองหลิวหย่อนเข่าลงข้างหนึ่งในทันที “โปรดรับการคารวะจากข้า!”

เว่ยชีชีกระเด้งโหยง

“ลุกขึ้น คิดจะเล่นอันใดกันนี่? ข้ารับมิได้หรอกนะ!”

“ค่ายนี้เป็นที่เก็บเสบียง หากถูกวางเพลิงเสียแล้ว การเดินทัพในครานี้จะกลายเป็นความล้มเหลว อาจเรียกได้ว่าหายนะอย่างที่สุด ทั้งยังจะพลอยทำให้ท่านอ๋องสามต้องมาติดร่างแหไปด้วย!”

“ก็หากมันถูกเผาขึ้นมาจริงๆ เจ้าก็โยกเสบียงย้ายไปตั้งที่อื่นได้มิใช่รึ?”

“ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น หน่วยเสบียงจะเดินทางมาแค่เพียงครั้งในช่วงเวลา 2 เดือน กว่าจะถึงตอนนั้นทัพเราคงอ่อนล้าหมดแรง ทั้งยุ้งฉางคงร่อยหรอหมดสิ้น เมื่อนั้นจะทำการสู้รบเช่นไร?”

ชีชีนึกขึ้นมาได้ทันที เธอลืมไปได้อย่างไรนี่ว่าการเดินทางในยุคสมัยนี้มิได้สะดวกสบายเหมือนโลกยุคใหม่ซึ่งมีทั้งรถไฟ และเครื่องบิน

“แม้เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องมาคารวะข้าเสียยกใหญ่เช่นนี้หรอก!”

“น้องเว่ย เจ้าคงยังไม่รู้ ที่ท่านอ๋องต้องเดินทัพมาเช่นนี้เพราะนี่คือคำสั่ง ท่านอ๋องสามทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกสงคราม พระองค์ทั้งกล้าหาญทั้งมีพระสติปัญญาหลักแหลม และด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงเป็นพระโอรสที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงโปรดปรานยิ่งนัก ทว่านับแต่ฮ่องเต้สวรรคต และด้วยเหตุที่ท่านอ๋องสามทรงได้รับเกียรติยศทั้งยังสร้างผลงานไว้อีกมากมาย จึงมีผู้สร้างข่าวลือว่า ท่านอ๋องคิดขัดราชอำนาจหมายช่วงชิงราชบัลลังก์สถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ เช่นนั้นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงทรงหวาดระแวง และมอบหมายให้ท่านอ๋องสามเดินทางมาปราบปรามพวกซุยงหนูด้วยพระองค์เอง! หากการศึกครานี้ต้องรับความแพ้พ่ายกลับไป ก็คงเพราะเจ้าพวกชั่วช้านั่นทำลายแผนการของเรา ทั้งเรื่องนี้จะกลับกลายเป็นภัยใหญ่หลวงต่อท่านอ๋องสามอีกด้วย”

“ถึงกระนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ รีบลุกขึ้นเร็ว!” เดิมทีเธอยังจ้องจะหาโอกาสสั่งสอนคนผู้นี้ให้หลาบจำ ทว่ามาเห็นเขากระทำเช่นนี้ กลับกลายเป็นเธอเสียเองที่รู้สึกลำบากใจ

รองผู้บัญชาการถูกชีชีดึงให้ลุกขึ้น เขายังกล่าวคำต่อด้วยน้ำเสียงติดสำนึกผิด

“ข้าเคยกล่าวหาว่าเจ้าเป็นหน่วยสอดแนม ทว่าเจ้าน้องชายกลับใจกว้างไม่คิดถือสา ข้าละอายแก่ใจยิ่งนัก!”

“ไม่ต้องมากพิธี! ขอเพียงเจ้าไม่เห็นว่าข้าเป็นไส้ศึกก็เพียงพอแล้ว!” ยามนี้ชีชีสุขใจยิ่งนัก หากท่านรองหลิวผู้นี้ไม่คอยเกาะแกะหาเรื่องเธออีก ชีวิตคงสุขขึ้นอีกอักโข

“เจ้าคือผู้มีพระคุณของข้า หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยการสิ่งใดขอจงเร่งกล่าวอย่าได้เกรงใจ!”

“จริงรึ?”

“อย่างที่สุด คำไหนคำนั้น!”

“ขอแท่งเหล็กให้ข้าหน่อยสิ! ยิ่งบางเท่าไรก็ยิ่งดี!” ชีชีนับเป็นสตรีผู้หนึ่งที่รู้กาลน้ำขึ้นให้รีบตัก ขอเพียงสามารถกลับคืนสู่โลกยุคปัจจุบัน แม้ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดเธอก็พร้อมยอมทุ่มเท

“ขอข้าคิดดูก่อนว่าจะหาได้จากที่ใดกัน? เป็นแท่งเหล็กบางคือใช้ได้ใช่ไหม?”

“ถูกต้อง!”

“เช่นนั้นข้าจะรีบหาให้เจ้าโดยเร็ว!”

รองผู้บัญชาการแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า “ผู้ใดจะรู้ได้ว่าฝั่งทัพท่านอ๋องจะเป็นเช่นไร?”

“ปล้นค่ายซุยงหนูกลางดึกนี่มันสนุกไหมท่านรอง?” ชีชีเอ่ยถามทั้งสีหน้าอยากรู้อยากเห็น

“นี่คือสงคราม หาใช่สนามเด็กเล่นไม่ คือสถานที่ซึ่งทุกคนลงเดิมพันไว้ด้วยชีวิต เจ้ามันยังเด็กน้อยนัก!” รองผู้บัญชาการทอดถอนใจ ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความห่วงใยอย่างยิ่งในท่านอ๋องผู้เป็นนาย เห็นที อ๋องเลือดเย็นผู้นั้นยังพอจะมีลูกน้องที่ภักดีกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน

รองผู้บัญชาการยังไม่วางใจ จึงนำนายทหารออกเดินตรวจเวรยามอีกครา

เว่ยชีชีทอดตามองท้องฟ้าที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดวงดาราให้รู้สึกไปว่า ฐานะลูกพี่แห่งซวนเต๋อช่างไร้ค่าเมื่อต้องตกอยู่ ณ ที่แห่งนี้ หญิงสาวเดินคอตกกลับกระโจม และล้มแหมะลงนอนก่ายพื้น ให้ตายเถอะ! เจ้าพรมนี้ก็ไม่สบายตัวเอาเสียเลย ครั้นเมื่อสายตากวาดไปเห็นเตียงนอนซึ่งอยู่หลังฉากบังตา… แหม่! ทิ้งให้เตียงนั่นต้องว่างเปล่าเดียวดายอยู่เช่นนี้ก็ดูจะเสียของใช่ที่

ว่าแล้วเธอก็ตัดสินใจเดินไปที่หลังฉากกั้น ล้มตัวลงแปะอยู่กับที่นอน แม้จะไม่นุ่มสบายเท่าที่ควร ทว่าก็ยังดีกว่าพรมปูพื้นแล้วกันน่า หญิงสาวรวบผ้าห่มนุ่มเข้ามากอด ความง่วงอย่างเต็มกำลังถาโถมเข้ามากระทั่งเธอผล็อยหลับลงอย่างง่ายดาย

กว่าชีชีจะตื่นก็สายตะวันโด่ง เมื่อเธอคลานขึ้นจากเตียงจึงพบว่าหลิวจ่งเทียนกลับเข้ามาในกระโจมแล้ว ยามนี้เขากำลังนั่งเช็ดคราบโลหิตที่ติดอยู่บนปลายดาบอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ แววตาคู่นั้นบวมแดงคล้ายอดนอนมาทั้งคืน

“ท่าน กลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”

“เพิ่งกลับ!” เขาอ้าปากหาว พลางวางม้วนกระดาษในมือลงก่อนจะหันมาหาเธอ “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าปีนขึ้นมานอนบนเตียงเปิ่นหวาง*?”

“แหม จะทิ้งให้มันว่างอยู่เฉยๆ ก็น่าเสียดาย ซ้ำที่พื้นก็นอนไม่สบายเอาเสียเลย! อะ! คืนเตียงให้ท่านก็ได้!” เธอกระโดดลงจากเตียงพลางหันไปมองที่พื้นด้วยอาการเจี๋ยมเจี้ยม

“ถือเป็นรางวัลสำหรับวีรกรรมเมื่อคืนของเจ้า ครั้งนี้เปิ่นหวางจะไม่ตำหนิ!”

“ข้าหรือ? เมื่อคืน?” ครั้นเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาจึงเข้าใจได้ทันทีว่าท่านรองหลิวต้องเป็นผู้รายงานต่อท่านอ๋องเป็นแน่ ท่าทางเรื่องบังเอิญครานี้คงทำให้เธอสามารถปลดเปลื้องภาพลักษณ์การเป็นหน่วยสอดแนม อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากหน่วยทัพขึ้นมาบ้างแล้วสิเนี่ย
*เปิ่นหวางคือคำเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง แปลว่า ข้า

***จบตอน ผู้ใดให้เจ้าปีนขึ้นเตียงเปิ่นหวาง***