0 Views

 

วิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของจักรวรรดิ์แลนสล็อต และมีชื่อเสียงมากที่สุด ในฐานะสถาบันฝึกทักษะสำหรับเหล่าจอมเวทย์และอัศวินของจักรวรรดิ

ภายในวิทยาลัย เวทมนตร์ถูกแบ่งเป็นสายต่าง ๆ ได้แก่ ธาตุแสง ธาตุมืด ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุดิน ธาตุสายฟ้า เวทย์อัญเชิญ และเวทย์ห้วงมิติ และแต่ละสายก็มีอาคารเรียน ห้องสมุด ห้องทดลอง ลานฝึกซ้อม และเขตพักอาศัยเป็นของตัวเอง ราวกับเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง

ไบรอันเป็นทาสรับใช้ประจำสาขาศาสตร์แห่งความตาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวทมนตร์สายธาตุมืด เพราะศาสตร์แห่งความตายจำเป็นต้องใช้โครงกระดูก ผีดิบ และซากอื่น ๆ แต่หลายปีที่ผ่านมา ศาสตร์แขนงนี้ตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสาขาที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด และอ่อนแอที่สุด แม้แต่นักเรียนที่เอกเวทมนตร์สายธาตุมืดเหมือนกัน ยังคอยเยาะเย้ยถากถางนักเรียนในสาขาศาสตร์แห่งความตาย และไม่คิดคบหาสมาคมกับนักเรียนสาขานี้เลย

และสาขาที่อ่อนแอและน่าสมเพชที่สุดนี้เองเป็นที่ ๆ ไบรอันต้องคอยรับใช้วิทยาลัยมาตลอด 6 ปี หน้าที่พิเศษของเขาจึงเป็นการขนย้ายซากศพและโครงกระดูก… ตลอดจนการโดนดูถูกเหยียดหยามและกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา จนไม่มีวันใดที่ได้ใช้ชีวิตโดยไร้ซึ่งความเจ็บปวด

หานซั่วเดินไปตามทางในความทรงจำของไบรอัน และมาถึงทางเดินเล็ก ๆ ระหว่างหุบเขาที่อยู่ด้านหลังวิทยาลัย เขาลอดผ่านประตูเล็กที่สร้างไว้ให้เฉพาะทาสที่ต้องกลับเข้ามาหลังถูกใช้งานยามดึก

ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน เหล่านักเรียนเข้านอนกันไปหมดแล้ว เมื่อหานซั่วเดินมาตามทางเดินเฉพาะ จึงไม่เจอใครเลย เขากวาดตาสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาตลอดทาง และพบว่าการออกแบบทางสถาปัตยกรรมของวิทยาลัยบาบิโลนดูคล้ายคลึงกับศิลปะของประเทศฝั่งยุโรปตะวันตกในโลกเดิมของเขา

ด้วยความพยายามเล็กน้อย ในที่สุดก็เดินมาถึงเขตพื้นที่ของสาขาศาสตร์แห่งความตาย ที่นอนของไบรอันคือโรงเก็บของ ที่ซึ่งก็เหมาะสมกับฐานะทาสของเขา

ภายในโรงเก็บของเต็มไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่เป็นของที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ก็พวกวัตถุดิบเหลือทิ้งจากการทดลอง

ของส่วนใหญ่ในนี้รอให้ไบรอันเข้ามาจัดระเบียบหรือกำจัดทิ้ง เพราะนักเรียนศาสตร์แห่งความตายมักโยนของที่พวกเขาไม่ต้องการผ่านเข้ามาทางหน้าต่างโรงเก็บของให้ไบรอันได้จัดการต่อ

โรงเก็บของเองก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก ถ้าไม่นับขยะกองพะเนิน ก็มีเพียงเตียงไม้เล็ก ๆ หลังหนึ่ง ที่บางทีก็สุมไปด้วยขยะเช่นกัน เพราะพวกนักเรียนไม่เคยสนใจว่าของที่พวกเขาโยนเข้ามาจะไปตกลงตรงไหน

สิ่งแรกที่ไบรอันจะทำทุกครั้งในยามดึกหลังเลิกงาน ก็คือจัดการขยะที่กองอยู่บนเตียง ซึ่งเขาต้องรีบทิ้งมันก่อนที่คนอื่น ๆ จะตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นและหันเหความสนใจของเขาไปที่งานอย่างอื่น

เมื่อหานซั่วเข้าไปในที่พักของตัวเอง ซึ่งดูเหมือนที่ทิ้งขยะมากกว่า ตาของเขาพร่ามัวเพราะรื้นน้ำตา และรู้สึกเจ็บปวดเพราะสงสารเด็กหนุ่มผู้โชคร้ายคนนี้อย่างจับใจ… 6 ปีมานี้ เขาอดทนอยู่ได้ยังไงกันนะ!

อากาศภายในโรงเก็บของน่าสะอิดสะเอียนจนยากเกินอธิบาย แม้เปิดหน้าต่างก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเพราะกลิ่นเหม็นโชยออกมาจากกองขยะตลอดเวลา บนเตียงของไบรอันยังมีขยะอยู่เกลื่อนเช่นเคย ดูเหมือนบางคนยังคงติดนิสัยเขวี้ยงขยะเข้ามาตามความเคยชินแม้ไบรอันจะตายไปแล้วก็ตาม

หานซั่วก้าวเท้าเดินอย่างระวัง แม้ว่าการก้าวเท้าไม่กี่ก้าวก็ดูเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ทุกตารางปกคลุมไปด้วยขยะ ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงเตียง และเริ่มทำความสะอาดมันอย่างที่ไบรอันเคยทำ

แต่หานซั่วไม่ใช่ไบรอัน เมื่อทำความสะอาดไปได้เพียงครึ่งเดียว หานซั่วก็รู้สึกถึงความโกรธระเบิดขึ้นในอก ในตอนแรก ความโกรธนี้เกิดขึ้นเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่แก่นมนตราในร่างกายเขากลับตอบสนองกับความโกรธนั้นและเริ่มโคจรเร็วขึ้นจนความโกรธนั้นเพิ่มเป็นทวีคูณ

ในที่สุด หานซั่วก็หยุดการเคลื่อนไหวกะทันหันและประกาศอย่างเดือดดาลว่า

“ชั้นไม่ใช่ไบรอัน! ชั้นจะไม่ทนกับเรื่องแบบนี้! ไบรอันเอ๋ย ไบรอัน ในเมื่อชั้นครอบครองร่างนายแล้ว ให้ชั้นช่วยนายลงโทษยัยเด็กลิซ่านั่นเถอะ!”

หานซั่วลืมตัวเสียสนิทว่านิสัยเดิมของเขาไม่เคยตอบสนองต่อสิ่งที่คิดอย่างหุนหันพลันแล่นแบบนี้แม้จะต้องการมากแค่ไหนก็ตาม หานซั่วคนก่อนทำได้เพียงคิดแต่เรื่องชั่วร้าย แต่ไม่เคยกล้าพอที่จะแสดงออกมา

เขาสาวเท้าออกจากโรงเก็บของและตรงไปยังส่วนที่พักหญิงอย่างรวดเร็ว ด้วยความเงียบสงัดของค่ำคืน เขาก็สามารถลอบเข้าไปยังพื้นที่พักอาศัยอย่างง่ายดายไบรอันเคยมาทำความสะอาดบริเวณนี้ หานซั่วจึงค่อนข้างคุ้นเคยกันพื้นที่ และแน่นอน เขารู้ว่าลิซ่าอยู่ที่ไหน

สาขาศาสตร์แห่งความตายมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าสาขาอื่นมาก และเพราะนักเรียนหญิงทุกคนจะมีห้องส่วนตัว แต่ละห้องกว้างขวางและมีสิ่งจำเป็นทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ เทียบกับบ้านกองขยะของไบรอันแล้ว ที่นี่ก็คือสวรรค์ดี ๆ นี่เอง

ลิซ่าพักอยู่ชั้นที่สอง และหานซั่วไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ในยามกลางคืน โชคยังดีที่มีต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้องของเธอพอดี หานซั่วตั้งท่าและวิ่งอย่างรวดเร็วจนส่งตัวเองกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ได้ราวกับลิงตัวผอม ๆ ตัวหนึ่ง เขาเขย่งเท้าขึ้นนิดหน่อยก็สามารถมองลอดผ่านหน้าต่างของเธอเข้าไปได้พอดี

หานซั่วนึกดีใจที่เห็นว่าหน้าต่างเปิดอยู่ เขาดึงตัวเองขึ้นและแอบมองเข้าไป แม่มดน้อยลิซ่าตกแต่งห้องของเธอด้วยสีชมพูหวานแหววดูน่ารัก โดยเฉพาะของเล่นปุกปุยหลายชิ้นที่แขวนบนผนังเหนือโต๊ะในห้อง

กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยต้องจมูกหานซั่ว ไม่นึกเลยว่าแม่มดเลือดเย็นอย่างลิซ่าจะตกแต่งห้องได้น่ารักขนาดนี้

เขาไม่คาดหวังว่าลิซ่าจะเก่งเรื่องการต่อสู้อะไร เพราะเขาเองก็รู้ดี หานซั่วพยายามมองให้ใกล้ขึ้น และสังเกตเห็นเตียงที่ตกแต่งด้วยม่านโปร่งสีชมพูตรงมุมห้อง – นั่นต้องเป็นเตียงของลิซ่าแน่ ๆ

เขาหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า (ปกติเอาไว้ใช้ในการทดลอง) และเอาเลือดในขวดมาป้ายรอบตาและปาก พร้อมกับขยี้ผมสีน้ำตาลของเขาให้ยุ่งเหยิงหลังจากตรวจดูใบหน้าตัวเองในเศษกระจก (ที่ไบรอันพกติดตัวไว้) เมื่อส่องกระจกอีกครั้ง ก็มีใบหน้าอาบเลือดน่าสะพรึงกลัวจ้องสะท้อนกลับมา

“หึหึหึ ถ้าชั้นทำอะไรเธอไม่ได้ งั้นก็ขอหลอกให้กลัวจนขนหัวลุกเลยละกัน!”

หานซั่วค่อนข้างพอใจกับฝีมือแต่งหน้าของตัวเอง พร้อมพยักหน้าและหัวเราะด้วยเสียงทุ้มต่ำ เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาเหยียบกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง พยายามโหนตัวเองไปมาใกล้กับหน้าต่างห้องลิซ่า และเอื้อมมืออันผ่ายผอมออกไปเคาะที่หน้าต่าง

ก๊อก… ก๊อก…

ลิซ่าที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น ถูกปลุกด้วยเสียง “ก๊อก ก๊อก” ที่ดังมาจากหน้าต่างเธอแหวกม่านโปร่งสีชมพูออกอย่างมึนงง และลุกเดินเท้าเปล่าออกมาจากเตียง

เท้าคู่น้อย ๆ สีผิวขาวราวกับหยก เยื้องย่างบนพรมสีชมพูอย่างช้า ๆ ใต้รัศมีแสงจันทร์อันแสนสงบ แม้แต่นิ้วหัวแม่เท้าสีชมพูแต่ละข้างก็ยังดูน่ารักน่าเอ็นดู

ลิซ่าอายุน้อยกว่าไบรอันนิดหน่อย และเป็นสุภาพสตรีตัวน้อยจากตระกูลสูงศักดิ์ ถ้าไม่นับสิ่งที่เธอทำกับไบรอันแล้วล่ะก็ ลิซ่าเป็นเด็กผู้หญิงที่งดงาม มีผมยาวสีทองดูนุ่มน่าสัมผัส เธอสูงเพียง 162 เซนติเมตร แต่กลับดูเหมือนสูงกว่าไบรอันเล็กน้อย มีคิ้วโก่งงอนได้รูป จมูกยาวสวย และริมฝีปากแดงน่าทะนุถนอม

เธอสวมชุดนอนสีชมพู และยังสะลึมสะลือ หลังจากลุกเดินออกมาจากเตียงสีชมพูแล้ว ก็เดินหาต้นเสียงตามสัญชาตญาณ

ใบหน้าที่คุ้นเคยอาบไปด้วยเลือด ของเหลวสีแดงน่าสยดสยองไหลออกมาจากตาและจมูกเป็นสาย ร่างผอมโซแกว่งไปมาอยู่ที่หน้าต่าง ดวงตาว่างเปล่าจับจ้องมาที่เธออย่างไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต

“กรี๊ดดดดดดดดดดด…”

เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวดังลั่นขึ้นไปตลอดโถงทางเดินของเขตที่พักหญิง

หานซั่วยิ้มอย่างชั่วร้ายพลางในใจคิดว่าถ้าแกล้งให้กลัวจนถึงตายไม่ได้ ก็ขอแกล้งให้สลบแล้วกัน แม้ความคิดชั่วร้ายของเขาจะโลดแล่นมากแค่ไหน ท่าทีของเขากลับสงบมากขึ้นเรื่อย ๆ …แต่เมื่อจ้องมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่าได้ครู่หนึ่ง อยู่ ๆ ลูกตาของเขาก็กลอกเข้าไปด้านหลัง และเคลื่อนไหวไปมาอย่างบ้าคลั่ง

เขามองไม่เห็นลิซ่าแล้วเพราะลูกตาที่กลอกไปด้านหลัง เมื่อเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวของลิซ่าขาดหายไปอย่างกะทันหัน ก็ส่งผลต่อใบหน้าของหานซั่วอย่างช้า ๆ

เธออาจจะสลบไปแล้วก็ได้ หานซั่วคิดในขณะที่เสียงก่นด่าสาปแช่งของนักเรียนหญิงในหอนอนศาสตร์แห่งความตายเริ่มดังมาให้ได้ยิน รีบหนีไปตอนที่ยังทำได้ดีกว่า เพราะถ้าถูกจับตัวได้คงต้องเจ็บตัวไม่น้อย

อาการปวดอย่างท่วมท้นบริเวณดั้งจมูกแผ่ซ่านไปทั่วเมื่อเขาพยายามกลอกตาให้กลับเข้าที่ ตามมาด้วยอาการปวดอย่างรุนแรงอีกที่หนึ่งบริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งเป็นเหตุทำให้เขาตกลงมาจากต้นไม้ การพลัดตกทำให้ความเจ็บปวดทั่วร่างที่เคยบรรเทาลงไปรู้สึกแปลบขึ้นมาอีกครั้งจนตาพร่ามั่วไปหมด

หลังจากนั้นเอง ก็มีการโจมตีหนึ่งกระหน่ำใส่เขาราวกับห่าฝน พร้อมกับเสียงตะโกน

“ไบรอัน แกกล้ามากนะ รอดตายกลับมาได้ แต่สมองเน่าไปแล้วรึไง! ข้าเป็นนักเรียนเอกศาสตร์แห่งความตายและใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับโครงกระดูกและซากศพ แต่ไอ้หน้าโง่อย่างแกกลับพยายามแกล้งทำตัวเป็นศพมาหลอกข้า เหลือเชื่อจริง ๆ คอยดูแล้วกันว่า ลิซ่า อนาคตจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ จะทำอะไรร่างกายที่ยังมีจิตวิญญาณอยู่ได้รึเปล่า !?”

แม้ร่างกายภายนอกของหานซั่วจะเจ็บปวด แต่ในใจนั้นกลับเจ็บยิ่งกว่า เจ้าไบรอันหน้าโง่นั่นใช้เวลา 6 ปีในการเป็นทาสรับใช้ให้สาขาศาสตร์แห่งความตาย แต่กลับไม่เคยใช้สามัญสำนึกในเรื่องนี้เลย นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่หานซั่วคาดหวังสำหรับครั้งแรกของเขาในการรวบรวมความกล้าเพื่อทำเรื่องชั่วร้ายอะไรสักอย่าง

ศาสตร์แห่งความตายรึ? ศาสตร์อันน่ามหัศจรรย์นี้ทำเรื่องแบบนี้ได้ด้วยหรือไงกัน? มันต้องมีข้อดีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่ ถ้าจะเอาชีวิตให้รอดในโลกนี้ ดูเหมือนเรามีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ไม่อย่างงั้นเรื่องแย่ ๆ แบบวันนี้ต้องเกิดซ้ำรอยอีกแน่

เมื่อความเจ็บปวดทางร่างกายเพิ่มทวีคูณขึ้น หานซั่วคิดอย่างรวดเร็วขณะกำลังส่งเสียงร้องอย่างทรมาน เวทมนตร์ในเส้นทางด้านมืดของชูชางหลานล้วนรายล้อมไปด้วยคำว่า “ปีศาจ” แม้แต่ศาสตร์แห่งความตายเองก็ฟังดูไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ถ้าเขาฝึกมันพร้อมกันทั้งคู่ล่ะ? ศาสตร์ทั้งคู่นี้จะต่อต้านกันเอง… หรือเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นทั้งคู่กันนะ?