0 Views

 

เดิมทีนั้น  ปีศาจปฐมภูมิของหานซั่วถูกสร้างขึ้นมาจากเจตภูต  ซึ่งเจตภูตเป็นวิญญาณที่สามารถเป็นตาอีกคู่ให้กับผู้อัญเชิญได้อยู่แล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในฐานะอสูรอัญเชิญของนักเวทย์ผู้ใช้ความตาย  เจตภูตจะทิ้งรังสีของความตายไว้เป็นร่องรอย  และร่างของมันเองก็จะเป็นลายเส้นสีขาวหรือสีเทา  ทำให้ใครก็ตามที่มีความสามารถและประสาทสัมผัสที่สูงพอ  จะค้นพบร่องรอยของพวกมันได้ไม่ยากนัก

แต่ปีศาจปฐมภูมิของหานซั่วได้รับการบ่มเพาะเป็นพิเศษโดยการหล่อหลอมของแก่นมนตรา  ทำให้พวกมันไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับเวทมนตร์ใด  ๆ  เลยแม้แต่น้อย  อีกทั้งยังอยู่ในสถานะไร้รูปร่าง  ตราบใดที่พวกมันไม่สัมผัสกับเขตแดนเวทมนตร์เข้า  ก็ทำให้ยากเกินไปที่จะตรวจจับได้ถึงตัวตนของพวกมัน  และเพราะปีศาจปฐมภูมิเป็นหนึ่งใน  “ขุนพลปีศาจ”  และมีพลังจิตสื่อสารได้โดยตรงกับนักเวทย์ผู้อัญเชิญ  พวกมันจึงถูกสั่งให้ไปทำงานในระยะไกลได้  และมีความสามารถในการโจมตีที่ไม่เหมือนใคร  ดังนั้น  ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร  ปีศาจปฐมภูมิก็ถือว่ามีประโยชน์ที่ใช้การได้มากกว่าเจตภูต

เมื่อเจตภูตของฟิทช์ลอยเข้ามาในห้องของหานซั่ว  มันก็วนเวียนไปรอบ  ๆ  ห้อง  ก่อนจะลอยไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของหน้าต่างห้อง  เพื่อแอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของหานซั่วอยู่เงียบ  ๆ

หานซั่วกำลังนอนตะแคงข้างและหายใจอย่างสม่ำเสมอ  ด้วยท่าทีที่แสดงให้เห็นว่ากำลังหลับลึก  แต่ทว่าจริง  ๆ  แล้ว  กลับตื่นตัวและสามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างชัดเจน  ฟิทช์วางมือลงบนลูกบิดประตู  และค่อย  ๆ  แง้มประตูออก  ก่อนที่ประตูจะเปิดอ้าจนมีเสียงดังแอ๊ดเบา  ๆ

ฟิทช์ถือถุงใบหนึ่งไว้ในมือ  ก่อนที่เขาจะเปิดห่อกระดาษเล็ก  ๆ  ออกและเป่าผงอะไรบางอย่างเข้ามาผ่านทางประตูห้อง  ผงเหล่านั้นจางหายไปในอากาศทันที  ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจาง  ๆ

ยาพิษหลอนวิญญาณ  !!

ตอนนี้  หานซั่วพอมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาพิษมาบ้างพอสมควร  เขาจึงจำกลิ่นของยาพิษได้ทันทีแม้ว่ามันจะจางหายไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว  หานซั่วหัวเราะอย่างเยือกเย็น  และไม่ได้กลั้นหายใจอีกต่อไป  หากแต่ยังคงหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ  ซึ่งจากความแข็งแกร่งที่ร่างกายของหานซั่วได้รับมาตั้งแต่เมื่อเริ่มเข้าสู่อาณาจักรพลังระดับที่  3  ผงยาพิษชั้นต่ำเหล่านี้ซึ่งเดิมทีจะมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน  ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย

รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของหานซั่ว  ในขณะที่ฟิทช์เองก็กำลังยิ้มอย่างพอใจ  ก่อนจะค่อย  ๆ  เดินไปหาหานซั่วอย่างแผ่วเบา  และจ้องมองเขาด้วยแววตามุ่งร้าย  แม้ในตอนนั้นก็ไม่มีใครสักคนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

เพราะอาศัยประโยชน์จากพลังการมองเห็นของเหล่าปีศาจปฐมภูมิ  ทำให้หานซั่วสามารถมองเห็นสีหน้าของฟิทช์ได้อย่างชัดเจนแม้ว่ากำลังหลับตา  และถึงแม้ว่าหานซั่วจะอยู่ในท่านอนหลับอย่างสบายใจ  หานซั่วก็เตรียมตัวไว้เรียบร้อบแล้ว  เขาพร้อมที่จะเคลื่อนไหวทันทีหากมีสถานการณ์บางอย่างเริ่มแย่ลง  และหานซั่วเองก็เตรียมพร้อมที่จะฆ่าได้ทันทีหากฟิทช์แตะต้องเขา

อย่างไรก็ตาม  ฟิทช์เองก็ไม่ได้โง่อย่างที่หานซั่วคิด  เขาจ้องมองหานซั่วก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

“เจ้าทาสชั้นต่ำ  เจ้ามันไม่คู่ควรกับอาจารย์แฟนนี่เลยสักนิด  ข้าน่าจะกำจัดเจ้าทิ้งไปซะตั้งนานแล้ว  แต่อยู่ดี  ๆ  เจ้าก็หายตัวไปนาน  จนแม้แต่ข้าเองก็หาไม่เจอ  ช่างเถอะ  ครั้งนี้เรามาดูกันซิว่าข้าจะจัดการอะไรกับเจ้าได้บ้าง  ในวันพรุ่งนี้  ทุกคนก็จะได้รับรู้ว่าเจ้ามันเป็นคนสารเลวหื่นกามมากแค่ไหน  ต่อให้อาจารย์แฟนนี่จะพยายามช่วยเจ้า  แต่ยังไงฝ่ายบริหารวิทยาลัยก็จะไล่เจ้าออกจากสาขาศาสตร์แห่งความตายอยู่ดี  ข้าเสียสละทั้งตัวเองและเวลาในการเตรียมการทั้งหมดนี้เพื่อมาจัดการเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ  หึหึหึ”

ฟิทช์พึมพำกับตัวเองขณะที่ดึงถุงใหญ่ใบหนึ่งออกมา  ก่อนที่จะค่อย  ๆ  ผลักมันเข้าไปไว้ใต้เตียง  ฟิทช์ค่อย  ๆ  ย่องออกจากห้องไปและหันมามองหานซั่วด้วยสีหน้าระแวดระวังและปลาบปลื้มใจจนหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา

เมื่อแน่ใจว่าฟิทช์ออกไปและกลับไปยังห้องนอนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว  หานซั่วก็ผุดลุกขึ้นนั่งทันที    ก่อนที่จะพบถุงใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เตียงที่มองได้ยากมากทีเดียว  และไม่สามารถเดาได้อย่างถูกต้องว่ามันคืออะไร

และหานซั่วก็ดึงถุงนั้นออกมา  และเปิดมันออก  ก่อนจะตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

ชุดสะสมกางเกงในตัวบางของผู้หญิงโผล่มาทักทายสายตาของเขาทันทีที่เปิดถุงออก  ไม่ว่าจะเป็นแบบหลากสีสัน  หรือลายลูกไม้ตัวจิ๋วที่ทำจากผ้าชิ้นเล็กมาก  ๆ  ถ้าไม่ใช่เป็นแบบน่ารัก  ก็จะเป็นแบบเซ็กซี่ไปเลย  กางเกงในทั้งหมดผ่านการซักมาแล้ว  ในขณะที่มีเพียง  2  ตัวที่ดูเหมือนเพิ่งถูกถอดออกจากร่างของผู้เป็นเจ้าของที่ยังไม่มีเวลานำไปซัก  จนมีร่องรอยบางอย่างของผู้หญิงหลงเหลืออยู่บนกางเกงในตัวนั้น

หานซั่วจ้องมองกองกางเกงในภายในถุงใบนั้นก่อนจะกวาดตามองซ้ำไปมาถึงสองรอบ  พลางถอนหายใจและคิดว่าฟิทช์ช่างหาวิธีแก้แค้นได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว  จนเริ่มจะชื่นชมฟิทช์อยู่ไม่น้อย  อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่หานซั่วชื่นชมกลับไม่ใช่แผนการแก้แค้นของฟิทช์  แต่ชื่นชมวิธีการของเขาต่างหาก  ใครจะไปคาดคิดว่าฟิทช์จะสามารถแอบขโมยกางเกงในของพวกผู้หญิงมาได้อย่างเงียบ  ๆ  และจำนวนมากมายขนาดนี้ได้  และสงสัยว่าในกองนี้  อาจมีสักตัวทีเป็นของอาจารย์แฟนนี่?

หานซั่วส่ายศีรษะพลางหัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ  เพราะเขารู้ดีว่า  เมื่อใดก็ตามที่พวกนักเรียนหญิงในโรงเรียนรู้ว่ากางเกงในของพวกเธอหายไป  วันรุ่งขึ้นพวกเธอต้องลุกฮือรวมตัวกันทำอะไรสักอย่างแน่นอน  และฟิทช์เองก็น่าจะเตรียมทางหนีทีไล่สำหรับตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว  บางทีอาจจะถึงกับค้นห้องนอนพวกผู้ชายไปทีละห้อง  ๆ  และถ้าพวกเธอพบถุงนี่อยู่ใต้เตียงในห้องของหานซั่ว  เขาจะต้องได้รับฉายา  “จ้าวแห่งปีศาจจอมลามก”  แน่  ๆ  และอาจไม่ต้องรอให้ฝ่ายบริหารวิทยาลัยเป็นฝ่ายไล่เขาออก  เพราะเขาเองนั่นแหละที่จะไม่มีหน้าไปพบใครต่อใครในวิทยาลัยได้อีกเลย

“ข้าคงไม่ทำอะไรกับเจ้า  ตราบใดที่เจ้าไม่ทำอะไรข้าก่อนแบบนี้หรอกนะ  ฟิทช์เอ๋ย  ฟิทช์  ถ้าหนนี้ข้าทำอะไรร้ายแรงกับเจ้าลงไป  เจ้าคงโทษข้าไม่ได้แล้วล่ะ”

หานซั่วหยิบถุงนั้นไปด้วยขณะที่แอบย่องออกจากห้อง  เพื่อตรงไปยังห้องของฟิทช์โดยมีปีศาจปฐมภูมิช่วยนำทาง

หานซั่วใช้วิธีเดียวกันกับวิธีการของฟิทช์  โดยอาศัยพลังจากปีศาจปฐมภูมิช่วยเฝ้าสังเกตการณ์  ในขณะที่ตัวเขาเองแอบเอาถุงนั้นยัดเข้าไปซ่อนไว้ใต้เตียงของฟิทช์อย่างไร้สุ้มเสียง  ก่อนจะออกจากห้องไปโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้

เมื่อภารกิจสำเร็จไปหนึ่งอย่างด้วยความน่าพอใจ  หานซั่วก็กลับไปยังห้องของตัวเอง  แต่ยังไม่ได้เข้านอนในทันที  เพราะเขาส่งปีศาจปฐมภูมิอีกตนออกไปสังเกตความเคลื่อนไหวของดุ๊ค

เมื่อดุ๊คลอยตัวไปถึงอาคารเรียนเวทมนตร์สายธาตุมืด  เขาก็ตรงไปยังห้องเรียนห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้น  4  ทันที  ในตึกเรียนนั้นไม่มีใครอยู่ในเวลาดึกขนาดนี้  เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง  ดุ๊คก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด  ๆ  อีกเลย  เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง  ๆ  เป็นหนึ่งเดียวกับความมืด

หานซั่วเองก็เพ่งมองดุ๊คจากความมืดเช่นกัน  ผ่านดวงตาของปีศาจปฐมภูมิที่กำลังแอบซ่อนอยู่ในเงาของต้นไม้ใหญ่  แต่ดุ๊คยังไม่ขยับแม้แต่น้อย  ทำให้หานซั่วรู้สึกสับสน  เพราะคิดไม่ออกจริง  ๆ  ว่าดุ๊คจะเข้ามาทำอะไรในอาคารเรียนกลางดึกแบบนี้

ไม่นานนัก  เมื่อหานซั่วเริ่มรู้สึกหมดความอดทน  กลุ่มเมฆเรืองแสงสีดำจาง  ๆ  ก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นห่างออกไป  และค่อย  ๆ  เลื่อนตัวเข้าใกล้อาคารเรียนหลังนั้น

 

 

แต่กลุ่มเมฆนั้นก็ยากที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนท่ามกลางความมืดเช่นนี้หากไม่เพ่งสมาธิให้มากพอ  หานซั่วจึงสะบัดหัวเพื่อเริ่มตั้งสติใหม่อีกครั้ง  และเพ่งสมาธิให้มากขึ้นกว่าเดิม  เขาค่อย  ๆ  สังเกตความเคลื่อนไหวภายในใจกลางของกลุ่มเมฆนั้น  แต่มวลแสงสีดำกลับหนาเกินไป  ทำให้หานซั่วยังคงมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายในเช่นเดิม

เมื่อดุ๊คที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับตรวจจับกลุ่มเมฆมวลแสงนั้นได้ทันทีที่มันลอยตัวเข้ามายังอาคารเรียน  ดุ๊คจึงกระแอมไอเบา  ๆ

แล้วกลุ่มเมฆเรืองแสงนั้นก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงไออย่างแผ่วเบาของดุ๊ค  ก่อนนจะรีบเคลื่อนตัวขึ้นไปยังห้องที่เขาอยู่ทันที

ในที่สุด  ดุ๊คและกลุ่มเมฆนั้นก็ได้พบกัน  ดุ๊คหันไปมองกลุ่มเมฆที่ลอยตัวนิ่ง  ๆ  อยู่บริเวณประตูห้อง  ก่อนจะยิ้มออกมาและพูดอย่างอ่อนโยน

“องค์กร  “อเวจีทมิฬ”  ของจักรวรรดิเรานี่แฝงตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งจริง  ๆ  สินะ  ไม่เว้นแม้แต่ในวิทยาลัยแห่งนี้  ยินดีเหลือเกินที่ได้พบเจ้า  ข้าว่าตอนนี้เจ้าคงเปิดเผยตัวตนได้แล้วล่ะ”

“ข้าอยู่ในวิทยาลัยแห่งนี้มานานหลายปีแล้ว  ซึ่งตอนนั้นก็ลงทุนทรัพยากรขององค์กรเราไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่  กว่าจะได้เข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรก  ตัวตนของข้าไม่สามารถเปิดเผยได้ไม่ว่ากรณีใด  ๆ  เพราะในวิทยาลัยเวทมนตรและศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนแห่งนี้มีจอมขมังเวทย์เช่นเดียวกับท่านมากเกินไป  และอาจารย์ใหญ่ของที่นี่ยังเป็นถึงจ้าวแห่งเวทมนตร์  คงไม่ใช่เรื่องดีแน่หากจะไปทำให้หล่อนสงสัยเข้า”

เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังออกมาจากภายในมวลแสงสีดำนั้น  ก่อนที่มวลแสงจะค่อย  ๆ  จางหายไป  เผยให้เห็นร่างของแม่มดชรา  อาจารย์ประจำสาขาเวทมนตร์ธาตุมืด  —  คามิลล่านั่นเอง

หล่อนนี่เอง!    หานซั่วสะดุ้งตกใจทันที  และเริ่มเฝ้าสังเกตการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในนั้นอย่างใจจดใจจ่อ  เพื่อไม่ให้พลาดบทสนทนาของพวกเขาแม้เพียงประโยคเดียว

ในเมื่อในอาณาจักรลานซล็อตมีองค์กร  “องครักษ์ชุดดำ”  จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีองค์กรรูปแบบเดียวกันในจักรวรรดิคาซี  ดูเหมือนว่าคามิลล่าเองก็มาจากจักรวรรดิคาซี  และเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กร  “อเวจีทมิฬ”  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

“เจ้านั่นเอง  ฮ่า  ๆ  ๆ  วันนี้ข้าก็เห็นเจ้าด้วยนี่นา…  นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นพวกเดียวกับเรา  “อเวจีทมิฬ”  นี่รอบคอบดีจริง  ๆ  ดูเหมือนว่าภารกิจของข้าในครั้งนี้จะง่ายกว่าที่คาดไว้เยอะเลยสินะ”

ดุ๊คประหลาดใจทันทีที่คามิลล่าเผยตัวตนต่อหน้าเขา

“อันตรายเกินไปที่พวกเราจะมาพบกันที่นี่  “องครักษ์ชุดดำ”  ของจักรวรรดิแลนซล็อตไม่ใช่พวกที่รับมือได้ง่าย  ๆ  ขนาดอยู่ที่นี่ก็เคยสร้างปัญหาให้ข้ามาบ้าง  และถ้าตัวตนของข้าถูกเปิดเผยล่ะก็  ไม่เพียงแต่ข้าจะถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายทารุณ  จักรวรรดิก็คงไม่ยอมให้ข้าได้มีชีวิตอยู่ต่อด้วยเช่นกัน  แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ  ท่านมีธุระอะไรกับข้างั้นรึ  ถึงได้เรียกข้าออกมาแบบนี้?”

คามิลล่ารีบเร่งเร้าดุ๊คให้พูดเข้าเรื่อง

ดุ๊คพยักหน้าและพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ข้ามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมายตามคำสั่งที่ให้เดินทางมายังจักรวรรดิแลนซล็อตแห่งนี้  แต่หากไม่ใช่เพราะข้าจนปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแล้ว  ข้าก็คงไม่กล้าติดต่อเรียกสายลับ  “อเวจีทมิฬ”  อย่างเจ้าออกมาหรอก  วันนี้ข้าไปหาอาจารย์แฟนนี่ที่สาขาศาสตร์แห่งความตายมา  และได้ยินเรื่องห้องสมุดที่แยกตัวออกมาจากห้องสมุดเวทมนตร์สาขาอื่น  ๆ  …ที่นี่มีห้องสมุดลับจริง  ๆ  รึ?  ข้าจำเป็นต้องหาข้อมูล  ก็เลยมาถามเจ้าว่าห้องสมุดนั่นตั้งอยู่ที่ไหน  และพวกเราจะเข้าไปได้ยังไงน่ะ”

“ห้องสมุดลับมีอยู่จริง  และมีตำราหายากมากมายจากสาขาวิชาต่าง  ๆ  ถูกเก็บรักษาไว้ที่นั่น  ข้าไม่เพียงแต่เคยได้ยิน  แต่เคยได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าไปข้างในมาแล้วหนหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ในห้องสมุดนั้น  อาจารย์ใหญ่ได้ร่ายเวทย์สร้างเขตแดนคุ้มกันเอาไว้  ทำให้ใคร  ๆ  ก็ไม่สามารถเข้าไปในนั้นได้เลยถ้าอาจารย์ใหญ่ไม่อนุญาต

“ครั้งที่แล้ว  ข้าจำเป็นต้องศึกษาคำสาปบางอย่างของเวทมนตร์ธาตุมืด  จึงถือว่ามีความจำเป็น    ข้าจึงได้เข้าไปโดยมีท่านอาจารย์ใหญ่ตามเข้าไป  ซึ่งข้ารู้ว่าหากท่านพยายามเข้าไปให้ได้ล่ะก็  ท่านคงถูกจับได้ไม่ยากเลย  ข้าคิดว่าท่านลองหาแผนอื่นดูก่อนดีกว่านะ”

ดุ๊คคิดใคร่ครวญหลังจากได้ยินที่คามิลล่าพูดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าเช่นนั้น  ข้าเองก็คงต้องขอให้เจ้าช่วยหาทางเข้าไปข้างในแทนข้าแล้วล่ะ  เพราะจักรวรรดิต้องการข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ  “เนตรอสูร”  ถ้าเจ้าเข้าไปได้แล้วก็ลองหาดูว่ามีอะไรระบุถึงสิ่งนี้บ้างหรือเปล่า  และก่อนที่ข้าจะเดินทางมายังที่นี่  ผู้บริหารสูงสุดของ  “อเวจีทมิฬ”  เคยบอกกับข้าไว้ก่อนแล้วด้วย  ว่าถ้าเกิดเรื่องด่วนอะไรให้ข้าติดต่อเจ้าทันที  หวังว่าเจ้าจะเข้าใจนะ”

“ถ้าจักรวรรดิต้องการสืบหาข้อมูลเรื่องนี้แล้วล่ะก็  “อเวจีทมิฬ”  ก็สั่งการข้ามาโดยตรงเลยก็ได้นี่นา  ทำไมถึงต้องรบกวนท่านให้เดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ?”

คามิลล่ามองดุ๊คด้วยความสับสน  และไม่เห็นด้วยในทันที  ก่อนจะหันไปถามเขาอีกครั้ง

“ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องรู้รายละเอียดในจุดนั้นมากนักหรอก  จักรวรรดิมีวิธีการของตัวเอง  ถึงได้ตัดสินใจส่งพวกเรามา  เจ้าก็แค่เข้าไปในห้องสมุดลับนั่นให้ได้  และช่วยข้าหาข้อมูลทุกอย่างที่มีเกี่ยวกับ  “เนตรอสูร”  เท่านั้นเอง”

ดุ๊คนิ่วหน้าและพูดอย่างไม่พอใจ

“มันคืออะไรงั้นรึ?  ฟังดูเหมือนจะเป็นของที่มาจากเวทมนตร์ธาตุมืดของเรา  ท่านช่วยบอกข้าหน่อยว่ามันคืออะไร  รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมันด้วยค่ะ”

“มันไม่ใช่ของเวทมนตร์ธาตุมืดหรอก  แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกนักเวทย์ผู้ใช้ความตายสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ศาสตร์แห่งความตายเจริญรุ่งเรือง  ความลับในการเปิดประตูสู่สุสานแห่งความตายซ่อนอยู่ในนั้น  ว่ากันว่าสุสานแห่งความตายนับเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่านักเวทย์ผู้ใช้ความตาย  หลายปีก่อน  ที่นักเวทย์แห่งความตายเคยเหิมเกริมคุกคามประชาชนไปทั่วอาณาจักร  จนสุสานแห่งความตายเป็นชื่อที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน  เพราะฉะนั้นความลี้ลับของเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายจะต้องซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นแน่  ๆ  เจ้าจึงจำเป็นต้องเข้าใจความลับทุกอย่างของ  “เนตรอสูร”  ให้ได้อย่างสุดความสามารถของเจ้า!”

สีหน้าของคามิลล่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย  พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าเป็นเช่นนั้น  ข้าจะลองหาวิธีเข้าไปข้างในให้ได้เอง  แต่จำไว้นะ  ว่าอาจารย์ใหญ่จะตามเข้าไปกับข้าเสมอ  ข้าจึงรับปากได้เพียงว่าจะทำอย่างเต็มที่ที่สุดเท่านั้น”

“เอาล่ะ  เป็นอันตกลง  ถ้าเจ้าเข้าไปได้แล้วรีบมาบอกข้าทันทีก็แล้วกัน  แต่ไม่ว่าเจ้าจะได้ข้อมูลหรือไม่ก็ตาม  อนาคตอันใกล้นี้  ข้าจะอยู่ที่สาขาเวทมนตร์ธาตุลม  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ธาตุลมระหว่างวิทยาลัย  แบบนั้นเจ้าจะได้มาหาข้าได้อย่างเปิดเผยด้วย”

เมื่อทั้งสองคนได้ข้อสรุปร่วมกัน  และไม่ได้สนทนาในเรื่องใดกันต่อ  จึงรีบออกไปจากอาคารเรียนทันที  โดยแยกกันไปคนละทิศทาง

เมื่อหานซั่วเรียกปีศาจปฐมภูมิกลับมาจนหมด  เขาก็ลองคิดทบทวนบทสนทนาทั้งหมดที่ได้ยินอีกครั้ง  ก่อนจะนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด  และค่อย  ๆ  ผล็อยหลับไปในที่สุด

 


ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย