0 Views

ขณะที่หานซั่วกำลังฉลองอยู่เงียบ ๆ คนเดียวในใจ และกำลังจะอ้าปากตอบตกลง แต่คนแคระอีกคนหนึ่งกลับพูดแย้งขึ้นมา

“เบนเน็ตต์ แต่หัวหน้าห้ามไม่ให้เราพามนุษย์เข้าไปในหมู่บ้านนะ เจ้าลืมแล้วรึ?”

“เบนสัน เขาช่วยชีวิตพวกเราไว้จากพวกโทรลล์ป่าชาติชั่วนั่นนะ!!!”

เบนเน็ตต์จ้องคนแคระคนนั้นตาเขม็งก่อนจะตอบออกไป

“ข้ารู้ แต่เราต้องเชื่อฟังหัวหน้าสิ เดี๋ยวก็โดนลงโทษเอาหรอก”

เบนสันพูดอย่างดื้อดึง

“ไม่มีปัญหาครับ ไม่มีปัญหา ข้าไม่ไปหรอก ยินดีที่ได้พบพวกท่านนะครับ ข้าเองก็เตร็ดเตร่อยู่แถวนี้แหละ บางทีพวกเราอาจจะได้เจอกันอีกก็ได้ ลาก่อนนะครับ”

หานซั่วรู้ดีว่าไม่ควรรีบร้อนจนเกินไปหากจะเจรจาต่อรองสิ่งใดกับคนแคระ เขาจึงรีบเป็นฝ่ายออกตัวพูดก่อน

“สหายรัก พวกเราเสียใจจริง ๆ นี่เป็นถุงหนังใส่เบียร์ที่พวกเราหมักเอง ได้โปรดรับไว้แทนสินน้ำใจ หวังว่าท่านจะอภัยให้พวกเราด้วย”

เบนเน็ตต์หยิบถุงหนังใบหนึ่งออกมา และส่งให้หานซั่ว พร้อมพูดด้วยความรู้สึกผิด

หานซั่วหวังว่าพวกคนแคระจะสร้างอาวุธให้เป็นการตอบแทน แต่เขายังไม่เปิดเผยความต้องการออกไป เขายิ้มและรับถุงหนังใบนั้นไว้อย่างเข้าอกเข้าใจ ก่อนจะจากไปพร้อมกับเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก

ถ้าพลังเวทมนตร์ของเขาพัฒนาจนไปถึงระดับอาณาจักรพลัง “ปีศาจแท้จริง” เขาก็จะสามารถสร้างอาวุธเวทมนตร์เป็นของตัวเองได้ ในเมื่อเป็นตอนนี้ การได้อาวุธมาจากพวกคนแคระน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่ามาก

มี ขุมพลังมนตรา ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “คมมีดพิชิตมาร” ซึ่งจะยาวกว่ามีดสั้นทั่วไป แต่ไม่เท่าความยาวดาบ ขอบใบมีดทั้งสองด้านคมกริบอย่างมิอาจเทียบได้ พร้อมปลายสามเหลี่ยมที่แหลมคมไม่แพ้กัน หากใช้ในระหว่างการต่อสู้ คมมีดพิชิตมารสามารถบั่นหัวของศัตรูได้อย่างง่ายดาย เป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเชื่อชิ้นหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของชูชางหลาน

ด้วยพลังเวทมนตร์ของหานซั่วตอนนี้ เขายังไม่สามารถสร้างอาวุธจากเหล็กกล้าให้กลายเป็นคมมีดพิชิตมารได้ เขาจึงหวังให้พวกคนแคระช่วยสร้างอาวุธต้นแบบให้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ พัฒนาหล่อหลอมมันไปเรื่อย ๆ ด้วยพลังเวทมนตร์ของตัวเอง และเมื่อใดที่เขาพบวัตถุดิบที่เหมาะสม และฝึกฝนเวทมนตร์จนเข้าสู่ระดับที่เอื้ออำนวย เขาก็จะเริ่มสร้างมันอย่างลองผิดลองถูกไปเรื่อย จนกว่าจะได้คมมีดพิชิตมารที่สมบูรณ์แบบดังใจ

เมื่อกลับมาถึงสุสานแห่งความตาย หานซั่วก็มาหยุดอยู่ที่พื้นดินรกร้างว่างเปล่าเบื้องหน้าคูน้ำสีดำ ที่บนพื้นเต็มไปด้วยซากกองกระดูกจำนวนมาก สุสานแห่งความตายแห่งนี้ไม่เคยได้สัมผัสแสงอาทิตย์เพราะมนตร์วิเศษที่เป็นดั่งม่านกำบังที่คอยซ่อนสถานที่นี้เอาไว้ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีเทาดำทะมึน หานซั่วค่อนข้างคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ และบรรยากาศมืดมนเศร้าหมองแบบนี้ก็เหมาะกับเหล่าอสูรมิติมืดของศาสตร์แห่งความตายยิ่งนัก

“โอ วิญญาณแห่งทหารกล้าผู้ล่วงลับ จงสดับฟังเสียงเพรียกแห่งสาส์นทมิฬ และปรากฏกายเบื้องหน้าข้า!”

นักรบโครงกระดูกปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานซั่วตนแล้วตนเล่า เมื่อเขาร่ายเวทย์อัญเชิญอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุด เขาก็รู้สึกว่าพลังจิตของตัวเขาเองใกล้หมดลงเต็มที เมื่อนักรบโครงกระดูกจำนวน 5 ตัว ปรากฏกายขึ้นบนพื้นที่ว่างโล่งแห่งนั้น หานซั่วหยุดพักการอัญเชิญไว้ครู่หนึ่ง

แม้พลังจิตของหานซั่วจะพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับแต่ก่อน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการควบคุมพวกมันทั้งหมด เมื่อรวมเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กด้วยแล้ว เขาสามารถควบคุมนักรบโครงกระดูกพร้อมกันทั้งหมดถึง 6 ตัว และพวกมันทุกตัวก็เริ่มขยับพร้อมกริชกระดูกคู่ใจในมือตามคำสั่งของหานซั่ว

หลุมลึกและร่องน้ำรูปร่างประหลาดจำนวนหนึ่งถูกขุดขึ้นบนพื้นดิน ด้วยฝีมือของหานซั่วและกริชกระดูกของพวกนักรบโครงกระดูก

ร่องน้ำตรงกลางนั้นเชื่อมต่อกับหลุมลึกแต่ละหลุมเป็นเส้นยาว หากมองดูจากระยะไกล ร่องน้ำที่เชื่อมต่อกับหลุมลึกทั้งหกนี้ดูราวกับใบหน้าบิดเบี้ยวของภูติผีที่มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ตำแหน่งของหลุมลึกแทนด้วยจมูก ตาและหูทั้งสองข้าง ให้ความรู้สึกชั่วร้ายอย่างน่าประหลาด

“โพรงปีศาจปฐมภูมิ” เป็นมิติอีกชนิดหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของชูชางหลาน ใช้สำหรับสร้าง “ปีศาจปฐมภูมิ” ขึ้นมา โดยจำเป็นต้องนำวิญญาณ 18 ตนไปไว้ใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ซึ่งจะสามารถใช้งานได้ก็ต่อเมื่อสั่งให้พวกมันห้ำหั่นและกลืนกินกันเองอยู่ภายในมิตินั้น และจะมีวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดจำนวน 3 ตัวสุดท้ายที่เอาตัวรอดจากการต่อสู้ได้เท่านั้น ที่สามารถสร้างเป็น “ปีศาจปฐมภูมิ” ได้

“โพรงปีศาจปฐมภูมิ” จำเป็นต้องใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 36 วัน และต้องดูดซับพลัง ปราณหยินแห่งสวรรค์และพื้นพิภพ  อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้สร้างต้องคอยหยดเลือดสด ๆ จำนวน 6 หยด และถ่ายเทแก่นมนตราลงไปเป็นประจำทุกวัน เมื่อ “ปีศาจปฐมภูมิ” กลายเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จิตของมันจะเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้สร้าง และสามารถสิงสู่ร่างศัตรูอย่างไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ก่อนจะกลืนกินชีวิตและโลหิตของศัตรูไปจนหมดสิ้น

ในความทรงจำของหานซั่ว สำหรับผู้ใช้เวทมนตร์ปีศาจแล้ว “ปีศาจปฐมภูมิ” เป็นหนึ่งใน “ขุนพลปีศาจ” โดยแบ่งแยกตามระดับการฝึกฝน ซึ่งผู้ใช้เวทมนตร์ปีศาจสามารถสร้าง “ขุนพลปีศาจ” ได้ 4 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ปีศาจปฐมภูมิ ปีศาจหยิน ปีศาจอาถรรพ์ และวิญญาณปีศาจ

จากทั้ง 4 ระดับ ปีศาจปฐมภูมิถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุด และวิธีสร้างก็ง่ายที่สุดเช่นกัน เพราะจำเป็นต้องใช้เพียงปราณหยินแห่งสวรรค์และพื้นพิภพ และเลือดสด ๆ จากผู้สร้างเท่านั้น

ด้วยสาเหตุนี้เอง พลังอันน้อยนิดของ “ปีศาจปฐมภูมิ” จึงอ่อนแอที่สุด แทบทุกอย่างสามารถทำร้ายมันได้ แม้แต่ไฟและน้ำแข็งก็ทำลายมันได้อย่างง่ายดาย และหากมันสิงสู่ในร่างของศัตรู ตราบใดที่ศัตรูมีแก่นแท้จริง และแก่นมนตราเพียงพอ พวกนั้นก็จะสามารถทำลายปีศาจปฐมภูมิได้จากภายในร่างกายของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยระดับพลังเวทย์ของเขาตอนนี้ เขาจึงสร้างได้เพียงขุนพลปีศาจระดับต่ำที่สุด ไม่เพียงแต่เขาจะยังไม่สามารถสร้างขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าอย่าง “ปีศาจอาถรรพ์” ได้ เขาก็ยังไม่รู้วิธีการนั้น

หานซั่วตั้งใจสร้าง “ปีศาจปฐมภูมิ” เพื่อให้มาช่วยเป็นเครื่องมือในการสอดแนม และเพื่อช่วยสนับสนุนยามที่เขาต่อสู้กับศัตรู ซึ่งจะทำให้ศัตรูเสียสมาธิเพราะต้องรับมือกับการสิงสู่ของ “ปีศาจปฐมภูมิ” และหานซั่วก็จะมีโอกาสโจมตีโต้ตอบ แต่หากศัตรูอ่อนแอ เพียงถูก “ปีศาจปฐมภูมิ” สิงสู่ ก็เพียงพอที่จะฆ่าศัตรูผู้นั้นได้แล้ว

เมื่อ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” เสร็จสมบูรณ์ หานซั่วก็สั่งให้นักรบโครงกระดูกจัดแจงทำความสะอาดให้เรียบร้อย และใช้ลูกแก้วปริศนาสีเขียวเพื่อเพิ่มพลังจิตของตนเองเช่นเดียวกับที่เคยทำก่อนหน้านี้ เขาฝึกฝนพลังจิตอยู่หนึ่งคืน และในวันที่สอง เขาก็ต้องเหนื่อยหอบจากการใช้พลังจิตทั้งหมดในการอัญเชิญ “เจตภูต” จำนวนถึง 18 ตน ไว้ใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ”

“เจตภูต” เป็นอสูรที่มาจากอีกมิติหนึ่ง และเป็นระดับเดียวกันกับ “วิญญาณ” ตามที่หานซั่วเข้าใจ ซึ่งเป็นข้อดีที่หานซั่วเรียนรู้เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาออกตามหา “เจตภูต” ที่สิงสู่อยู่ตามที่ต่าง ๆ เพียงแค่ร่ายเวทย์อัญเชิญพวกมันออกมา ซึ่งทำให้สะดวกสบายเป็นอย่างมาก

เมื่อเจตภูตทั้ง 18 ตนเข้าสู่ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” แล้ว จู่ ๆ ก็มีลมเย็นโชยพัดไปทั่วพื้นที่ ขณะที่กระแสลมเย็นยะเยือกจากทุกหนทุกแห่งในสุสานแห่งความตายรวมตัวกันเป็นสาย ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” …ความทรงพลังของปราณหยินอยู่นอกเหนือความคาดหมายของหานซั่วยิ่งนัก

ในตอนนั้นเอง หานซั่วก็ตระหนักขึ้นในใจว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย หรือเวทมนตร์ที่เขาฝึกฝนซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากชูชางหลาน — ล้วนเป็นหนทางของปีศาจอย่างแท้จริง แม้ 2 เส้นทางนี้จะแตกต่างกัน และมีพิธีกรรมเกี่ยวกับปีศาจตามแบบฉบับทางโลกเป็นของตัวเอง แต่หลาย ๆ อย่างของเวทมนตร์ทั้งสองศาสตร์นี้กลับคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด และเมื่อฝึกฝนควบคู่กัน ทำให้หานซั่วใช้ความพยายามเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมาเป็นสองเท่า ซึ่งช่วยเบาแรงเขาได้มากมายเลยทีเดียว

เมื่อดูดซับพลังปราณหยินเพียงพอแล้ว ทันใดนั้นเอง หลุมที่เรียงต่อกันคล้ายรูปหน้าที่บิดเบี้ยวของภูติผีในฐานะ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ก็ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันทั้งหมุนวนและเปลี่ยนแปลงอย่างไรที่สิ้นสุด มวลอากาศสีดำที่ควบแน่นเป็นทรงกลม ลอยขึ้นมาจากหลุมทั้งเจ็ดในใบหน้าภูติผีนั้น

เมื่อหานซั่วเห็นภาพที่ปรากฏ ก็เข้าใจทันทีว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดคะเน “เจตภูต” ที่เขาใช้แทน “วิญญาณ” กลายเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญของ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” หานซั่วกัดนิ้วให้เป็นแผล และหยดเลือดสด ๆ ของตัวเองลงไปบน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” จำนวน 6 หยด และหลังจากที่เขาถ่ายเทแก่นมนตราลงไป “เจตภูต” ทั้ง 18 ตนก็เกิดคลั่งขึ้นมาทันที พลันส่งเสียงกรีดร้องน่าสยดสยอง และเริ่มต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งหยดเลือดทั้ง 6 หยดนั้น

“เรียบร้อย ทีนี้ข้าก็แค่รออีก 36 วัน จนกว่าพวกมันจะกลายร่างเป็นปีศาจหยิน 3 ตน”

หานซั่วยิ้มขณะมองไปที่ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ก่อนจะหันไปมองเหล่านักรบโครงกระดูกที่อยู่ด้านข้าง และเห็นว่าเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยมนตรามาเช่นกันกำลังสนใจ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” มากเป็นพิเศษ มันก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” โดยที่หานซั่วไม่ได้สั่ง และลงไปนั่งอย่างเกียจคร้านในหลุมลึกหลุมหนึ่ง มันถึงกับนั่งไขว่ห้างในท่าที่ดูพิลึกพิลั่น

ซึ่งท่านั่งพิลึกพิลั่นนั่น — ดูสบายอารมณ์อย่างที่สุด!

หานซั่วยืนงุนงงอยู่ชั่วขณะ และกำลังเตรียมใช้พลังจิตเพื่อสั่งให้เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กออกมาจาก “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” แต่เมื่อหัวใจของหานซั่วสัมผัสได้ถึงความเพลิดเพลินใจของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก เขาก็จ้องมองมันด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง และเห็นว่าเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กกำลังผ่อนคลายอย่างสบายอารมณ์ใน “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” นั้นจริง ๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง หานซั่วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาลองสำรวจ “โพรงปีศาจปฐมภูมิ” ดู และพบว่ามันก็กำลังทำงานตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น  เหล่า”เจตภูต” ที่อยู่ภายในก็กำลังห้ำหั่นกันเอง และไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ หานซั่วส่ายหัวพลางพึมพำกับตัวเอง

“เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กนี่ นับวันก็ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อย ๆ ทุกที แต่ช่างเถอะ ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับการทำงานของมิติเวทมนตร์นี่นะ งั้นก็ปล่อยเจ้าไว้อย่างงี้ละกัน”

แล้วเขาก็เดินกลับไปยังสุสานแห่งความตาย ตั้งใจจะอ่านตำรา “เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายสำหรับผู้เริ่มต้น” โดยหวังว่าจะบรรลุความสำเร็จทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน

—————————————-