0 Views

 

“หุบปากนะ!  อย่ามากล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐานแบบนี้!  ข้ารักพี่ชายของข้า  ข้าจะไปฆ่าเขาเพื่ออะไร?  หลานรัก  ข้าเสียใจแทนเจ้าจริง  ๆ  ที่ต้องมาเจอคนรักที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้!”

สีหน้าของโกรเวอร์เปลี่ยนไปทันที  เขาใช้มือทุบโต๊ะเสียงดังลั่นและลุกขึ้นยืน  พลางคำรามอย่างกราดเกรี้ยว

หานซั่วทำท่าทางตามปกติเหมือนอย่างเคย  เขาหัวเราะเบา  ๆ  และพูดอย่างไม่ใยดี

“ทุกท่านในที่นี้รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว  ฟีบี้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของอดีตหัวหน้าสมาคม  และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะสืบทอดตำแหน่ง  คิดว่าหากเธอถูกลอบสังหาร  ใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระโยชน์กันล่ะครับ?”

“เมื่อไหร่กันที่คนนอกมีสิทธิ์มีเสียงออกความเห็นเรื่องภายในสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์?  ฟีบี้  หลานควรเอาคนนอกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างเจ้านี่ไปเก็บไกล  ๆ  เลยจะดีกว่านะ”

โกรเวอร์จ้องมองหานซั่วด้วยแววตาดุร้าย  และหันไปพูดกับฟีบี้

ในตอนนั้น  ฟีบี้มีท่าทีสงบลงหลังจากที่ตื่นตกใจไปก่อนหน้านี้แล้ว  ก่อนหน้านี้เธอปิดบังตัวตนและพยายามสุภาพกับโกรเวอร์มาโดยตลอด  แต่อยู่ดี  ๆ  หานซั่วกลับประกาศตนเป็นปฏิปักษ์โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นตั้งแต่เริ่มงาน  จนทำให้แผนของเธอปั่นป่วนไปหมด  เธอจึงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

อย่างไรก็ตาม  ขณะที่หานซั่วและโกรเวอร์กำลังปะทะคารมกันอยู่  ฟีบี้ก็รู้สึกว่าการกระทำของหานซั่วทั้งเถรตรงและเด็ดเดี่ยว  และเพราะเขา  ตัวตนของเธอถึงได้ปรากฏแก่สายตาของเหล่าผู้อาวุโสรุ่นก่อตั้งอย่างชัดเจน  และแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่ยอมแม้แต่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อจุดยืนของตัวเอง

เว้นเพียงแต่ว่า  หากประเมินถึงผลดีและผลเสียแล้ว  ในเมื่อหานซั่วแสดงท่าทีออกไปอย่างชัดเจน  ฟีบี้ก็ไม่มีทางที่จะกู้สถานการณ์ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมตามแผนได้  แม้ว่าจะต้องการเพียงใดก็ตาม  ทันทีที่โกรเวอร์พูดจบประโยค  ฟีบี้ก็พูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ

“ท่านอาคะ  ข้าเชื่อว่าข้ามีคุณสมบัติ  และคู่ควรกับตำแหน่งหัวหน้าสมาคมค่ะ”

“ถึงแม้ว่าหลายปีมานี้  ข้าจะใช้ชีวิตอยู่นอกสมาคมมาโดยตลอด  แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจในการพร่ำสอนข้า  และความรู้ที่ข้าได้รับนั้นก็สามารถนำมาบริหารจัดการสมาคมได้อย่างแน่นอน  ท่านพ่อเตรียมการเรื่องทั้งหมดนี้ไว้อย่างดี  ข้าหวังว่าท่านอาจะให้การสนับสนุนข้า  และสั่งสอนข้าหากข้าบกพร่องในเรื่องใด  ก็ตามๆ  ข้ามั่นใจว่าข้าจะดูแลสมาคมได้เป็นอย่างดีค่ะ”

“หลานรัก  ความอาจหาญของเจ้าน่าชื่นชมยิ่งนัก  แต่ถึงอย่างนั้น  การใหญ่เยี่ยงนี้ก็ไม่ใช่สนามเด็กเล่น  หากผิดพลาดแม้เพียงก้าวเดียว  ก็เพียงพอที่จะทำให้สมาคมของเราทั้งหมดล่มจมจนมิอาจถอนคืนได้เลยทีเดียว  อาเป็นคนขี้ขลาด  อาไม่กล้าแบกรับความรับผิดชอบที่หลานอาจก่อขึ้นได้มากถึงขนาดนั้นหรอก”

ในเมื่อทุกฝ่ายต่างเผยความตั้งใจของตัวเองออกมา  โกรเวอร์ก็ไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไป  และพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ

ในตอนนั้นเอง  แอนดรูว์ก็หยิบไม้เท้ามาค้ำจุนตัวเองให้ลุกขึ้นยืน  ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอม

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาถกเถียงกันอยู่แบบนี้หรอก  เอางี้…  ทำไมเราไม่ลองให้แม่หนูฟีบี้ลองดูก่อนล่ะ?  ถ้าหากสมาคมสามารถดำเนินการขยับขยายต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้การกำกับดูแลของเธอเป็นเวลา  3  เดือน  ก็ให้ฟีบี้เป็นหัวหน้าสมาคม  แต่ถ้าไม่…  โกรเวอร์ก็ค่อยรับช่วงต่อ  ทุกคนมีความเห็นว่ายังไง?”

เมื่อแอนดรูว์พูดขึ้น  นอกจากผู้อาวุโส  3  คนที่คอยสนับสนุนโกรเวอร์แล้ว  ผู้อาวุโสทุกคนที่เหลือต่างก็ยอมรับในข้อเสนอนั้น  แอนดรูว์รอให้แสดงท่าทีกันครบทุกคน  ก่อนจะหันมายิ้มอย่างอารมณ์ดีให้โกรเวอร์

“ในเมื่อมติเป็นเอกฉันท์  งั้นก็เอาตามนี้แหละ  เจ้าว่างั้นมั้ย?”

แม้จะไม่เต็มใจ  แต่เสียงส่วนมากของเหล่าผู้อาวุโสได้ลงความเห็นแล้ว  และโกรเวอร์ก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใด  ๆ  ได้อีก  เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันพูดอย่างยอมจำนน

“ถ้าเป็นอย่างนั้น  ก็ทำตามที่พวกท่านปรารถนาเถอะครับ”

แอนดรูว์พยักหน้าพร้อมกับยิ้ม

“ดีจริง  ข้ามีธุระนิดหน่อยที่ต้องสะสาง  งั้นข้าขอตัวกลับก่อนล่ะ  แม่หนูฟีบี้  เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน  ถ้าเจ้าว่างแล้วละก็  แวะมาคุยที่บ้านข้าหน่อยดีมั้ย!”

“ได้แน่นอนค่ะ  ข้าเองก็อยากถามท่านปู่เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง  ๆ  ในการบริหารสมาคมเหมือนกัน”

ฟีบี้ยิ้มน้อย  ๆ  และลุกขึ้นยืน  เธอวางแก้วไวน์ลง  ส่งสายตาให้หานซั่ว  และเดินออกไปโดยไม่หันมามองโกรเวอร์เลยแม้แต่น้อย

หานซั่ววางแก้วไวน์ลงบ้าง  และหันไปยิ้มอย่างเยาะเย้ยและเย็นชาให้โกรเวอร์ที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างไม่วางตาเช่นกัน  ก่อนจะเดินตามฟีบี้ออกไปจากห้องโถง

เมื่อออกมาจากสมาคมแล้ว  ฟีบี้ก็มองไปรอบ  ๆ  และเมื่อเห็นว่าปลอดคน  เธอก็พูดกับหานซั่วด้วยเสียงแผ่วเบา

“เจ้ากลับไปรอที่บ้านพักของข้าก่อน  ข้าจะรีบกลับไปหาทันทีที่คุยกับท่านปู่แอนดรูว์เสร็จ  เรามีเรื่องต้องคุยกัน!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า  แม่หนูฟีบี้  คนรักของเจ้านี่ช่างห้าวหาญดีจริง  ๆ  กล้าเถียงกับโกรเวอร์กลางงานเลยทีเดียว  เจ้านี่ตาดีใช่ย่อยเลยนะ!”

แอนดรูว์ยืนอยู่ข้าง  ๆ  รถม้าของเขา  ขณะมองมายังฟีบี้และหานซั่วอย่างมีเมตตา

ใบหน้างดงามของเธอแดงระเรื่อขึ้นทันที  ฟีบี้หันมามองหานซั่วและกระซิบบอกเขา

“ระวังตัวด้วยนะ”

แล้วเธอก็เดินไปหาแอนดรูว์ก่อนจะพูดงอน  ๆ  อย่างน่ารัก

“ไม่จริงค่ะ  ท่านไม่รู้หรอกว่าน่าเบื่อแค่ไหน  แถมบางทีเขาก็ชอบทำตัวงี่เงาเสียเหลือเกิน!”

หานซั่วไม่ได้ฟังทั้งสองคนคุยกันมากไปกว่านี้  และไม่ได้นั่งรถม้าคันเดิมที่มาส่งเขาและฟีบี้ในตอนแรก  แต่เขาเลือกจะเดินกลับไปทางตอนเหนือของเมืองด้วยตัวเองคนเดียว

เพราะเวลานั้นดึกมากแล้ว  จึงไม่ค่อยมีผู้คนเดินอยู่ตามท้องถนน  และตอนที่หานซั่วเดินออกมาจากสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์  เขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายเท่าไรนัก  แต่เมื่อเดินผ่านไปยังถนนเส้นหนึ่ง  และกำลังเดินเข้าไปในตรอก  เขาก็รู้สึกตื่นตัว

 

 

ความคิดของเขาโลดแล่นเต็มที่  ขณะที่ร่างของปีศาจปฐมภูมิทั้ง  3  ตนลอยออกมาจากด้านหลังคอของหานซั่วอย่างไร้เสียง  เมื่อปลดปล่อยพวกมันออกไปแล้ว  เขาก็เชื่อมต่อกับปีศาจไร้รูปร่างทั้ง  3  ตนที่กำลังพุ่งไปสอดแนมจาก  3  ทิศทางโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด  ๆ  ไว้เลยนอกจากความมืดของรัตติกาล

เหมือนกับมีดวงตาเพิ่มเติมอีกหลายคู่  ทำให้หานซั่วสามารถมองเห็นได้มากกว่าทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า  คือทั้งด้านซ้าย  ขวา  และด้านหลัง  เพราะปีศาจปฐมภูมิถูกหล่อหลอมขึ้นโดยแก่นมนตรา  มันจึงไม่มีทั้งเศษเสี้ยวของออร่าต่อสู้หรือพลังเวทมนตร์ใด  ๆ  และอยู่ในสถานะไร้รูปร่าง  ทำให้ยากเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะตรวจจับได้  ดังนั้นแล้ว  การมีตัวตนอยู่ของพวกมันจึงอยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์ทุกคน

ตอนนั้นเอง  เอลลิส  นักเวทย์ธาตุลมระดับสูงที่หานซั่วเคยเจอเมื่อคราวก่อน  กำลังลอยตัวอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผีอยู่ด้านหลังของหานซั่ว  และรอคอยอยู่อย่างนั้น  ในขณะที่นักฆ่าในชุดสีดำปิดบังใบหน้าจำนวน  4  คน  ก็กำลังไล่ตามใกล้เข้ามาเรื่อย  ๆ

หานซั่วสะดุ้ง  โดยไม่คาดคิดว่าโกรเวอร์จะกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้  เพียงเขาแค่เดินออกจากสมาคมได้ไม่เท่าไหร่  โกรเวอร์ก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที  บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคงเกลียดหานซั่วเข้ากระดูกดำ

หานซั่วเริ่มสงบจิตใจทันทีเมื่อเข้าสู่สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อเอาชีวิตรอด  ศัตรูมีด้วยกัน  5  คน  นอกจากเอลลิสที่เป็นนักเวทย์ธาตุลมระดับสูงแล้ว  นักฆ่าอีก  4  คนที่เหลือก็ดูฝีมือไม่ธรรมดาเช่นกัน  เท่าที่เขาสังเกตผ่านปีศาจปฐมภูมิ  ทั้ง  4  คนนั้นเป็นนักดาบ  2  คน  นักเวทย์  1  คน  และนักธนูอีก  1  คน  หากไม่ใช่เพราะการจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของคนพวกนั้นผ่านปีศาจปฐมภูมิแล้ว  หานซั่วคงทำได้เพียงวิ่งหนีไปเรื่อย  ๆ  อย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม  แม้จะมีตัวช่วยอย่างพวกปีศาจปฐมภูมิ  และหานซั่วเองก็ไม่ได้มีข้อได้เปรียบอะไรเลย  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาสิ้นหวังและไร้หนทางเสียทีเดียว  จากคำอธิบายของฟีบี้  หานซั่วรู้ว่าบริเวณนั้นมีคฤหาสน์อยู่หลังหนึ่งซึ่งเป็นที่พักของเหล่าทหารของจักรวรรดิที่ประจำการณ์อยู่ในเมืองนั้น  หานซั่วจึงเดินเข้าไปในตรอกเปลี่ยว  ๆ  ที่จะนำเขาไปสู่สถานที่ปลายทางที่ตั้งใจไว้

ความคิดของหานซั่วโลดแล่นอย่างบ้าคลั่ง  เขารู้ดีว่านักฆ่าเหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวได้ตามตรอกมืด  ๆ  แบบนี้เท่านั้น  และหากเขาสามารถเดินพ้นออกไปได้  พวกนั้นก็จะเสียโอกาสทันที  แหวนมิติส่องแสงจาง  ๆ  แล้วหานซั่วก็ได้มีดสั้นมาถือไว้ในมือขวา  เขาเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ  ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป  ในขณะที่สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของศัตรูผ่านเหล่าปีศาจปฐมภูมิ

ในที่สุด  เมื่อหานซั่วเดินมาจนถึงกลางตรอก  นักฆ่าทั้ง  5  คน  รวมทั้งเอลลิสเหมือนจะเชื่อว่านี่คือโอกาสดีที่สุด  จึงรีบพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูง

แล้วเสียงลูกธนูดอกหนึ่ง  ก็พุ่งแหวกอากาศจนดังขึ้นในระยะการได้ยินของหานซั่ว  ลูกธนูดอกนั้นคมกริบเป็นพิเศษ  และกำลังพุ่งเข้าใส่หานซั่วอย่างรุนแรงและน่ากลัว

 

 

ผู้ที่ยิงมาต้องเป็นนักธนูมืออาชีพอย่างแน่นอน  ทั้งองศาและทิศทางการยิงถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อการทำลายล้างด้วยพลังที่รุนแรง  และด้วยพลังของปีศาจปฐมภูมิ  ก็ทำให้เขาไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวไม่เว้นแม้แต่ลูกธนูดอกนั้น

จู่  ๆ  หานซั่วก็เร่งความเร็วขึ้น  เขาไม่ได้พุ่งตัวไปข้างหน้า  แต่กลับเบี่ยงตัวหลบไปทางด้านซ้าย  ทำให้ลูกธนูทำได้เพียงพุ่งเฉียดเสื้อผ้าของเขา  ก่อนจะลอยต่อไปในทิศทางเบื้องหน้า

ลูกธนูแตกหักออกเป็นชิ้น  ๆ  เบื้องหน้าของหานซั่วทันที  เพราะเวทย์คมดาบวายุที่เอลลิสยิงออกมาก่อนหน้านั้น  ดูเหมือนเอลลิสจะรอคอยจังหวะให้หานซั่วก้าวไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยเพื่อให้เวทย์ที่ยิงออกไปโจมตีโดนเขาพอดี  เพียงแต่หานซั่วจับการเคลื่อนไหวของเขาได้  และหลบทันเสียก่อน

ทันใดนั้นเอง  อากาศว่างเปล่าเหนือศีรษะของหานซั่วก็ก่อร่างขึ้นเป็นกำแพงไฟทันที  และกำลังร่วงลงมาใส่เขา  ในขณะที่ร่างที่รวดเร็วว่องไวจำนวน  2  ร่างกำลังพุ่งลงมาจากหลังคาพร้อมกับดาบยาวในมือ  เพราะแสงสะท้อนจากกำแพงไฟ  ทำให้หานซั่วเห็นออร่าต่อสู้สีเขียวอ่อนและออร่าต่อสู้สีเขียวเข้มของทั้งสองร่างนั้นได้อย่างชัดเจน

ก่อนที่กำแพงไฟจะร่วงลงมาทับร่างในตำแหน่งที่หานซั่วยืนอยู่  เขาก็เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง  ก่อนจะเลี้ยวไปทางโค้งทางด้านซ้ายอย่างฉับพลัน  เพื่อหลบเวทย์คมดาบวายุของเอลลิส  และมุ่งสู่ทางเข้าตรอกเบื้องหน้าทันที

ไม่ว่าคนพวกนั้นจะจินตนาการได้ลึกล้ำเพียงใด  ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าหานซั่วมองเห็นความเคลื่อนไหวทุกชั่วขณะของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งผ่านสายตาของเหล่าปีศาจปฐมภูมิ  จากที่คาดการณ์ว่าจะโจมตีโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว  กลับกลายเป็นว่าหานซั่วมองออกทุกอย่าง  ทำให้กลุ่มนักฆ่ามากฝีมือทั้ง  5  คนประสบความล้มเหลวในการโจมตีครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง

“อย่าปล่อยให้มันรอดชีวิตออกไปจากตรอกนี่ได้!”

เสียงนุ่มนวลของเอลลิสทั้งเด็ดขาดและหนักแน่นร้องดังขึ้น

นักธนูและนักเวทย์ธาตุไฟกำลังยืนอยู่คนละฝั่งของหลังคาบ้านที่อยู่ด้านข้างตรอก  ทันทีที่เอลลิสพูดจบ  พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน  นักธนูหยิบลูกธนูออกมา  3  ดอกขึ้นมาง้างกับสาย  และยิงออกไปอย่างรุนแรงพร้อมกันในคราเดียว  ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หน้าผาก  หลัง  และต้นขาของหานซั่วแต่เขาก็หลบได้ทัน

แล้วกำแพงไฟอีกระลอกหนึ่งก็ก่อร่างขึ้นในทิศทางที่หานซั่วกำลังพุ่งตัวไปพอดี  หมายจะกันไม่ให้เขาหนี  และเปลี่ยนไปใช้ทางอ้อมที่ไกลขึ้น  ไม่อย่างนั้น  ก็ยากเกินกว่าจะหลบเลี่ยงไฟที่อาจคลอกเขาจนกลายเป็นศพโดยกำแพงเพลิงที่กำลังลุกโชนเช่นนี้

นักดาบอีกสองคนรีบฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เข้าถึงตัวเป้าหมายทันทีพร้อมกับดาบยาวในมือ  พวกเขาอยู่ห่างจากหานซั่วไปเพียง  10  เมตร    และเอลลิสที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นก็รีบเข้าประชิดจากทางด้านหลังเช่นกัน  เพื่อช่วยกันปิดล้อมเขาให้จนตรอก

หานซั่วเบี่ยงตัวอีกครั้งและเปลี่ยนทิศทางไปทางขวา  เพื่อจะอ้อมกำแพงไฟและออกไปสู่ถนนใหญ่  ทันใดนั้นเอง  เวทย์คมดาบวายุก็พุ่งเข้ามา  แต่ก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของหานซั่วอีกเช่นกัน  มีดสั้นในมือของเขาฟาดฟันจนทำลายคมดาบวายุทั้ง  5  เล่มไปได้  อย่างไรก็ตาม  คมดาบวายุอีก  3  เล่มยังคงโจมตีโดนต้นขาและแขนของเขา

หานซั่วเจ็บปวดจากเวทย์โจมตีทั้ง  3  เล่มนั้น  ภายใต้สถานการณ์ที่หานซั่วสามารถมองเห็นได้ล่วงหน้า  มิเช่นนั้นแล้ว  หากคมดาบวายุทั้ง  10  เล่มที่เอลลิสยิงออกมาโจมตีโดนเขาทั้งหมด  หานซั่วอาจถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจวิ่งหนีต่อไปได้อีก

หานซั่วอดกลั้นความเจ็บปวดบริเวณต้นขาและแขน  ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบเวทย์คมดาบวายุที่เหลือ    หลบทั้งกำแพงไฟ  และลูกธนูที่พุ่งเข้ามาในเวลาเดียวกัน  เขารีบพุ่งไปยังทางเข้าตรอกเบื้องหน้าด้วยความเร็วราวสายฟ้า  และกำลังจะออกสู่ถนนใหญ่เพียงอีกไม่กี่อึดใจ

ในตอนนั้นเอง  เสียงร้องโหยหวนก็ดังลั่นขึ้นท่ามกลางความสงบเงียบของท้องฟ้ายามราตรี  ระหว่างที่กำลังวิ่งไปได้ครึ่งทาง  หานซั่วก็มองผ่านปีศาจปฐมภูมิและพบว่าคันธนูถูกฟันขาดเป็นสองท่อน  ในขณะที่ร่างของนักธนูกำลังร่วงลงจากหลังคาอย่างไร้ชีวิตในสภาพเลือดกบปาก  และฟีบี้ก็กำลังยืนอย่างสง่างามในตำแหน่งที่นักธนูคนนั้นเคยยืนอยู่ก่อนพร้อมด้วยดาบยาวในมือ

“ฟ…ฟีบี้  ท่านเป็นนักดาบงั้นรึ?”

แม้จะปิดบังใบหน้า  แต่เอลลิสก็ตกตะลึงจนลืมที่จะอำพรางเสียงที่แท้จริงของตัวเอง  เขาไม่ปริปากพูดอะไรอีกเมื่อร่างของเขาที่กำลังพุ่งเข้ามาต้องหยุดชะงักอย่างกะทันหัน  ก่อนที่จะหันหลังกลับ  หนีออกไปทางด้านหลังด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าเดิม

ฟีบี้พ่นลมอย่างดูถูกและไม่ใส่ใจไล่ตามเอลลิสที่กำลังหนี  เพราะอย่างไรเสีย  หากนักเวทย์ธาตุลมตั้งใจหลบหนีอย่างเต็มที่  ก็ยากเกินไปที่จะไล่ตามให้ทัน  ดาบยาวในมือของเธอกวัดแกว่งไปมา  และฟีบี้ที่ยืนอยู่ด้วยท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม  ก็กระโดดลงมาจากหลังคา  ก่อนจะลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลเบื้องหน้านักดาบทั้งสองคน  ดูเหมือนว่าเธอตั้งใจจะจัดการกับพวกที่เหลืออยู่มากกว่า

หานซั่วที่กำลังวิ่งหนีออกจากตรอกในตอนนั้นก็รู้สึกสุขจนล้นใจทันทีที่เห็นฟีบี้ปรากฏตัว  แล้วเขาก็อ้าปากร่ายเวทย์อัญเชิญเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กออกมา  และหันกลับไปเผชิญหน้ากับนักดาบทั้งสองคนด้วยตัวเอง

เพราะเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กอาจช่วยอะไรเขาไม่ได้มากเท่าไหร่ในตอนที่หานซั่วกำลังหนีเอาชีวิตรอด  แต่ในเมื่อมีจอมดาบอย่างฟีบี้อยู่ด้วย  หานซั่วก็พลิกบทบาทจากผู้ถูกล่ามาเป็นผู้ล่าทันที  และเจ้าโครงกระดูกตัวน้อยก็จะสามารถสังหารศัตรูได้เต็มที่

ทันทีที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กพร้อมกริชกระดูกในมือปรากฏตัวขึ้น  มันก็เริ่มวิ่งอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของหานซั่ว  เดือยกระดูกทั้ง  7  ชิ้นดีดตัวพุ่งออกจากหลังของมันขึ้นไปยังหลังคาทันที  หมายจะปลิดชีวิตนักเวทย์ธาตุไฟผู้นั้น

แล้วนักเวทย์ธาตุไฟก็ต้องตื่นตระหนก  เพราะไม่คาดคิดว่าอยู่ดี  ๆ  เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กจะกระโดดลอยตัวขึ้นมาบนหลังคาได้ทันทีแบบนี้  เขารีบร่ายเวทย์ทั้ง  ๆ  ที่กำลังตกใจ  และกำแพงไฟที่ลุกโชนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง  ขวางกั้นทิศทางที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กกำลังพุ่งเข้ามา

อย่างไรก็ตาม  เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็ไม่สนใจสิ่งกีดขวางอย่างกำแพงไฟเลยแม้แต่น้อยและพุ่งตัวเข้าใส่ทันที  มันเดินออกมาพร้อมกับร่างกายที่แดงเพราะความร้อนระอุของเปลวเพลิง  และมาหยุดอยู่ตรงหน้านักเวทย์ธาตุไฟที่กำลังช็อกสุดขีด  แล้วกริชกระดูกในมือของมันก็ลอยขึ้นในอากาศ  ก่อนจะพุ่งตัวฉวัดเฉวียนไปมาเพื่อทิ่มแทงร่างของนักเวทย์คนนั้นจนพรุนเป็นรังผึ้ง

 

…………………………………

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย