0 Views

ภายในถ้ำนั้นคับแคบกว่าที่หานซั่วคิด  แต่เพราะเหล่าคนแคระที่ตัวเตี้ยกว่ามากจึงเดินไปมาในถ้ำนั้นได้อย่างสบาย  ๆ  ส่วนหานซั่วก็ค่อนข้างลำบากอยู่สักหน่อย  แม้จะมีตะเกียงน้ำมันส่องแสงอยู่ตามทาง  แต่ภายในถ้ำก็ยังมืดอยู่ดี

หลังจากเดินเข้าไปได้ไม่กี่นาที  หานซั่วก็ต้องเริ่มก้มตัวเดิน  ยิ่งลึกเข้าไปมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งชื้นแฉะมากขึ้นเท่านั้น  เศษหินแตกกระจายเกลื่อนอยู่ตามพื้น  และเมื่อเข้ามาถึงจุดที่หานซั่วรู้สึกว่ายากเกินกว่าจะก้มตัวเดินต่อไปไหว  คนแคระทั้งสามคนก็หยุดทันที

เบื้องหน้านั้นเอง  คนแคระหลายคนต่างถือพลั่วและค้อนโลหะในมือ  พยายามขุดเข้าไปให้ลึกที่สุดที่พวกเขาสามารถขุดได้  เสียงกะเทาะหินดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และเมื่อเห็นว่าหานซั่วเดินเข้ามา  พวกเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย  และจ้องมองหานซั่วด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย

“ถ้ำแห่งนี้จะยิ่งกว้างใหญ่มากยิ่งขึ้นไปอีก  ถ้าเราสามารถผ่านช่องแคบนี่ไปได้  ข้างในยังมีแร่เหล็กและแร่ทองแดงอีกมาก  แต่ตอนที่พวกเรากำลังลำเลียงแร่ออกมา  เพดานถ้ำก็ถล่มลงมาเสียก่อน  เมื่อสองสามวันก่อนนี้เอง  ก็เลยต้องพยายามกันแทบตาย  เพื่อเปิดทางตรงนี้ให้ได้อีกครั้ง”

เบนเน็ตต์เอนหลังพิงก้อนหินอย่างอ่อนแรง  ขณะจ้องมองหานซั่วและอธิบายให้เขาฟัง

หานซั่วพยักหน้ารับ

“เข้าใจแล้วครับ  งั้นขอทางให้ข้าหน่อย  ข้าจะอัญเชิญนักรบโครงกระดูกออกมา  แล้วค่อยให้พวกมันเข้าไปขุดแร่ข้างใน”

พวกคนแคระรีบถอยออกห่างจากบริเวณนั้นตามคำแนะนำของหานซั่ว  แม้แต่คนแคระที่อยู่ห่างไปไกลที่สุด  เมื่อไม่มีคนแคระอยู่ภายในถ้ำแล้ว  หานซั่วเริ่มร่ายเวทย์อัญเชิญทันที  แล้วนักรบโครงกระดูกจำนวน  7  ตัว  ก็ปรากฏตัวขึ้น  พวกมันยืนเรียงแถวกันจนขวางเต็มทางเดิน

เดิมที  หานซั่วสามารถควบคุมนักรบโครงกระดูกได้เพียง  6  ตัวเท่านั้น  แต่เมื่อเขาฝึกสมาธิเข้าฌานโดยใช้ประโยชน์จากลูกแก้วปริศนาสีเขียว  พลังจิตของเขาจึงเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง  และสามารถสั่งการนักรบโครงกระดูกได้พร้อมกันทีเดียวถึง  7  ตัว

“วางพลั่วและค้อนเหล็กของพวกท่านไว้บนพื้นได้เลยครับ  ข้าจะสั่งให้นักรบโครงกระดูกใช้อุปกรณ์ของพวกท่านเข้าไปขุดแร่ข้างใน”

เมื่อนักรบโครงกระดูกทั้ง  7  ตัวปรากฏขึ้นมาแล้ว  หานซั่วก็หันไปพูดกับเหล่าคนแคระที่ถอยหลังหลบไปไกล

เมื่อได้ยินที่หานซั่วพูด  เหล่าคนแคระลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  แต่ก็วางอุปกรณ์ขุดแร่ในมือลงทีละคนตามคำชักชวนของเบนเน็ตต์  ส่วนหานซั่วก็สั่งให้นักรบโครงกระดูกวางกริชกระดูกในมือลง  และหยิบอุปกรณ์ขุดแร่บนพื้นขึ้นมาแทน  ก่อนที่พวกมันแต่ละตัวจะค่อย  ๆ  ก้มตัวลงมุดเข้าสู่เบื้องลึกของเหมืองถ้ำแห่งนั้น

นอกจากนี้  หานซั่วยังอัญเชิญ  “เจตภูต”  อีกตนหนึ่งให้ลอยตามเหล่านักรบโครงกระดูกเข้าไปด้านใน  และด้วยความช่วยเหลือของเจตภูตตนนี้  จึงทำให้หานซั่วสามารถสำรวจสิ่งแวดล้อมภายในถ้ำได้  เพราะไม่ว่าเจตภูตจะลอยไปในที่ใด  หานซั่วก็สามารถรับรู้และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เจตภูตตนนั้นเห็น  ราวกับเขาไปอยู่ที่นั่นด้วยตนเอง

อย่างที่พวกคนแคระบอก  นักรบโครงกระดูกจะต้องค่อย  ๆ  เข้าไปผ่านช่องแคบเล็กๆ นี่ไปให้ได้  ก่อนจะออกไปเจอช่องทางที่กว้างขึ้น  เว้นเพียงแต่ว่า  ข้างในไม่มีแสงไฟเลยแม้แต่น้อย  ทำให้หานซั่วไม่สามารถมองเห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

ในขณะที่  “เจตภูต”  และนักรบโครงกระดูกเริ่มเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย  ๆ  จนถึงจุดที่หานซั่วสัมผัสได้ว่าไม่สามารถควบคุมเหล่าอสูรมิติมืดต่อไปได้อีก  เขาจึงเริ่มภารกิจขุดแร่  โดยมี  “เจตภูต”  เป็นสื่อกลางทัศนวิสัย  หานซั่วก็รวบรวมพลังจิตสั่งให้นักรบโครงกระดูกทั้ง  7  ตัวเริ่มกะเทาะและขุดแร่รอบตัวทันที

เสียงครืนสะเทือนดังลั่นหลังจากเหล่านักรบโครงกระดูกเริ่มเคลื่อนไหว  …ไม่นานนัก  หานซั่วก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนผ่าน  “เจตภูต”  ว่าเป็นเพราะการขุดของเหล่านักรบโครงกระดูก  ทำให้หินที่อยู่ด้านบนเพดานถ้ำเคลื่อนตัว  จนมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งร่วงลงมา  ทับนักรบโครงกระดูกตัวหนึ่งจนแหลกละเอียดเป็นเศษกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อย

หานซั่วยืนอยู่เบื้องหน้าเหล่าคนแคระ  เขาหลับตา  และรวบรวมสมาธิอีกครั้ง  คอยสั่งการนักรบโครงกระดูกด้วยความระมัดระวัง  เขาส่ง  “เจตภูต”  ขึ้นไปสังเกตการณ์ด้านบนเพดานถ้ำ  และเฝ้ามองก้อนหินที่มีทีท่าจะร่วงลงมาอีกอย่างใกล้ชิด  เพื่อที่จะได้ส่งนักรบโครงกระดูกให้รีบหลบไปด้านข้างได้ทันเวลา

หลังจากเฝ้าทำเช่นนี้ไปได้สักพัก  นักรบโครงกระดูกอีกตัวหนึ่งก็ถูกก้อนหินขนาดใหญ่อีกก้อนหนึ่งร่วงลงมาทับจนร่างแตกละเอียด  พลังจิตของหานซั่วก็หมดไปเป็นปริมาณมากจนเริ่มรู้สึกเวียนหัวและทรงตัวลำบาก  เขารู้ทันทีว่าเขากำลังใช้พลังจิตมากเกินไป  จึงรีบสั่งให้นักรบโครงกระดูกอีก  5  ตัวที่เหลือหยุดขุดแร่  และโกยหินแร่ที่พวกมันขุดได้ถอยกลับมาทันที

เมื่อนักรบโครงกระดูกทั้ง  5  ตนเริ่มส่งหินแร่ผ่านช่องแคบที่เป็นทางเข้าโดยวางบนพื้นทีละก้อน  ๆ  เหล่าคนแคระที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเบนเน็ตต์ต่างดีอกดีใจ  และรีบเดินเข้าไปช่วยส่งต่อหินแร่โดยไม่รีรอ  แล้วพวกเขาก็ขนหินแร่เหล่านั้นมายังฝั่งที่หานซั่วอยู่ได้อย่างปลอดภัย

หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่นาที  หานซั่วก็รู้สึกว่าพลังจิตของเขาไม่เพียงพอต่อการสั่งการนักรบโครงกระดูกอีกต่อไปแล้ว  เขาจึงร่ายเวทย์อีกครั้งทันที  เพื่อส่งนักรบโครงกระดูกที่เหลืออยู่  รวมทั้ง  “เจตภูต”  อีกตนกลับไปยังอีกมิติหนึ่งทันที

ในตอนนั้นเอง  ปากทางเข้าที่อยู่ตรงหน้าหานซั่วก็เต็มไปด้วยหินแร่ก้อนใหญ่จำนวนมาก  เหล่าคนแคระต่างโห่ร้องอย่างดีใจ  และรุมล้อมเข้ามาเก็บหินแร่มาใส่ไว้ในกระเป๋าที่หลังของพวกเขาด้วยความกระตือรือร้น

“โอ  สหายรัก  เพราะความช่วยเหลือของท่านแท้  ๆ  หินแร่ที่เก็บได้ครั้งนี้มากกว่าจำนวนที่พวกเราเก็บมาทั้งสัปดาห์รวมกันเสียอีก  แร่เหล็กและแร่ทองแดงที่น่าดูชมเหล่านี้สามารถนำไปหลอมเป็นอาวุธที่งดงามได้หลังจากนำไปถลุงให้บริสุทธิ์แล้ว  ช่างน่ายินดีจริง  ๆ!”

แม้เบนเน็ตต์จะอ่อนแรงเพราะอาการบาดเจ็บ  แต่เขาก็ปิติยินดีเป็นที่สุดเมื่อเห็นพวกพ้องต่างกำลังกะเทาะเศษหินส่วนเกินออกและเก็บแร่ไป  พร้อมทั้งแสดงความซาบซึ้งที่มีต่อหานซั่วด้วยความตื่นเต้น

ในขณะที่เหล่าคนแคระคนอื่น  ๆ  กำลังเก็บหินแร่ด้วยความเบิกบานใจ  พลางหัวเราะร่วนขณะหยิบถุงหนังที่พวกเขาพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลาออกมา  และกรอกเบียร์ลงคอหลายอึกใหญ่อย่างเปรมปรีด์

“คุณพระช่วย  อะไรน่ะ?  นี่มันคืออะไรกัน?”

คนแคระคนหนึ่งร้องอุทานขึ้นจนทุกคนหันมา  และกรูกันเข้าไปหาเขา

แม้แต่หานซั่วเองก็ประหลาดใจเช่นกันและเหลือบมองไปทางคนแคระผู้นั้น  แต่เพราะถูกคนแคระคนอื่น  ๆ  รุมล้อมอยู่  จึงถูกบดบังจนมองอะไรไม่เห็น  จึงต้องเดินมาดูด้วยตนเองว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ขณะที่ในหัวของหานซั่วกำลังเต็มไปด้วยความสงสัย  จู่  ๆ  เบนเน็ตต์ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมตัวเองไม่อยู่  เขาถึงกับโยนถุงหนังใส่เบียร์ขึ้นฟ้า  และกระโดดโลดเต้นไปมารอบ  ๆ  ด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีด  ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงดังลั่น

“เหล็กสีนิล  ให้ตายเถอะ  เหล็กสีนิลจริง  ๆ  ด้วย  ข้ามั่นใจ  โอ….สวรรค์ช่วย  มีเหล็กสีนิลอยู่ข้างในแบบนี้  หัวหน้าเผ่าต้องคลั่งแน่  ๆ  ถ้าเขารู้ว่าพวกเราค้นพบอะไร!”

แม้แต่คนแคระคนอื่น  ๆ  ต่างดีใจจนหน้าแดงก่ำเมื่อได้ยินสิ่งที่เบนเน็ตต์พูด  และเต้นรำไปมา  พลางชูค้อนเหล็กในมือขึ้นสูงและกระหน่ำทุบใส่กำแพงระรัวทุกด้านอย่างบ้าคลั่ง  จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำเอาหานซั่วรู้สึกกลัว

หานซั่วแอบถอนหายใจด้วยความโล่งใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เบนเน็ตต์พูด  และเข้าใจว่าพวกคนแคระคงเจอโลหะดี  ๆ  เข้า  ถึงได้ตื่นเต้นดีใจกันเป็นบ้าเป็นหลังถึงขนาดนี้  จนแม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกดีใจไปด้วย

ไม่นานนัก  หานซั่วก็เริ่มถามเหล่าคนแคระที่ดูเหมือนเริ่มจะสงบสติอารมณ์ลงบ้างแล้ว

“เบนเน็ตต์  เหล็กสีนิลคือแร่ประเภทไหนเหรอครับ?  มันมีค่ามากเลยเหรอ?”

เบนเน็ตต์พยักหน้ารัว  ๆ  ราวกับไก่ที่กำลังจิกเมล็ดข้าว  และพูดด้วยความตื่นเต้น

“แน่นอน!  มันมีค่ามาก…  มากถึงมากที่สุด  ความหนาแน่นและความแข็งแกร่งของมันมีค่าสูงที่สุดในหมู่หินแร่ทั้งมวล  แต่กลับมีน้ำหนักเบากว่าโลหะใด  ๆ  และไม่มีวันขึ้นสนิม  สามารถเปลี่ยนสีได้ตามวัตถุดิบอื่นที่ผสมเพิ่มเติมลงไป  มันเป็นแร่วัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการตีเป็นอาวุธ  ถือเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้เราเลยก็ว่าได้!”

หานซั่วกำลังจะร่วมแสดงความยินดีกับพวกคนแคระอยู่แล้ว  แต่ทันใดนั้นเอง  บางอย่างก็วาบขึ้นในหัว  ตามมาด้วยความทรงจำส่วนหนึ่งที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาเป็นสาย  ทำให้เขารู้ทันทีว่าคุณสมบัติของเหล็กสีนิลนี้  ตามความทรงจำของชูชางหลานแล้ว  มันคือวัตถุดิบที่มีค่ามากอย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับหลอมขุมพลังมนตรา  เรียกว่า  —  โลหะอาถรรพ์

“น่าเสียดายที่มันมีขนาดเล็กไปหน่อย  น่าจะพอตีให้เป็นมีดสั้นได้แค่เล่มเดียวเอง”

หลังจากที่เบนเน็ตต์ตื่นเต้นดีใจไปแล้ว  เขาก็จ้องมองเหล็กสีนิลในมือของคนแคระอีกคนด้วยความนึกเศร้าใจเล็กน้อย

“เบนเน็ตต์  อย่าเพิ่งรีบหดหู่อย่างนั้นสิ  ข้างในนั่นต้องมีเหล็กสีนิลอยู่อีกมากแน่  ๆ  บางทีครั้งหน้า  พวกเราอาจจะขุดได้ก้อนใหญ่กว่านี้ก็ได้  แล้วเราก็จะได้ตีอาวุธที่คมกริบที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมาเลย!”

คนแคระที่ชื่อเบนสันร้องบอก

“สหายข้า  ขอบคุณในความช่วยเหลือของท่านจริง  ๆ  เรายินดีแบ่งปันเหมืองนี่กับท่าน  ท่านช่วยเราต่อไปได้มั้ย?  พร้อมแบ่งหินแร่ที่พวกเราขุดกันได้ให้ท่านด้วย”

เบนเน็ตต์มองหานซั่วด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าหลังจากได้ยินที่เบนสันพูด

“ข้าดีใจที่พวกท่านไว้วางในตัวข้าครับ  และข้าก็ยินดีช่วยเหมือนกัน  แต่วันนี้ข้าเพลียมากเกินไป  คงต้องพักสักคืน  แล้วข้าจะกลับมาช่วยท่านขุดแร่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้  ตกลงมั้ยครับ?”

หานซั่วแอบหัวเราะในใจ  และตอบเบนเน็ตต์ด้วยความสุภาพนอบน้อม

“แน่นอน  แน่นอน  พรุ่งนี้พวกเราจะมากันตั้งแต่เช้าพร้อมกับหัวหน้าเผ่า  หวังว่าท่านจะแวะมาอีกครั้งนะ!”

เบนเน็ตต์รีบตอบทันที

หานซั่วยิ้มและพยักหน้ารับ

“งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะครับ!”

เมื่อพูดจบ  หานซั่วก็จากไปโดยไม่ได้หยิบหินแร่กลับไปสักชิ้นเดียว  เขาเดินออกไปด้วยท่าทีสบาย  ๆ  จนถึงปากถ้ำ  ทิ้งเหล่าคนแคระที่ยังคงตื่นเต้นดีใจและซดเบียร์อึกใหญ่อย่างต่อเนื่องไว้เบื้องหลัง


ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย