0 Views

เมื่อกลับมาถึงวิทยาลัย  หานซั่วพบว่าในคืนนั้น  คามิลล่าได้เดินทางออกจากวิทยาลัยไปอย่างกะทันหันด้วยสีหน้าเร่งรีบ  และเขาก็ไม่เห็นเธออีกเลยถึง  2  วันให้หลัง  เมื่อลองถามไปทั่วก็พบว่าสาเหตุมาจากบางอย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านของคามิลล่า  และดูเหมือนว่าเธอคงไม่กลับมาที่วิทยาลัยอีกสักพักหนึ่ง

แต่สิ่งที่เขาได้ยินมาเป็นเพียงรายละเอียดผิวเผินเท่านั้น  ตามสัญชาติญาณของหานซั่วแล้ว  พวกเขาอาจจะไม่ได้พบเธออีกเลยมากกว่า  เพราะในเมื่อเธอเป็นสายลับที่มาจากอาณาจักรของศัตรู  และเรื่องนี้  “องครักษ์ชุดดำ”  ก็เข้ามาจัดการเรียบร้อยแล้ว  เธอคงไม่ถูกปล่อยไว้ให้ลอยนวลอยู่ในจักรวรรดิต่อไปง่าย  ๆ  แน่

เมื่อคามิลล่าหายตัวไป  ทั้งดุ๊คและเอริคก็ไม่กล้าพบปะพูดคุยเกี่ยวกับความลับใด  ๆ  ภายในวิทยาลัยอีก  พวกเขาจึงใช้เหตุผลที่ว่าโครงการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นแล้วเป็นข้ออ้างในการออกจากวิทยาลัย  เพื่อรีบกลับไปยังจักรวรรดิคาซี  ส่วนคลาร์ก  ที่ตอนแรกตั้งใจจะแวะไปหาแฟนนี่  ก็รีบออกจากสำนักอัศวินไปแทบจะพร้อม  ๆ  กัน

ในฐานะสมาชิกขององครักษ์ชุดดำ  แม้ว่าหานซั่วจะไม่ทราบแน่ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่อย่างหนึ่งที่เขาแน่ใจ  คือองครักษ์ชุดดำเริ่มเคลื่อนไหวและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด  มิเช่นนั้นแล้ว  พวกเขาทั้ง  3  คนคงไม่มีปฏิกิริยาแปลก  ๆ  แบบนั้น  และอยู่ดี  ๆ  ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาไม่นาน

หลายวันต่อมา  หานซั่วก็ได้ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายและมีความสุข  เขายังคงศึกษาเวทมนตร์อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเขาจะไปถามแฟนนี่ทันทีเมื่อเจอปัญหาที่ไม่เข้าใจ  และมักจะได้คำตอบที่ถูกต้องกลับมาเสมอ  …อาจเป็นเพราะการที่เขากำลังฝึกฝนแก่นมนตราในอาณาจักรพลังหลอมวิญญาณอยู่ก็ได้    จึงทำให้เขามักหลุดปากพูดความคิดเห็นแปลกประหลาดบางอย่างที่ซ่อนไว้ในจิตใจเวลาอยู่กับแฟนนี่เสมอ

และเมื่อใดก็ตามที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  แฟนนี่ก็จะโกรธและว่ากล่าวเขาทันที  กระทั่งเมื่อตัวเขาเองรวบรวมสติได้  เขาก็จะพยายามกู้สถานการณ์  ซึ่งหากกู้ไม่ได้ก็จะทำเป็นแกล้งโง่หรือไม่ก็ไหลไปตามน้ำแทน

เช้าวันนั้น  เมื่อหานซั่วตื่นขึ้นมาก็พบว่าสภาพอากาศเริ่มเย็นลง  เขานิ่งไปครู่หนึ่ง  พลางคิดว่าฟีบี้น่าจะใช้เวลาเพียงพอในการเตรียมเสบียงอาหารสำหรับพวกคนแคระเพื่อให้อยู่รอดพ้นจากฤดูหนาวจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เขาจึงออกจากวิทยาลัยและมุ่งหน้าไปยังสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ทันที  และเพื่อซื้อวัตถุดิบต่าง  ๆ  ที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างผีดิบธาตุดินชั้นยอดด้วย

เมื่อมาถึง  ณ  สมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์  หานซั่วก็พบว่าทหารยามหน้าประตูถูกสับเปลี่ยนอีกแล้ว  แต่ครั้งนี้เมื่อหานซั่วแจ้งชื่อของเขาไป  ทหารยามก็รีบเปิดทางให้เข้าไปด้วยความนอบน้อม  และไม่นาน  เฟเบียนที่ดูสุขสมบูรณ์และเบิกบานใจก็รีบพุ่งตัวมาหาเขาทันที

“สวัสดี  ไบรอัน!  ไม่เจอกันเสียนานเลย  สบายดีมั้ย?”

“โอ  เฟเบียน  ดีใจจริง  ๆ  ที่ท่านปลอดภัย  ข้านึกว่าท่านจะ…  เอ่อ  ตั้งแต่ที่บ้านถล่มลงมาใส่ท่านคราวก่อนน่ะ”

หานซั่วค่อนข้างประหลาดใจมากทีเดียวที่เจอเฟเบียน  เพราะเขานึกว่าเฟเบียนจะตายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่บ้านถล่มเพราะเวทย์แผ่นดินไหวของจอมขมังเวทย์  “ปีศาจเงา”  ที่บุกโจมตีเมื่อครั้งนั้น

“ตอนที่บ้านกำลังจะถล่ม  ข้าหลบอยู่ใต้เตียงน่ะ  แคนดิซมาพบเข้าทีหลัง  และช่วยข้าออกมาจากซากปรักหักพังก็เลยรอดมาได้นี่แหละ”

สีหน้าของเฟเบียนเต็มไปด้วยความปลื้มปิติยินดีจากการที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของความตาย  เขาอธิบายให้หานซั่วฟังอย่างหน้าชื่นตาบาน

หานซั่วพยักหน้าพลางมองเฟเบียนไปทั่วทั้งตัว

“เดี๋ยวนี้ท่านดูดีขึ้นมากเลยนี่  ดูท่าโชคจะเข้าข้างท่านแล้วสินะ!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า  ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก  แต่ตั้งแต่ที่โกรเวอร์ตายไป  พวกคนของ  “ปีศาจเงา”  ก็ไม่โผล่มาอีกเลย  และตอนนี้ท่านฟีบี้ก็ดูแลสมาคมอย่างเป็นทางการแล้วด้วย  ชีวิตของข้าที่อยู่กับเธอก็เลยดีขึ้นเยอะเลยล่ะ”

แม้เฟเบียนจะปฏิเสธเรื่องโชคชะตา  แต่ความสุขบนใบหน้าของเขาก็บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความภาคภูมิในจิตใจ

เหล่าของประดับตกแต่งภายในสมาคมยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  แต่ทหารยามทุกคนในสมาคมถูกสับเปลี่ยนทั้งหมด  เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง  หานซั่วก็หยุดกะทันหัน  พลางมองไปที่ภูเขาจำลองทางด้านซ้าย  หานซั่วจำได้ทันทีว่าฟีบี้และเขาเคยจำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกของภูเขาอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อซ่อนตัวจากการไล่ตามของเอลลิซ

เมื่อกวาดสายตามองไปยังที่แห่งนั้นอีกครั้ง  ก็พบกว่ามันถูกตกแต่งขึ้นใหม่  กระถางต้นไม้และดอกไม้มากมายถูกจัดวางประดับไว้โดยรอบ  รวมทั้งโต๊ะและเก้าอี้หินที่ตั้งไว้ข้าง  ๆ  รอยแยกของภูเขา  ราวกับตั้งใจใช้เพื่อนั่งชื่นชมวิวทิวทัศน์บริเวณนั้นโดยเฉพาะ

“เอ๋  ทำไมตรงนี้ถึงดูเปลี่ยนไปล่ะ?  ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้มันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา?”

หานซั่วมองไปรอบ  ๆ  ด้วยความประหลาดใจ  ก่อนจะหันไปถามเฟเบียน

“หึหึหึ  ท่านนี่ช่างสังเกตจริง  ๆ  ที่ตรงนี้ถูกตกแต่งขึ้นใหม่ตามคำสั่งของท่านฟีบี้น่ะ  และท่านฟีบี้ก็สั่งห้ามไม่ให้คนอื่นเข้ามาบริเวณนี้ด้วยนะ  เพราะเธอจะเอาไว้ใช้เป็นสถานที่ส่วนตัวสำหรับนั่งรับแสงแดด  จิบชา  หรือนั่งชื่นชมดอกไม้เมื่อใดก็ตามที่เธอว่าง  ถึงอย่างนั้น  ข้าเองก็ไม่ได้คิดว่าที่นี่จะสวยสักเท่าไหร่เลย  แต่ท่านฟีบี้คงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ชอบที่นี่น่ะ”

เฟเบียนอธิบายด้วยสีหน้าสับสน

หานซั่วมองไปยังรอยแยกที่ทั้งคู่เคยอิงแอบแนบชิดกันเมื่อครั้งก่อน  เขานึกถึงท่าทางน่าอายนั่นขึ้นมาได้  จนหัวใจโลดเต้นขึ้นมาทันที  เป็นไปได้มั้ยนะ ? ว่าฟีบี้จะทำเพื่อเป็นการระลึกถึงการเผชิญหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนในครั้งนั้น?

หานซั่วคิดวนไปวนมาเกี่ยวกับความคิดประหลาดนี้  จนพยายามย้ำกับตัวเองว่า    เป็นไปไม่ได้หรอกน่า!    เพราะฟีบี้เป็นคนที่ทั้งภาคภูมิใจในตัวเองและหยิ่งในศักดิ์ศรี  แถมท่าทีที่อ่อนช้อยงดงาม  ยังไม่รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ที่เธอกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้อีก  ว่ากันตามหลักแล้ว  เธอคงไม่มีทางมาสนใจนักเรียนกระจอก  ๆ  ของวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังอย่างเขาแน่

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง  เฟเบียนก็พาหานซั่วมาถึงยังห้องรับรองห้องหนึ่ง  เฟเบียนเรียกสาวใช้ให้มาเสิร์ฟน้ำชาและขนม  ก่อนจะไปตามฟีบี้มาพบเขา

แล้วฟีบี้ก็เดินเข้ามาในชุดฝึกซ้อมสีขาวเรียบ  ๆ  พร้อมหยาดเหงื่อจำนวนหนึ่งเกาะอยู่บนหน้าผาก  และดูเหมือนกำลังรู้สึกกระหาย  เพราะเธอรีบรินน้ำในถ้วยชาให้ตัวเอง  เธอจิบน้ำไปหน่อยหนึ่ง  ก่อนจะเพ่งสายตามองที่หานซั่วทันที

“เจ้ามาที่นี่เพราะเรื่องเสบียงอาหาร  ใช่มั้ย?”

หานซั่วพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้ม

“ก็ใช่น่ะสิ  ถ้าไม่ใช่เรื่องเสบียงอาหารแล้ว  ข้าจะมาที่นี่ทำไมกันล่ะ?”

ฟีบี้เม้มปาก  พลางกลอกตามองหานซั่ว

“แค่มาเยี่ยมข้าบ้างไม่ได้รึไง  ในฐานะเพื่อนของเจ้าน่ะ?”

หานซั่วหัวเราะเบา  ๆ  อย่างไม่ตั้งใจ  พลางหยอกเธอกลับไป

“เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันเอง  ตั้งแต่ตอนที่เราเจอกันครั้งสุดท้าย  แล้วเจ้าเองก็เพิ่งขึ้นดูแลสมาคมได้ไม่นาน  เจ้าคงต้องยุ่งมากแน่  ๆ  ข้าเองก็อยากแวะมาหาอยู่เหมือนกัน  แต่กลัวว่าเจ้าจะไม่มีเวลามาพบข้าน่ะสิ”

“ฮึ!  ไม่ได้นึกถึงข้าเลยก็บอกมาเถอะ  อย่ามัวแต่อ้างเลย”

คอสวยยาวระหงของฟีบี้สะบัดศีรษะไปทางอื่นอย่างงอน  ๆ  ก่อนจะคิดครู่หนึ่งและหันมาถามหานซั่ว

“เสบียงอาหารที่เจ้าต้องการมีปริมาณมากพอจะเก็บไว้ใน  2  ห้องเต็ม  ๆ  แต่แหวนมิติของเจ้าเป็นระดับต่ำที่สุด  และน่าจะมีของเก็บอยู่ในนั้นบ้างแล้ว  ข้าว่าเจ้าคงเอาของมากขนาดนั้นใส่ไปไม่ไหวหรอก”

“จริงด้วย  แต่ข้ามาขนแบบเทียวไปเทียวมาหลายรอบได้อยู่นะ  ฮะ  ๆ  ๆ  ข้าไม่คิดเอาเปรียบอะไรเจ้าอีกหรอก”

หานซั่วคิดเตรียมการไว้นานแล้วว่าต้องขนของหลายรอบ  พลางยิ้มเจื่อน  ๆ  ให้ฟีบี้  เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง  และยื่นกระดาษแผ่นเล็ก  ๆ  ที่จดรายการวัตถุดิบนานาชนิดยื่นให้ฟีบี้

“แล้วข้าก็ต้องการวัตถุดิบพวกนี้ด้วยเหมือนกัน  ลองดูให้หน่อยสิ  เจ้าพอจะรวบรวมมาให้ข้าได้บ้างมั้ย?”

ฟีบี้มองหานซั่วด้วยสีหน้าประหลาดใจ  พลางคิดไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้หานซั่วถึงเอาแต่หาซื้อวัตถุดิบพิเศษบ่อยนัก  เธอรับกระดาษของหานซั่วมาและเริ่มพึมพำอ่านรายการเหล่านั้น

“ดินน้ำแข็ง  ดินเดือด  ดินเปียก  ดินโลหิต  อะไรที่เป็นหิมะ…  อะไรที่เป็นใบไม้…  อะไรที่เป็นผลไม้…  ทั้งหมดที่เจ้าเขียนมานี่คืออะไรกัน  ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย!”

เพราะนึกอยู่แล้วว่าฟีบี้ต้องสงสัย  หานซั่วจึงยิ้มเจื่อน  ๆ  และค่อย  ๆ  อธิบายให้เธอฟัง

“ดินน้ำแข็ง  เป็นดินที่อยู่ในพื้นที่หนาวจัด…  ดินเดือด  คือดินที่พบได้ในพื้นที่ร้อนระอุ  มักจะพบได้ง่ายในที่  ๆ  มีลาวา…  ดินเปียก  พบได้ในที่  ๆ  เปียกและชุ่มชื้นตลอดทั้งปีและไม่เคยได้สัมผัสแสงอาทิตย์…  ดินโลหิต  เป็นดินที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงจากการหลั่งเลือดของเหล่าทหาร  2  กองทัพที่สู้รบกันจนตายในสงคราม…  อีกอย่างคือบุปผาหิมะ  ซึ่งจะขึ้นในดินน้ำแข็ง…  ลาวาจากดินเดือด…  ต้นหญ้าประหลาดสีเขียว-ดำที่ขึ้นบนดินเปียก  และผลไม้ที่ดูเหมือนก้อนเนื้องอกที่ขึ้นในดินโลหิต…”

 

 

ฟีบี้เริ่มมีท่าทีสับสนมากขึ้นเรื่อย  ๆ  ขณะฟังหานซั่วอธิบายรายการวัตถุดิบบนกระดาษของเขา  แม้ชื่อเหล่านี้จะแตกต่างจากชื่อของพวกมันจริง  ๆ  ตามความทรงจำของชูชางหลาน  แต่พวกมันก็ควรจะมีรูปร่างหน้าตาหรือลักษณะรูปทรงแบบเดียวกับชื่อที่ฟีบี้รู้จัก  แต่ก็ยังถือว่ามีของบางอย่างที่ฟีบี้เองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน  เธอจึงบอกว่าต้องปรึกษากับคนอื่นก่อน  โดยจะยึดตามรายละเอียดข้อมูลที่หานซั่วให้มา

เมื่อหานซั่วอธิบายขยายความเกี่ยวกับวัตถุดิบทั้ง  13  ชิ้นที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างผีดิบธาตุดินชั้นยอดเสร็จแล้ว  ฟีบี้ก็รู้สึกสับสนงุนงงในของเหล่านั้นอย่างบอกไม่ถูก  และถ้าคนที่ต้องการของประหลาดเหล่านี้ไม่ใช่หานซั่วแล้วล่ะก็  เธอก็คงไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้มาจนถึงตอนนี้  แต่สุดท้ายแล้วเธอก็พูดขึ้นด้วยอารมณ์เล็กน้อย

“เจ้าจะหาวัตถุดิบแปลก  ๆ  พวกนี้ไปทำไมกัน?  ถ้าเจ้าไม่ยอมบอก  ข้าก็ไม่ช่วยเจ้าหรอกนะ!”

หานซั่วมองหน้าฟีบี้อย่างยอมจำนน  และเห็นว่าเธอเริ่มจะหงุดหงิดและอารมณ์ไม่ดี  หานซั่วก็ตัดสินใจร่ายเวทย์ขึ้นมา  แล้วเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหานซั่ว  …ด้วยคำสั่งของเขา  ร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็พุ่งตัวไปรอบ  ๆ  ห้องโถงด้วยความเร็วสูง  ก่อนจะส่งกริชกระดูกในมือของมันให้พุ่งเข้าใส่ฟีบี้

ฟีบี้ตกตะลึงสุดขีด  ออร่าต่อสู้จากดาบยาวของเธอจะส่องแสงประกายวาบขึ้นและฟาดเข้าใส่กริชกระดูกเล่มนั้นจนเบี่ยงไปทางอื่น  ก่อนที่ลอยกลับสู่มือของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กตามเดิม  จากนั้น  หานซั่วจึงเอ่ยปากถามเธอ

“เจ้าคิดว่าความแตกต่างระหว่างเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กตนนี้กับโครงกระดูกธรรมดา  ๆ  ตัวอื่น  ๆ  ที่นักเวทย์ผู้ใช้ความตายอัญเชิญมาบ้างรึเปล่า?”

“แตกต่างมากทีเดียวล่ะ  และเจ้าตัวนี้ก็ยอดเยี่ยมสุด  ๆ  ไปเลย  ข้าเคยเห็นโครงกระดูกทั่วไปที่นักเวทย์ผู้ใช้ความตายคนอื่นเคยอัญเชิญเมื่อนานมาแล้ว  มีความแตกต่างระหว่างพวกมันราวฟ้ากับเหวเลยล่ะ  นักรบโครงกระดูกของเจ้านอกจากจะแตกต่างเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว    ข้ายังสัมผัสได้ว่ามันมีปีศาจบางอย่างสิงสู่อยู่ภายในตัวมันอีกที  แม้แต่ข้ายังรู้สึกกลัวมันเลย”

ท่าทีของฟีบี้จริงจังขึ้นมาทันที  ขณะมองกริชกระดูกที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กถืออยู่ด้วยความหวาดกลัว

“มันก็เคยเป็นนักรบโครงกระดูกธรรมดา  ๆ  นี่แหละ  แถมยังอ่อนแอกว่าโครงกระดูกทั่วไปด้วยซ้ำ  มันเคยทำได้แต่ช่วยข้าเอาขยะไปทิ้ง  แต่ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่ามันต่างออกไป  หลังจากทำตามเคล็ดลับการเสริมสร้างของข้าเอง  มันก็ยังคงเป็นนักรบโครงกระดูกเหมือนเดิมแหละ  เพียงแต่มันจะค่อย  ๆ  เติบโตขึ้นอย่างช้า  ๆ  เจ้าเองก็ได้ทดสอบความแข็งแกร่งของมันไปแล้วเมื่อกี้  ข้าก็เลยบอกเจ้าแค่เพียงว่า  วัตถุดิบที่ข้าต้องการน่ะ  ข้าต้องเอาไปใช้ในการสร้างผีดิบ  และเป็นผีดิบที่ดีเยี่ยมไม่เหมือนใครเลยล่ะ”

หานซั่วมองหน้าฟีบี้อย่างจริงจังขณะพูด

นอกจากเขาแล้ว  ก็ไม่มีใครบนโลกนี้ที่สามารถบ่มเพาะแก่นมนตราได้อีก  และหานซั่วก็ไม่กลัวที่จะบอกให้ฟีบี้รู้  ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่าฟีบี้เคยเห็นความสามารถและความแข็งแกร่งของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กมาก่อน  แต่เพราะหานซั่วเชื่อใจฟีบี้อย่างสุดหัวใจ  เขาจึงอธิบายรายละเอียดผิวเผินให้เธอฟังคร่าว  ๆ

“เหลือเชื่อจริง  ๆ  เคล็ดลับของเจ้าอาจนำไปสู่การปฏิวัติครั้งใหม่ของเหล่านักเวทย์ผู้ใช้ความตายได้เลยนะ  ไบรอัน  เจ้าทำได้ยังไงกันเนี่ย?  มหัศจรรย์จริง  ๆ!”

ประกายตาที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความปลาบปลื้มชื่นชมฉาบอยู่บนดวงตาของฟีบี้  ขณะที่เธออุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น

หานซั่วยักไหล่  และพูดต่อ

“ข้าเรียนรู้เคล็ดลับพิเศษนี่ด้วยตัวของข้าเองน่ะ  ฟีบี้  พวกเราเป็นเพื่อนกัน  ข้าก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังได้  แต่ไม่ว่ายังไง  เจ้าก็คงรู้ดีอยู่แล้ว  ว่าถ้าหากมีใครบางคนรู้เรื่องนี้เข้าล่ะก็  มันอาจกลายเป็นปัญหาสำหรับข้าก็ได้  ข้าหวังว่าเจ้าจะเก็บมันเป็นความลับเพื่อข้านะ”

“เจ้ายังไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร…นอกจากข้าเหรอ?”

ฟีบี้ตกใจ  และมองหานซั่วด้วยสายตาแปลก  ๆ

หานซั่วพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“ไม่ได้บอกใครสักคนเลยล่ะ”

แล้วสีแดงเรื่อจาง  ๆ  ก็ปรากฏบนพวกแก้มสองข้างของเธอทันที  ฟีบี้ให้คำมั่นกับหานซั่วอย่างร่าเริง

“ตกลง  ข้าไม่มีวันพูดความลับนี้ออกไปแน่  ต่อให้ใครบางคนคุกคามข้าจนถึงชีวิตก็เถอะ  เจ้ามั่นใจได้เลย!”

“ขอบคุณนะ  ฟีบี้  ข้าจะจำน้ำใจของเจ้าเอาไว้  และหวังว่าเจ้าจะหาวัตถุดิบพิเศษพวกนี้ให้ข้าได้นะ  ข้ารู้ว่าสมาคมใหญ่อย่างเจ้า  สามารถเดินทางท่องไปยังเมืองต่าง  ๆ  และเฟ้นหาวัตถุดิบจากทั่วทั้งจักรวรรดิกลับได้มากมายเลยนี่นา”

หานซั่วรู้สึกซาบซึ้งในความจริงใจของฟีบี้

“ไม่มีปัญหา  ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เลย  แต่ของพวกนี้อาจตีราคาเป็นเหรียญทองจำนวนมากเลยทีเดียว  เจ้าเองก็ไปหาเงินมาเตรียมไว้ดีกว่า  ฮะ  ๆ  ๆ  ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าฟรี  ๆ  หรอกนะ”

แรกเริ่มเดิมที  หานซั่วเคยคิดว่าฟีบี้จะเป็นผู้หญิงจอมเย็นชา  ยโสโอหัง  และรับมือได้ยาก  แต่ในเวลานี้  เมื่อทั้งสองคนผ่านประสบการณ์หลาย  ๆ  อย่างมาด้วยกัน  เขาก็พบว่าความหยิ่งทระนงอย่างเย็นชานั้นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฟีบี้แสดงออกมาเท่านั้น  เมื่อใดก็ตามที่เธอพบมิตรแท้  เธอก็จะพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง  และจะไม่แสดงความยโสใด  ๆ  ออกมาให้เห็น  ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้หานซั่วยอมรับฟีบี้จากใจ  และไม่มองเธอในฐานะคู่ค้าทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว

เขาใช้เวลาอีกราว  ๆ  ชั่วโมง  ในการอธิบายรูปร่างลักษณะและตำแหน่งที่พบของวัตถุดิบหายากเหล่านั้นให้ฟีบี้ฟัง  ในขณะที่ฟีบี้เองก็ใช้ปากกาจดรายละเอียดทุกอย่างไว้บนกระดาษ  ไม่นานนัก  หานซั่วก็จากไป  พร้อมกับเสบียงอาหารที่ฟีบี้จัดเตรียมไว้ให้บรรจุไว้เต็มแหวนมิติ  และมุ่งหน้าสู่สุสานแห่งความตายทันที

 

……………………………………….