0 Views

 

“ข้าเพิ่งเริ่มเป็นนักเวทย์ได้ไม่นานเอง ยังมีคำถามอีกมากที่ข้าอยากจะถามท่านนะ!”

 

ตัวหานซั่วเองนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและยังมีจอมเวทย์ธาตุมืดอยู่เคียงข้าง คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไปนัเมื่อต้องต่อสู้แบบ 2 ต่อ 1 เช่นนั้นแล้ว หานซั่วจึงไม่ได้วิตกกังวลอะไรเลยแม้จะเห็นว่าจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายกำลังลอยใกล้เข้ามา

 

ร่างกายของจอมเวทย์ผู้เสพความตายนั้นดูราวกับไร้รูปร่าง ไม่ต่างอะไรกับภูติผีหรือวิญญาณที่ไม่อาจสามารถคาดเดาสิ่งใดได้เลย เขาล่องลอยเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวไปมา และเมื่อเขาอยู่ห่างจากหานซั่วและเอมิลี่ออกไปเพียงประมาณ 10 เมตร จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายก็โบกคทากระดูกในมือและเริ่มร่ายคาถา

 

ทันใดนั้นเอง อัศวินปีศาจที่ผิวหนังและเกราะอัศวินที่มันสวมใส่ล้วนเป็นสีดำสนิทด้วยร่างกายใหญ่โตที่สูงกว่า 3 เมตรก็ปรากฏตัวขึ้น มันขี่อยู่บนหลังของสัตว์ร้ายตนหนึ่งที่พ่นเสียงขู่คำรามตลอดเวลา ร่างกายของสัตว์ร้ายปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีน้ำตาลและดูแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าแรด อัศวินปีศาจชูกระบองหนามแหลมที่มีขนาดใหญ่กว่าร่างมนุษย์ขึ้นสูง และกำลังควบสัตว์ร้ายนั่นตรงเข้าจู่โจมหานซั่วและเอมิลี่

 

อัศวินปีศาจ  เป็นอสูรมิติมืดที่มีระดับสูงกว่านักรบแห่งความเกลียดชัง 1 ระดับ  และมีเพียงจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายเท่านั้นที่จะสามารถอัญเชิญมันได้  มันมาจากก้นบึ้งที่ดำมืดของมิติอื่น  เกราะสีดำของพวกมันถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างสมบูรณ์ในการป้องกันการโจมตีทางกายภาพ และเมื่อรวมกับพละกำลังของสัตว์ร้ายที่น่ากลัวที่มันขี่อยู่แล้ว  ถือได้ว่าเป็นฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุดของทุกผู้คนที่ได้พบเจอ

 

 

 

 

อัศวินปีศาจพุ่งเข้าจู่โจมหานซั่วและเอมิลี่ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้น มันยกกระบองขึ้นและหวดลงมาราวกับเสาโลหะ

 

เอมิลี่ถอยหนีในทันทีเมื่อเธอเห็นอัศวินปีศาจ ก่อนจะพึมพำร่ายเวทย์ธาตุมืดออกมา เวทย์เคียวยมทูตที่เธอเพิ่งเรียกมาก่อนหน้านี้ยังไม่หายไป  มันหมุนควงไปที่อัศวินปีศาจโดยการควบคุมของเอมิลี่

 

หลังจากที่อัญเชิญอัศวินปีศาจออกมา จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายก็ไม่ได้โจมตีอะไรเพิ่มเติมอีก  หากแต่หลบเลี่ยงออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว และอัญเชิญฝูงการ์กอยล์ออกมาเพื่อจู่โจมหานซั่ว พร้อมกับส่งเวทย์คมหอกกระดูกเข้าจู่โจมจากทุกทิศทาง

 

เมื่อเทียบกับการต่อสู้กับพวกนักเรียนในวิทยาลัยแล้ว  จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายนั้นมีประสบการณ์มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังเข้าใจจังหวะการต่อสู้อย่างถ่องแท้ เขาพุ่งเข้าหาตัวคนทั้งคู่อย่างเหนือความคาดหมายเพื่อที่จะอัญเชิญอัศวินปีศาจออกมา และใช้ประโยชน์จากระยะห่างสั้น ๆ นั้นพุ่งเข้าโจมตีโดยไม่เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ได้ป้องกันตัว

 

คมมีดพิชิตมารที่เคลื่อนไหวตามความคิดของหานซั่วก็บินฉวัดเฉวียนออกมาอีกครั้ง มันซึมซับเปลวไฟมนตราสีแดงจากเวทย์อัคคีเหมันต์เข้าไป  และพุ่งเข้าจู่โจมฝูงการ์กอยล์ที่กำลังตรงเข้ามา ในขณะที่หานซั่วเองก็ร่าย “เวทย์โล่กระดูก” ขึ้นมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากด้านหน้า และปัดป้องคมหอกกระดูกที่พุ่งมาจากทุกทิศทาง

 

หลังจากที่ป้องกันการโจมตีจากคมหอกกระดูกได้เพียง 2 ระลอก โล่กระดูกก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ  พลังจิตของหานซั่วโคจรอย่างรวดเร็วพร้อมกับอัญเชิญเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กออกมาในทันที และสั่งให้มันต่อสู้กับอัศวินปีศาจ

 

อัศวินปีศาจที่อยู่บนหลังของสัตว์ร้ายที่ร้องคำรามนั้นเป็นอสูรมิติมืดที่อยู่ในระดับสูงมาก  มันสามารถใช้กระบองโลหะในมือปัดป้องการโจมตีจากเวทย์เคียวยมทูตของเอมิลี่ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว กระบองหนามของมันค่อนข้างแข็งแรงทนทานเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลยเมื่อปะทะกับเคียวเวทมนตร์ของเอมิลี่

 

“อะไรกัน! เจ้ารู้วิธีอัญเชิญนักรบโครงกระดูกเท่านั้นเองรึ?”

 

จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายค่อนข้างงุนงงเมื่อเห็นว่าหานซั่วสามารถอัญเชิญนักรบโครงกระดูกที่ดูแปลกประหลาดได้เพียงตัวเดียวหลังจากร่ายเวทย์อย่างรวดเร็ว

 

รอยยิ้มไร้กังวลปรากฏอยู่บนริมฝีปากของหานซั่วในขณะที่เขาไม่ได้ตอบอะไรออกไป และยังคงส่งกระแสจิตสั่งการให้เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กจู่โจมอัศวินปีศาจ

 

กระดูกขาทั้ง 2 ข้างของมันดีดตัวขึ้น เดือยกระดูกทั้ง 7 ของมันสั่นรัวขณะที่มันบินร่อนออกไปในอากาศ มันกำกริชกระดูกไว้แน่นในมือขณะที่เริ่มจู่โจมครั้งแรก มันเคลื่อนตัวไปด้านหลังของอัศวินปีศาจด้วยความเร็วราวสายฟ้า

 

อัศวินปีศาจกำลังเผชิญหน้ากับเวทย์เคียวยมทูต ราวกับว่ามันจงใจจะเหยียดหยามเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก มันเพียงแค่ขยับไหล่เบา ๆ เพื่อหันเกราะสีดำของมันมาป้องกันด้านหลัง จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายเองก็มีรอยยิ้มเยาะเย้ยอยู่บนใบหน้าขณะที่เขาเฝ้ามองการโจมตีของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก และไม่มีความวิตกกังวลหรือเป็นห่วงอัศวินปีศาจที่เขาอัญเชิญมาเลยแม้แต่น้อย

 

เมื่อกริชกระดูกของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กกำลังจะแทงเข้าด้านหลังของอัศวินปีศาจ กริชกระดูกของมันก็พลันชะงักไปในชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางโจมตีและแทงลงไปยังต้นคอเปลือยเปล่าที่ไร้การป้องกันของอัศวินปีศาจ  อัศวินปีศาจที่กำลังเผชิญหน้ากับเวทย์เคียวยมทูตอยู่ก็ร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าสยดสยองในขณะที่กระบองเหล็กของมันกวัดแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่ง

 

แล้วเวทย์เคียวยมทูตของเอมิลี่ที่แฉลบผ่านกระบองเหล็กที่มันยกขึ้นมาป้องกันไว้ก็ฟันฉับลงไปที่สัตว์ร้ายที่โหดเหี้ยมและตัดคอของจนมันขาดกระเด็น เกิดเป็นแสงพุ่งสาดกระจายออกมาราวกับดาวหาง

 

ในขณะเดียวกันเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็บินลงมาบนร่างของอัศวินปีศาจ และดูเหมือนว่ามันจะสุ่มแทงไปยังทุกบริเวณของอัศวินปีศาจที่ไม่มีเกราะป้องกันด้วยความเร็วสูงในระดับที่สายตาคนธรรมดามองตามไม่ทัน

 

ทันทีที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กดึงกริชกระดูกของมันออกจากต้นคอของอัศวินปีศาจ มันกำกริชไว้แน่นและจ้วงแทงไปที่ร่างของอัศวินปีศาจอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วอัศวินปีศาจที่สวมเกราะมันวาวบนหลังสัตว์ร้ายก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ชุดเกราะสีดำจู่ ๆ ก็กลายเป็นหม่นหมอง อัศวินปีศาจที่แข็งแกร่งและมีร่างกายมันวาวกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีและจางหายไปในทันที  แม้แต่สัตว์ร้ายที่มันขี่อยู่ก็ร่วงหล่นและกระจัดกระจายกลายเป็นขี้เถ้า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงชีวิตของพวกมันที่ถูกกวาดล้างไปจนสิ้น

 

เอมิลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นอัศวินปีศาจหายวับไป จิตใจที่ตึงเครียดอย่างมากของเธอ ในที่สุดก็สงบลง และเคียวยมทูตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย  เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ มันควงกริชกระดูกไปมา พร้อมกับเรียกเดือยกระดูกที่อยู่บนพื้นให้บินกลับมาอยู่ที่หลังดังเดิม

 

สีหน้าที่เยาะเย้ยเหยียดหยามหายไปจากใบหน้าของจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เขามองไปที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก ๆ อย่างไม่เชื่อสายตา เขาร้องอย่างตกใจ

 

“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆ ต่อให้มีนักรบโครงกระดูกเป็น 100 ตนก็ไม่สามารถทำร้ายอัศวินปีศาจได้ นี่มันขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของทฤษฎีศาสตร์แห่งความตายมากเกินไปแล้ว!”

 

รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหานซั่ว เขาพูดอย่างเรียบง่าย

 

“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอก ถึงแม้ข้าจะไม่ได้มีความรู้เรื่องศาสตร์แห่งความตายมากเท่าเจ้า แต่ข้าก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่จะมีอะไรไร้เหตุผลมากเกินไปหรอกนะ”

 

หานซั่วออกคำสั่งอีกครั้ง แล้วขาเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็สั่นก่อนจะพุ่งตัวตรงไปที่จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายทันที

 

จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายตกใจสุดขีด แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็หัวเราะแปลก ๆ ออกมา

 

“ดี… ดีมาก… งั้นก็ให้ข้าดูหน่อยซิว่าเจ้ามีความลับอะไรซ่อนอยู่!”

 

จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายร่ายเวทย์ด้วยเสียงแผ่วเบาขณะที่เขาพุ่งตัวเข้ามาหาหานซั่ว  แม้เจ้าโครงกระดูกเองก็เกือบจะถึงตัวเขา แต่จู่ ๆ จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายก็ทะยานขึ้นไปในอากาศและขว้างคทากระดูกในมือมาที่หัวของหานซั่ว

 

พลังจิตที่ชั่วร้ายมหาศาลมหาศาลพรั่งพรูเข้าสู่ร่างของหานซั่วผ่านคทากระดูกราวกับแม่เหล็กที่พยายามจะทำลายความทรงจำของเขา จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายยิ้มอย่างภาคภูมิใจในพร้อมกับพูดอย่างไร้ความปราณีกับเอมิลี่ที่กำลังตื่นตระหนก

 

“อย่าคิดแม้แต่จะขยับ ข้าได้เชื่อมต่อกับวิญญาณของเขาแล้ว ถ้าจู่ ๆ ข้าตายขึ้นมา เขาก็จะสูญเสียวิญญาณและกลายเป็นคนเสียสติ”

 

เอมิลี่ตกตะลึงและไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวเมื่อเธอได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอมองไปที่หานซั่วอย่างร้อนรนใจ และพบว่าหานซั่วยืนแข็งทื่อ ไร้ซึ่งสติ ดวงตานั้นเลื่อนลอย ดูราวกับว่าเขากลายเป็นรูปปั้นหินไปแล้ว

 

แม้แต่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กที่ได้รับคำสั่งจากหานซั่วให้จู่โจมจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายก่อนหน้านี้ มันก็ยังยืนทื่ออยู่ตรงนั้นเพราะทำอะไรไม่ถูก พลางมองไปรอบๆ และกวัดแกว่งกริชกระดูก ไปมาราวกับกำลังรอคอยคำสั่งจากหานซั่ว

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่เป็นเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายที่เรียกว่า “เวทย์ทะลวงวิญญาณ” ที่ข้าเพิ่งจะบรรลุไม่นานมานี้ ข้าสามารถยึดครองจิตวิญญาณของคน ๆ หนึ่งผ่านเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย และจะสามารถล่วงรู้ความลับทั้งหมดของเขาหลังจากที่ข้ากัดกินจิตวิญญาณของเขาไปแล้ว ข้าจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเป้าหมายตลอดเวลา และถ้าข้าถูกฆ่าตาย เป้าหมายของข้าก็จะไม่รอดเช่นกัน ฮ่าฮ่าฮ่า!”

 

จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายเริ่มอธิบายให้เอมิลี่ฟังด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อเขาเห็นว่าพลังของเขาแทรกซึมเข้าไปสู่สมองของหานซั่วผ่านคทากระดูกเรียบร้อยแล้ว

 

เอมิลี่หวาดกลัวอย่างที่สุด ขณะที่เธอมองไปยังหานซั่วและไม่รู้ว่าจะต่อสู้กับจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายผู้นี้ต่อไปดีหรือไม่

 

ในฐานะจอมเวทย์ เอมิลี่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังจิตมหาศาลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของหานซั่วผ่านคทากระดูกบนหัว และเธอก็ไม่กล้าที่จะไม่เชื่อคำพูดของเขา

 

ในขณะที่เอมิลี่กำลังร้อนรนและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ขากรรไกรของหานซั่วก็อ้าออกกว้างพร้อมกับร้องตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด เปลวไฟมนตราสีแดงและสีม่วงแทรกซึมออกมาจากแขนของเขาจนกระทั่งปกคลุมไปทั่วทั้งร่างด้วยเปลวไฟสีม่วงและสีแดง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวในขณะที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยออร่าอันน่าสะพรึงกลัว

 

ในขณะเดียวกัน จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายผู้หยิ่งยโสก็หน้าถอดสีและตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด

 

“ไม่นะ! อย่า!!”

 

 

 

********************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย