0 Views

พระอาทิตย์กำลังฉายแสงทักทายท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ  เมื่อในที่สุด หานซั่วก็ใช้มิติเวทมนตร์เคลื่อนย้ายกลับมาถึงสุสานแห่งความตาย

ผ่านไปหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็ม ๆ ที่เขาออกจากที่นี่ไป หานซั่วรีบตรงไปยัง “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ทันที เพื่อหยดเลือดสด ๆ และถ่ายเทแก่นมนตราลงไป พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อทำเสร็จ

กระบวนการของ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” นั้น ต้องดำเนินต่อเนื่องและห้ามหยุดแม้แต่วันเดียว เพราะหากไม่ได้รับเลือดสด ๆ และแก่นมนตราเป็นประจำทุกวัน สิ่งที่เคยทำมาตลอด 20 กว่าวันจะสูญเปล่าทั้งหมด

หานซั่วทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น ดูเหมือนออร่าต่อสู้ของดาร์เนลล์กำลังเริ่มอาละวาดไปทั่วทั้งร่างอย่างช้า ๆ ผลกระทบอย่างกะทันหันของมันทำให้เลือดจำนวนหนึ่งพุ่งจากท้องขึ้นมากระจุกอยู่ที่คอ จนเขาเกือบกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง

แทนที่จะตกใจ แต่เขากลับลุกขึ้นยืน และเงยหน้าหัวเราะลั่น เขารีบวิ่งออกจากสุสานแห่งความตายเพื่อตรงไปยังน้ำตกที่เคยใช้ฝึกตนโดยทันที หานซั่ววิ่งเลาะไปตามแม่น้ำ ก่อนจะนั่งลงในตำแหน่งเดิม ร่างของเขาโยกไปมา และจมดิ่งลงสู่ภาวะสงบนิ่งในการฝึกตนทันที

7 วันผ่านไป นอกจากภารกิจในการหยดเลือดและถ่ายเทแก่นมนตราลงใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” เป็นประจำทุกวันแล้ว หานซั่วก็หมกตัวอยู่แต่การฝึกฝนเวทมนตร์ใต้น้ำตกแห่งนั้น

แล้วความแข็งแกร่งของหานซั่วก็เพิ่มขึ้นอีกมากเพราะการโหมฝึกฝนอย่างหนัก จนทนทานต่อทั้งความเจ็บปวดทรมานจากออร่าต่อสู้ของดาร์เนลล์ที่ยังหลงเหลือในร่างกาย และความรุนแรงของพลังน้ำตกได้มากขึ้น หานซั่วค่อย ๆ ซ่อมแซมและเสริมสร้างเส้นชีพจรและกระดูกซี่โครงในอก เอว และท้อง เมื่อเขารู้สึกได้ว่าไม่หลงเหลือออร่าต่อสู้ของดาร์เนลล์ในร่างกายอีกต่อไปแล้ว หานซั่วก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเขารู้สึกดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ไม่กี่วันต่อมา หานซั่วก็หยุดการฝึกฝนเวทมนตร์ไว้ชั่วคราว และใช้เวลาเฝ้าดู “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” พลางอ่านตำรา “เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายสำหรับผู้เริ่มต้น” ไปด้วย จนเขาสามารถท่องจำเนื้อหาได้ทั้งเล่มแล้ว

หานซั่วจดบันทึกส่วนที่เขาไม่เข้าใจเอาไว้ ทุกครั้งที่เขาใช้ลูกแก้วสีเขียวปริศนาเวลาเข้าฌาน พลังจิตของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน และหลังจากพยายามทดลองเวทมนตร์มาอย่างต่อเนื่อง  หานซั่วก็สามารถใช้เวทย์ “คำสาปกรีดวิญญาณ” ได้อย่างสมบูรณ์ เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจเป็นที่สุด เขารู้ทันทีว่าหลายต่อหลายเดือนที่เขาเฝ้าฝึกฝนจนมีระดับพลังจิตที่แข็งแกร่งขึ้น ในที่สุด เขาก็บรรลุระดับนักเวทย์ฝึกหัด และก้าวเข้าสู่การเป็นนักเวทย์ระดับเริ่มต้นได้สำเร็จ

นักเวทย์ระดับเริ่มต้น คือผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายได้ 3 อย่าง ได้แก่ การใช้เวทย์ “คำสาปกรีดวิญญาณ” การอัญเชิญนักรบผีดิบ และ “เวทย์คมหอกกระดูก” แต่เพราะหานซั่วร่ายเวทย์ “คำสาปกรีดวิญญาณ” ได้โดยบังเอิญ ในขณะที่ยังไม่สามารถใช้เวทมนตร์อีกสองอย่างได้ ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ตาม

เขาจึงพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว และคิดว่าอาจเป็นเพราะเขายังไม่เข้าใจเนื้อหาหลาย ๆ ส่วนในตำรา “เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายสำหรับผู้เริ่มต้น” จึงสรุปได้ว่า การศึกษาจากตำราแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทั้งวิธีที่เร็วที่สุดหรือวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านเวทมนตร์ ดูเหมือนว่าเขาต้องไปหาแฟนนี่เพื่อปรึกษาในหัวข้อที่เขาไม่เข้าใจ พร้อมทั้งกลับไปเอาวัตถุดิบต่าง ๆ ในการสร้างอาวุธ พร้อมทั้งแร่เหล็กไหลที่ฟีบี้เคยสัญญาไว้ด้วย

แต่ก่อนที่เขาจะกลับไป หานซั่วตั้งใจว่าจะสร้าง “ปีศาจปฐมภูมิ”​ให้เสร็จก่อน เพราะกระบวนการเต็มที่ทั้ง 34 วันของ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” กำลังจะจะแล้วเสร็จในอีก 2 วัน ในเมื่อหานซั่วเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ระหว่างนี้ เขาจึงแวะไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านคนแคระเพื่อพบปะและพูดคุย

และเขาก็กลับมายังเหมืองอีกครั้ง และขุดแร่อยู่ที่นั่นทั้งวัน จนได้เหล็กสีนิลก้อนเล็ก ๆ มา 1 ก้อน พร้อมด้วยแร่เหล็กและแร่ทองแดงอีกนิดหน่อย

หานซั่วจำที่ฟีบี้เคยบอกได้ว่าเหล็กสีนิลถือเป็นแร่ที่หายากมากและมีค่ามากชนิดหนึ่ง แม้เขาจะขุดแร่ทั้งวัน ยังได้มาเพียงก้อนเล็ก ๆ ก้อนเดียว เขารีบเก็บมันไว้ในแหวนมิติทันที เมื่อกลับไปยังสุสานแห่งความตายแล้ว เขาก็โยนแร่เหล็กและแร่ทองแดงทั้งหมดไว้ในห้องเก็บของห้องหนึ่งในห้องโถงใหญ่

“ฮ่า ๆ ๆ น่าสนุกจริง ๆ ถ้าข้ามี “ปีศาจปฐมภูมิ” ทั้ง 3 ตน ก็เท่ากับว่าข้ามีตาเพิ่มอีกถึง 3 คู่ ถ้าปล่อยให้มันลอยออกไปสังเกตการณ์ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องคอยระแวงว่าจะถูกสะกดรอยหรือถูกดักซุ่มโจมตีอีกแล้ว และถ้าข้าใช้ “ปีศาจปฐมภูมิ” 3 ตนนี้ในการลอบสังหารล่ะก็ ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับข้า ก็เตรียมพบกับฝันร้ายได้เลย!”

หานซั่วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ชณะพยายามถอน “ปีศาจปฐมภูมิ” เหล่านั้นขึ้นมา และย้ายเข้าสู่ร่างของเขา และฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ทันใดนั้นเอง เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กที่นั่งเล่นอยู่ใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” มาโดยตลอด จู่ ๆ มันก็ลุกขึ้นยืน และค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจากหลุมลึกอย่างช้า ๆ เดือยกระดูกทั้ง 7 ชิ้นบนหลังพยายามกระพืออย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ตัวมันเองพยายามกระโดดจนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยโครงขาที่แข็งแรง

เดือยกระดูกทั้ง 7 ชิ้นบนหลังแบ่งเรียงตัวกันเป็น 2 แถวคล้ายปีกของแมลง และมีเดือย 1 ชิ้นตรงกลางที่ชี้ลงด้านล่างคล้ายลักษณะของหาง ขณะที่ร่างของมันกำลังทะยานขึ้นไป เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็ทำท่าเหมือนกำลังโลดเต้นด้วยความดีใจจนตัวสั่น เดือยกระดูกทั้ง 2 แถวที่ดูราวกับปีกยังคงหมุนกระพืออย่างแรง และส่วนที่คล้ายหางก็กระดิกไปมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าเดือยกระดูกเหล่านั้นเป็นฟันเฟืองของวงล้อจักรยานที่ช่วยให้มันคล่องแคล่วว่องไวมากขึ้นเมื่ออยู่กลางอากาศ

เมื่อเดือยกระดูกที่คล้ายหางขยับไปทางซ้าย ร่างของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็จะขยับเคลื่อนตัวไปทางซ้าย ในขณะที่เดือยกระดูกนั้นส่ายไปทางขวา ร่างของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็จะเลื่อนไปทางขวาในทิศทางเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์!

แต่แล้ว หานซั่วก็ต้องรู้สึกราวกับหัวใจหล่นวูบ เมื่อเขาเห็นว่าร่างของเจ้าโครงกระดูกกำลังส่ายไปส่ายมา และกำลังร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง สีหน้าของเขาซีดเผือด เพราะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ในตอนนั้นเอง เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็ร่วงถึงพื้นจนทั้งร่างลั่นเป็นเสียงกระดูกกระทบกันดังอย่างต่อเนื่อง เจ้าโครงกระดูกเหมือนจะงุนงงที่จู่ ๆ ก็ตกลงมา เมื่อมันหยิบกริชกระดูกยันตัวเองขึ้น และเดินโซเซเป็นวงกลมเหมือนคนเมา

“เจ้าบ้าเอ๊ย เพิ่งจะเดินได้ไม่ทันไร มาวันนี้จะหัดบินแล้วเรอะ!?”

หานซั่วรู้สึกปวดใจทันที่ที่เห็นสภาพของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กในตอนนั้น เขารีบเดินไปหาและดีดกะโหลกหน้าผากเหม่ง ๆ ของมันดังป๊อก

แล้วเรื่องน่าตกใจบางอย่างก็เกิดขึ้น! ทันทีที่หานซั่วใช้นิ้วดีดหน้าผากของมัน เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็เลิกทำท่าเมามายและทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างกับเด็ก ๆ และยังใช้นิ้วกระดูกของมันเกาหัวแกร่ก ๆ อย่างงุนงง ราวกับไม่เข้าใจว่ามันทำอะไรผิด

หานซั่วดูแลประคบประหงมเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเป็นอย่างดีตั้งแต่ตอนที่อัญเชิญมันออกมาเป็นครั้งแรก และตั้งแต่ที่เขาหล่อหลอมมันด้วยแก่นมนตรา เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็มีพฤติกรรมเยี่ยงมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกผูกพันที่หานซั่วมีต่อเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็มากกว่าผู้ใดบนโลกนี้ เพียงแค่เห็นมันร่วงลงมากลางอากาศสูงถึงขนาดนั้นก็ทำให้เขากังวลแทบตาย

หานซั่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นด้วยตาตนเองว่าเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กไม่ได้แตกหักอะไรตรงไหน มันเพียงแต่ร่วงลงมาเสียงดัง และนอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

เมื่อคิดว่าตรวจตราดูทุกอย่างดีแล้ว เขาก็สังเกตเห็นรอยด่างสีแดงเป็นจุด ๆ บนผิวกระดูกสีดำราวน้ำหมึกของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก มันไม่ได้เป็นสีดำสนิทเหมือนเคยอีกแล้ว แต่หากไม่ได้เพ่งพิจารณาให้มากพอ รอยพวกนั้นก็แทบมองไม่เห็น

“เอ๋? แปลกแฮะ ปกติแล้ว “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ต้องสร้างหัวหน้าปีศาจตนเล็ก ๆ ขึ้นมา แต่เจ้านี่กลับตั้งใจเข้าไปนั่งเล่นข้างในด้วยท่าทางสบายอารมณ์ซะขนาดนั้น และร่างกายของเจ้าก็เปลี่ยนไปทันทีที่ขึ้นมาจากหลุม แถมยังพยายามเลียนแบบปีศาจในร่างของข้าและบินให้เหมือนพวกมันอีก สงสัยจริง ว่าเรื่องที่เจ้าเปลี่ยนแปลงไปนี่จะเป็นเรื่องดีหรือร้าย แม้แต่ข้าก็ไม่รู้แล้วเนี่ย ว่าเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่”

หานซั่วจ้องมองเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กอย่างใกล้ชิด พลางพึมพำกับตัวเอง

หลังจากบ่นงึมงำไปมาอยู่พักหนึ่ง หานซั่วก็ตระหนักได้ว่าตนเองไม่สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กได้เลย เขาส่ายศีรษะและเลิกล้มความพยายามคิดหาเหตุผลทันที และหันไปมอง “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ที่กลับสู่สภาพปกติ ตั้งแต่ “ปีศาจปฐมภูมิ” ถูกปลดปล่อยออกมา แล้วหานซั่วก็ร่ายเวทย์เพื่อส่งเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กกลับไปยังอีกมิติหนึ่ง

เมื่ออาการบาดเจ็บทั้งหมดหายดีแล้ว และหล่อหลอม “ปีศาจปฐมภูมิ” ทั้ง 3 ตนได้สำเร็จ  แม้แต่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเองก็กลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ หานซั่วก็เดินทางกลับไปยังเมืองออซเซ็นผ่านทางมิติเวทมนตร์เคลื่อนย้าย ด้วยจุดมุ่งหมายคือองค์ความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ที่เขาไม่เข้าใจ และแร่เหล็กไหลที่ฟีบี้ติดค้างเขาไว้ตั้งแต่คราวก่อน

 

…………………………………

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย