0 Views

หลังออกมาจากสุสานแห่งความตาย หานซั่วก็เดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม แต่เมื่อไปได้เพียงครึ่งทาง ท้องฟ้าก็สว่างจ้า และเมื่อถึงจุดตั้งเต็นท์ตามที่เขาจำได้ ก็พบว่าพวกนักเรียนศาสตร์แห่งความตายออกเดินทางไปจากตรงนั้นนานแล้ว

ขณะที่หานซั่วกำลังจะสบถเสียงดังลั่น เขาก็รีบมองไปยังสภาพแวดล้อมรอบข้างทันที ขี้เถ้าในกองไฟราวกับว่าไม่ใช่สภาพที่เพิ่งจุดขึ้นเมื่อคืน แต่ดูเหมือนเป็นกองไฟที่เคยจุดไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

บริเวณเต็นท์ของหานซั่วเคยมีวัตถุดิบต่าง ๆ กองไว้มากมาย แต่บัดนี้กลับว่างเปล่า เหลือเพียงก้อนหินไม่กี่ก้อนที่วางกองไว้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

สิ่งนั้นดึงดูดความสนใจของหานซั่วทันที เขารีบเดินเข้าไป และใช้มีดสั้นค่อย ๆ แซะกองหินนั้นเข้าไปถึงใจกลาง จนพบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่ง

“ไบรอัน หลังจากที่เจ้าหายไปได้ 2 วัน พวกเราก็พบร่องรอยของอสูรกินคน 2 ตนอยู่แถวนี้ เพราะกลัวว่าพวกอสูรกินคนจะกลับมาแก้แค้น จึงตัดสินใจไปโดยไม่รอเจ้า ถ้าเจ้าพบโน้ตแผ่นนี้ ก็กลับวิทยาลัยตามเส้นทางเดิมนะ เราอาจจะได้พบกันระหว่างทาง หวังว่าเจ้าจะปลอดภัยดี จาก แฟนนี่”

แฟนนี่ทิ้งโน้ตไว้ให้ เขาตบหน้าผากตัวเองเต็มแรงหลังอ่านจบพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “โอ ไม่นะ!  เวลานานขนาดนั้นต้องผ่านไปโดยที่เขาไม่รู้ตัวระหว่างฝึกเวทมนตร์แน่ ๆ และไม่ใช่แค่วันเดียวเสียด้วย

ดูเหมือนว่าอสูรกินคน 2 ตนนั้นจะทำให้แฟนนี่และคนอื่น ๆ ตกใจกลัว และเธอเองก็เข้ามาในเขตตอนใต้ของป่าทมิฬลึกมากแล้วโดยปราศจากการป้องกันของคลาร์ก พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนตัวและกลับไปยังเส้นทางเดิม

ในตอนนี้ สถานะทาสของหานซั่วยังไม่เปลี่ยนแปลงไป และผู้หญิงที่เขาต้องการก็อยู่ในวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลน พร้อมกับตำราศาสตร์แห่งความตายอีกมากมายที่เขายังอยากเรียนรู้ เขายังออกจากวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ได้

ด้วยแท่งเงินวิเศษที่ได้มา หานซั่วสามารถเดินทางไปมาระหว่างสุสานแห่งความตายได้ตามต้องการ แม้กลับไปถึงวิทยาลัยแล้วก็ยังใช้สุสานแห่งความตายเป็นปราการส่วนตัวของตนเองได้อีก และทางตอนใต้ของป่าทมิฬทั้งหมดก็จะเป็นสนามสำหรับการฝึกฝนสำหรับเขาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการบ่มเพาะแก่นมนตรา หรือการฝึกเวทมนตร์ ด้วยความพยายามเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา จะส่งผลเป็นเท่าตัวในสถานที่เยี่ยงนี้

หลังจากตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง หานซั่วก็ทำตามข้อความที่แฟนนี่ทิ้งไว้ให้ และรีบกลับไปยังเส้นทางเดิมเพื่อมุ่งหน้าสู่พื้นที่ชายขอบของป่าทมิฬทันที

แม้จะเดินทางมาโดยไม่หยุดพักเลยถึง 1 วันเต็ม ๆ หานซั่วกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เขาเคลื่อนตัวไปตามทางคดเคี้ยวขรุขระของป่าทมิฬด้วยความเร็วราวสายฟ้า เหมือนสัตว์วิเศษที่กำลังไล่ล่าเหยื่อของมัน

เมื่อพลบค่ำ เขาก็กำลังเข้าใกล้พื้นที่ ๆ มีก้อนหินและพุ่มไม้กระจัดกระจาย ที่ซึ่งเคยเป็นจุดตั้งแคมป์ของพวกเขามาก่อน ทันใดนั้นเอง มีเสียงกระทบกันของโลหะดังมาแต่ไกล

หานซั่วสะดุ้งทันที พลางคิดว่า นั่นจะเป็นเสียงแฟนนี่กับคนอื่น ๆ กำลังถูกอสูรกินคนโจมตีอยู่รึเปล่านะ?  เขารีบเร่งความเร็วขึ้น และพุ่งตัวไปยังพื้นที่นั้นทันที

ระหว่างทาง ฝูงโทรลล์ป่าหลายตนก็ปรากฏตัวขึ้น พวกมันมีผิวสีเขียวเป็นมันเลื่อม ร่างสูงตระหง่าน หน้าตาบิดเบี้ยว พวกมันใช้มีดและกระบองกระหน่ำโจมตีหานซั่วไม่ขาดสาย แต่หานซั่วก็สามารถหนีพ้นจากพวกมันมาได้อย่างง่ายดาย

โทรลล์ป่าเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งในป่าทมิฬที่เป็นศัตรูตลอดกาลของเผ่าเอลฟ์ สำหรับพวกเอลฟ์แล้ว โทรลล์ป่าคือกองโจรปล้นสะดมที่โหดเหี้ยม จึงต้องคอยจัดการกับพวกมันอยู่เสมอ

ในป่าทมิฬแห่งนี้ โทรลล์ป่าถือว่าเป็นโจรที่น่าสะพรึงกลัวว่าอสูรกินคน นอกจากพวกมันมีกฎที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว พวกมันยังแบ่งหน้าที่กันเฉกเช่นมนุษย์ ได้แก่ นักรบ นักล่า และแม้แต่นักบวชที่สามารถใช้เวทมนตร์ง่าย ๆ ได้ด้วย

ว่ากันว่าโทรลล์ป่าวิวัฒนาการมาจากพืช ต้นไม้ และพฤกษานานาพันธุ์ พวกมันมีสติปัญญาสูงเช่นเดียวกับมนุษย์ และมีความสุขกับผลประโยชน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของป่าทมิฬ รวมทั้งชื่นชอบการปล้นเอาวัตถุดิบและทรัพยากรต่าง ๆ จากเผ่าพันธุ์อื่น ไม่เว้นแม้แต้เกวียนสินค้าของเหล่าพ่อค้าที่กำลังเดินทาง พวกมันจึงเป็นจอมโจรหัวขโมยผู้เลวทรามต่ำช้าเช่นเดียวกันกับอสูรกินคน

หานซั่วพยายามฟังเสียงการต่อสู้นั้นอย่างตั้งใจและรีบพุ่งตัวไปตามทิศทางของเสียง ระหว่างทาง โทรลล์ป่านักล่าจำนวนหนึ่งเขวี้ยงหอกยาวใส่เขา เกิดเป็นเสียงวัตถุแทรกผ่านอากาศ หอกนั้นพุ่งตรงมายังบริเวณกลางหลังของหานซั่วพอดี แต่ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ไวอย่างเหลือเชื่อแม้ในขณะวิ่ง ทันทีที่หูของเขาสัมผัสได้ เขาก็เปลี่ยนทิศทางการวิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว และหลบฝูงหอกยาวที่ถูกเขวี้ยงมาได้อย่างง่ายดาย

โทรลล์นักรบอีกกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาเบื้องหน้า พวกมันร้องคำรามดังลั่นก่อนจะวิ่งเข้าใส่หานซั่วอย่างรวดเร็วพร้อมขวานใหญ่คมกริบในมือ แต่ก่อนที่จะถึงตัวเขา หานซั่วก็สามารถหลบหลีกและผ่านพวกมันไปได้อย่างว่องไว

หลังจากเร่งความเร็วสุดฝีเท้าในเวลาเพียง 10 วินาที หานซั่วก็พบการต่อสู้ครั้งใหญ่ เขาเห็นคนราว ๆ 10 คนพร้อมกับดาบยาวกำลังพยายามต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองจากการโจมตีของฝูงโทรลล์ป่า ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ พวกเขาต้องเป็นกลุ่มทหารรับจ้างอย่างแน่นอน และกำลังบาดเจ็บ

มีโทรลล์ป่าราว 10 ตัวยืนรายล้อมพวกเขาอยู่ เหล่าโทรลล์นักรบกำลังต่อสู้ระยะประชิดที่ด้านหน้า ในขณะที่โทรลล์นักล่าคอยเขวี้ยงหอกยาวใส่กลุ่มมนุษย์อย่างต่อเนื่อง และโทรลล์นักบวชก็ร่าย เวทย์รักษา และ เวทย์วิญญาณอัคคี เพื่อเพิ่มความทนทานแก่ร่างกายให้กับทั้งโทรลล์นักรบและนักล่าที่บาดเจ็บ เพื่อเสริมพลังให้กับพวกนั้น

เมื่อพิจารณาจากฉากที่เห็น ดูเหมือนการต่อสู้จะดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ความแข็งแกร่งด้านการสู้รบของกลุ่มมนุษย์เพียง 10 คนนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แต่กลับน่าสมเพชสำหรับพวกโทรลล์ป่า ทั้ง ๆ ที่ได้เปรียบเรื่องจำนวน นอกจากนักรบที่สู้ในระยะประชิด ก็มีนักล่าคอยโจมตีสนับสนุนจากระยะไกล และนักบวชคอยร่ายเวทย์รักษาให้พร้อมสรรพ กลับสู้กับกลุ่มทหารรับจ้างที่มีเพียงนักรบเพียงอย่างเดียว แม้แต่ด้านพละกำลังความแข็งแกร่งก็เหนือกว่า ฝูงโทรลล์ป่าจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

ชายอ้วนเตี้ยคนหนึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างหลังเหล่าทหารรับจ้าง ดวงตาสีเหลืองที่เล็กราวเมล็ดถั่วกำลังสอดส่ายไปมาอย่างรวดเร็วพร้อมสบถเสียงดังลั่น ราวกับกำลังหาทางหนี

ไม่ใช่แฟนนี่กับคนอื่น ๆ นี่นางั้นเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเราแฮะ  หานซั่วคิดขณะลบภาพเหตุการณ์ที่เห็นออกจากหัวทันที เพราะไม่คิดอยากยุ่งวุ่นวายกับการทะเลาะวิวาทหรือช่วยเหลืออะไรใครทั้งสิ้น เขาจึงตั้งใจว่าจะปล่อยผ่านคนกลุ่มนี้ไปและมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางเดิมเพื่อออกจากป่าทมิฬต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้หานซั่วไม่ได้ตั้งใจจะยื่นมือช่วยเหลือ แต่โทรลล์ป่าเหล่านี้ก็ไม่ต้องการปล่อยเขาไป โทรลล์นักรบดุร้ายคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ในแนวหลังยกขวานใหญ่ในมือขึ้นสูงพร้อมกับวิ่งตรงเข้าใส่หานซั่ว พร้อมด้วยหอกยาวคมกริบจำนวนหนึ่งลอยพุ่งมาในอากาศพร้อมกันกับพวกมัน

“ขอโทษนะ ข้าแค่ผ่านมาเฉย ๆ กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ กลับไปปล้นต่อสิ พวกนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับข้าซะหน่อย!”

หานซั่วไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวาย แต่เมื่อเห็นว่าโทรลล์นักรบสองตัวกำลังวิ่งมา เขาก็ตะโกนบอกด้วยเสียงดัง และพยายามหนีให้พ้นจากพวกมัน

“มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่หลอกลวงและชั่วร้ายมากที่สุด ฆ่ามันให้หมด!”

ผู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลุ่มโทรลล์นักบวช คือหัวหน้าโทรลล์ป่าที่คอยควบคุมการสู้รบ มันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดด้วยภาษาหลักของอาณาจักร (ภาษาของมนุษย์)

พวกโทรลล์นักรบหยุดไปชั่วขณะเมื่อได้ยินหานซั่วพูด แต่พวกมันเลิกลังเลเมื่อได้ยินหัวหน้าสั่งและรีบพุ่งเข้าใส่หานซั่วพร้อมขวานที่ชูขึ้นสูง

บัดซบ! พวกแกรนหาที่ตายเองนะ!  หานซั่วตกที่นั่งลำบากเล็กน้อย เขากำลังหลบหอกที่ถูกเขวี้ยงมาในขณะที่โทรลล์นักรบร่างยักษ์กำลังถือขวานพุ่งเข้าใส่ เห็นได้ชัดว่าพวกมันวางแผนจะจัดการเขาไปพร้อมกับมนุษย์คนอื่น ๆ

หานซั่วรีบคว้าหอกยาวที่พุ่งมาข้างตัวเขากลางอากาศ และหันมันกลับด้านมาถือไว้แน่นในมือ เขาไม่ต้องการรอให้โทรลล์ป่านักรบเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้ ก่อนที่เขากระโดดลอยตัวสูงขึ้น แล้วหอกยาวในมือก็พุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วราวสายฟ้า หอกนั่นเสียบทะลุโทรลล์นักรบตัวแรกเข้ากลางอก พร้อมกับนักรบอีกตัวที่ตามหลังมา

โทรลล์นักรบทั้งสองตัวกรีดร้องโหยหวนก่อนจะตายลงทันทีเมื่อถูกหอกยาวเสียบทะลุร่าง หานซั่วสุ่มหยิบเอาขวานศึกของหนึ่งในพวกมันขึ้นมาพร้อมกับตะโกนดังลั่น

“อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน ในเมื่อพวกแกมารนหาที่ตายเอง!”

หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากับอสูรกินคนครั้งนั้น หานซั่วก็ไม่เกรงกลัวและไม่เสียเวลาลังเลในการฆ่าอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

หานซั่วรู้ดีว่าความเมตตาปรานีหรือการอธิบายใด ๆ ล้วนไร้ประโยชน์สำหรับกองโจรหัวขโมยพวกนี้ มีเพียงวิธีโหดร้ายเยือกเย็นเท่านั้นที่จะทำให้พวกมันตกใจกลัวได้บ้าง ยิ่งขี้ขลาดหรือขี้กลัวมากเท่าไหร่ พวกมันจะยิ่งเหิมเกริมยิ่งกว่า เช่นนั้นแล้ว การที่หานซั่วแสดงท่าทีชั่วร้ายไปเมื่อครู่ เพราะหวังจะเผชิญหน้าพวกมันด้วยการฆ่าฟันอันโหดร้ายทารุณเช่นเดียวกับที่พวกมันคิดจะทำกับเขา

และก็เป็นจริงตามนั้น หลังจากหานซั่วแสดงท่าทีแบบนั้นออกไป ความตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสีเขียวเป็นมันเลื่อมของโทรลล์ป่าอีก 4 ตัวที่ตามมาข้างหลังพวกของมันทันที พวกมันก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความขลาดกลัว แม้แต่โทรลล์ป่าผู้เป็นหัวหน้าก็ยังมองเขาด้วยสีหน้าพรั่นพรึงและหวาดเกรง

“ท่านนักรบผู้กล้าหาญ โปรดช่วยข้าด้วยเถอะ!”

ตอนนั้นเอง ชายอ้วนเตี้ยที่เหล่าทหารรับจ้างพยายามคุ้มกันอยู่ก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น เขามองหานซั่วอย่างปลาบปลื้มปิติราวกับหานซั่วคือผู้ช่วยให้รอด

“ไม่เอาด้วยหรอก!”

หานซั่วตอบกลับไปอย่างเด็ดขาด เขาพ่นลมดูถูกอย่างเย็นชาและเตรียมจากไปพร้อมกับขวานศึกในมือ

ชายอ้วนเตี้ยผงะและร้องไห้เสียงดังอย่างบ้าคลั่งทันทีเมื่อเห็นหานซั่วกำลังจากไป

“ท่านนักรบผู้กล้าหาญ ข้ายินดีจ่ายท่านอย่างงามทีเดียวถ้าท่านช่วยข้า ข้าสัญญาว่าท่านต้องพอใจมากแน่ ๆ!”

หานซั่วเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเมื่อได้ยินประโยคนั้น เขาหยุดทันทีและหันมายิ้มเจื่อน ๆ พร้อมมองไปที่ชายร่างอ้วนคนนั้น

“ท่านครับ รางวัลอย่างงามที่ว่าน่ะ เท่าไหร่เหรอ?”

ชายร่างอ้วนตกตะลึงไปทันที เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และกัดฟันพูดพร้อมกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะตะโกนกลับไปด้วยเสียงอันดัง

“50 เหรียญทอง!”

“โทษที งั้นก็หาคนอื่นแทนแล้วกัน!”

หานซั่วคิดว่าหากเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงถูกเงินจำนวน 50 เหรียญทองล่อตาล่อใจเข้าไปทันที แต่เมื่อเข้าสู่ป่าทมิฬและพบว่าทักษะที่เขามีเพียงพอให้ล่าหมาป่าคมวายุได้ด้วยตัวเอง จึงรู้สึกว่าเงิน 50 เหรียญทองไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าพอแก่การเสี่ยงอีกต่อไป

ชายร่างอ้วนเริ่มวิตกกังวลเมื่อหานซั่วเดินจากไปจริง ๆ เขาตะโกนขึ้นอีกครั้ง

“เต็มที่ 70 เหรียญทองเลยก็ได้!”

หานซั่วยังคงเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง

“80! 100! 120! 150! 200! …200 เหรียญทอง !!”

และร่างที่กำลังเคลื่อนที่ก็หยุดอย่างกะทันหัน หานซั่วหันกลับมามองทันทีพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาด้วยความรวดเร็ว

“ตกลง 200 ก็ 200! ข้าจะรับไว้ คิดซะว่าผูกมิตรไว้สักคนก็แล้วกันนะ”

“โอ ตายล่ะ ปากหนอปาก 200 เหรียญทอง! เจ้าปล้นข้าไม่ต่างจากพวกมันเลย 200 เหรียญทองซื้อทาสได้มากกว่า 10 คนเสียอีก บ้าจริง ช่วยข้าออกไปจากที่นี่ทีเถอะ!”

…………………………………

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย

*** GDK เตรียมเปิดกลุ่มลับ เสาร์ 24 มิ.ย. นี้ แกรนด์โอเพนนิ่ง รับไปอ่านก่อนใคร 10 ตอน ทันที ***