0 Views

 

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน  ลูกชายทั้งสองคนของบ็อบ อัชเชอร์  คนหนึ่งได้หายตัวไปอย่างลึกลับ และอีกคนถูกฆ่าตายบนถนน นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจจนเกินรับได้สำหรับเขา โดยเฉพาะคลาร์กซึ่งเป็นลูกชายที่เขาให้ความสำคัญมากและฝากความหวังไว้ที่เขามากที่สุด การที่เขาถูกใครบางคนสังหารในนครวาเลนแห่งนี้ จึงทำให้เขาแทบเสียสติไปอย่างสิ้นเชิง

 

ในค่ำคืนนั้น นครวาเลนเต็มไปด้วยความโกลาหล กองกำลังกริฟฟอนทั้งหมดถูกเรียกตัวออกมาเพื่อกระจายกำลังแบบปูพรมเพื่อค้นหาผู้ต้องสงสัย เนื่องจากความเดือดดาลที่ระเบิดออกมาของหัวหน้ากองกำลัง ทหารทุกคนจึงมีอารมณ์กราดเกรี้ยวไม่แพ้กัน ทั้งคนแปลกหน้าหรือแม้แต่พวกพ่อค้าจะถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมหากส่อแววพิรุธหรือไม่ให้ความร่วมมือ

 

เสียงเกือกม้าโลหะควบดังกระทบพื้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พลเมืองที่กำลังนอนหลับสนิทในยามดึก ต่างถูกปลุกขึ้นมาอย่างหยาบคาย แม้แต่สัญลักษณ์ของกองกำลังกริฟฟอน ซึ่งก็คือฝูงของกริฟฟอนตัวเป็น ๆ ก็ทะยานผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนแห่งนครวาเลนเพื่อออกลาดตระเวน ราวกับว่าพวกเขาทุกคนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว ทุกคนจึงคิดไปว่าจักรวรรดิคาซีบุกเข้ามาในตอนกลางคืน

 

กริฟฟอนที่ลาดตระเวนอยู่บนท้องฟ้านั้นบินอยู่สูงขึ้นไปจนดูราวกับเป็นเพียงจุดสีดำพร้อมเสียงร้องประหลาดที่ดังบาดหู  พวกมันบินจากฝั่งตะวันตกของเมืองไปทางทิศใต้  จากนั้นก็บินจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ พวกมันจะบินลงมาเพื่อค้นหาไปกับเหล่าทหารเมื่อใดก็ตามที่เห็นอะไรบางอย่างที่มีพิรุธ

 

 

 

 

“นี่เองสินะ พวกกริฟฟอน ตัวใหญ่ชะมัดเลยแฮะ”

 

หานซั่วหลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ใกล้กับสำนักค้าทาสของบ็อบ อัชเชอร์ และพึมพำกับตัวเองในขณะที่เขากำลังเฝ้าสังเกตการณ์ฝูงกริฟฟอน

 

“ใช่แล้วล่ะ พวกกริฟฟอนเป็นสัตว์บินได้สายพันธ์ที่ดุร้ายมาก  กริฟฟอนเพียงตัวเดียวก็สามารถฉีกทึ้งร่างของสัตว์วิเศษตัวอื่นได้สบาย ๆ องค์จักรพรรดิทรงให้ค่ากับตาแก่บ๊อบมากและไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไรแม้จะรู้ว่าเขาต้องการจะกบฏ  หลัก ๆ แล้วก็เป็นเพราะกองกำลังกริฟฟอนพวกนี้ล่ะ”

 

เอมิลี่หนาวสั่นเล็กน้อยขณะที่เธอพูด

 

น้ำที่เจิ่งนองอยู่บนถนนได้แข็งตัวจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาในค่ำคืนฤดูหนาวที่โหดร้ายนี้ แม้แต่น้ำที่ไหลลงมาจากหลังคายังแข็งตัวจนเป็นแท่งย้อยลงมาส่องประกายระยิบระยับ พร้อมกับลมหนาวพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ในฐานะนักเวทย์ผู้บอบบาง จึงไม่แปลกที่เอมิลี่จะรู้สึกหนาว

 

หานซั่วสูดหายใจเข้าครั้งหนึ่ง มือข้างขวาของเขาจับมือเล็ก ๆ ที่นุ่มลื่นของเอมิลี่ไว้ ขณะที่เขาโคจรแก่นมนตรา  แล้วมือขวาของหานซั่วก็เปรียบเสมือนเตาหลอมขนาดเล็กที่ให้ความอบอุ่นแก่เอมิลี่

 

“เจ้าเป็นนักเวทย์ผู้ใช้ความตาย แถมยังมีศาสตร์การต่อสู้ที่ไม่ธรรมดาอีก แต่ทำไมเจ้าถึงใช้เวทย์ธาตุไฟอย่างคล่องแคล่วแบบนี้ อย่างกับว่าเจ้าสามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ตามต้องการอย่างนั้นแหละ เจ้าทำได้ยังไงกันน่ะ?”

 

ดวงตางดงามมีเสน่ห์ของเอมิลี่เป็นประกายขณะจ้องมองหานซั่วขณะบ่นอย่างไม่พอใจเล็กน้อย

 

“นี่ก็แค่ส่วนหนึ่งของวิชาที่ข้าฝึกฝนอยู่ไง เจ้าไม่ต้องแปลกใจขนาดนั้นหรอกน่า”

 

หานซั่วยักไหล่และตอบเอมิลี่ไปตรง ๆ

 

เพราะรู้ดีว่าหานซั่วคงไม่ยอมอธิบายอะไรเพิ่มอีก เอมิลี่จึงไม่ได้ถามต่อ แต่ก็พูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม

 

“ก็ได้ ๆ ข้าจะต้องค้นพบความลับของเจ้าทั้งหมดเข้าสักวันนั่นแหละ อืม… ความลึกลับของเจ้าก็เหมือนยาพิษสำหรับข้า ยิ่งข้าอยากรู้เกี่ยวกับเจ้ามากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งค้นพบความลึกลับในตัวเจ้ามากขึ้นเท่านั้น”

 

“เฮ้… อย่ามัวมาหลงใหลคลั่งไคล้อะไรกันตอนนี้เลยน่า รีบไปเถอะ รีบไปเถอะ”

 

หานซั่วยืดแขนออกพร้อมกับยิ้มกว้าง ก่อนจะตบก้นกลมกลึงของเธอเพื่อเร่งให้เธอไป

 

ครั้งนี้ทั้ง 2 คนไม่ได้พาเชสเตอร์มาด้วย เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้สำนักค้าทาสที่ลิซ่าถูกพามาประมูลเมื่อครั้งก่อน หานซั่วก็ร่ายเวทย์หมอกทมิฬและห่อหุ้มรอบอาคารนั้นไว้  ทำให้ทั้งบริเวณล้วนถูกปกคลุมด้วยความมืด

 

“ฮะ ๆ ๆ เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายของเจ้าไม่เลวเลยนี่นา”

 

เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ และใช้เวทย์เหินหาว ร่างของเธอค่อย ๆ ลอยขึ้นไปในอากาศไปยังด้านบนสุดของกำแพงที่สูงราว 5 เมตร และพูดกับหานซั่ว

 

“ข้าจะผูกเชือกไว้ด้านใน เจ้าค่อยปีนเชือกขึ้นมาก็แล้วกันนะ”

 

“ทำไมจะต้องยุ่งยากแบบนั้นด้วยล่ะ!”

 

หานซั่วยิ้มและกระโดดขึ้นไปในอากาศทันที ความเร็วของเขามากกว่าเวทย์เหินหาวของเอมิลี่ และเขาก็ขึ้นไปอยู่ข้าง ๆ เธอในเวลาเพียงชั่วพริบตา

 

เอมิลี่ตัวแข็งทื่อไปทันทีขณะที่เธอมองหานซั่วราวกับว่าเธอเห็นผีตอนกลางวันแสก ๆ แสงแปลก ประหลาดฉายวาบอยู่ในดวงตาที่สวยงามของเธอขณะที่เธอพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของหานซั่ว และใช้กำลังทั้งหมดที่มีรัวกำปั้นใส่หน้าอกของเขา พร้อมตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ก็มีความสุข

 

“ร้ายกาจจริง ๆ! นี่เจ้าฝึกถึงระดับจอมเวทย์มาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังมาโกหกข้าอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย คนบ้า! บ้า!”

 

หานซั่วได้ยินเสียงบางอย่างจากระยะไกลและไม่กล้ายืนอยู่บนที่สูงอีกต่อไปเพราะเกรงว่าจะเป็นที่สังเกต เขาคว้าตัวเอมิลี่ไว้แล้วก็กระโจนลงมาด้านล่าง ซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของสำนักค้าทาส เขาจับมือเล็ก ๆ ของเอมิลี่ไว้ พร้อมกับอธิบายด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ

 

“ข้าไม่ได้โกหกเจ้าจริง ๆ  ถึงจะคล้ายกับเวทย์เหินหาว แต่มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิชาที่ข้ากำลังฝึกฝนอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์เลย คิดดูดี ๆ สิ เมื่อกี้เจ้าสัมผัสถึงพลังเวทมนตร์จากตัวข้าได้บ้างรึเปล่า?”

 

เอมิลี่สะดุ้งเฮือกหลังจากฟังคำตอบของหานซั่ว คิ้วโก่งยาวของเธอเลิกขึ้นด้วยความสงสัย เธอจ้องมองหานซั่วด้วยอาการตกใจราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาพูด

 

“นี่เจ้าฝึกวิชาการต่อสู้อะไรอยู่กันแน่เนี่ย? เท่าที่ข้ารู้ แม้แต่นักดาบหรืออัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดยังสามารถใช้ออร่าต่อสู้ในการบินได้แค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือแทบจะเรียกว่าบินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เจ้าทำได้ยังไงน่ะ?”

 

“ก็เคยบอกเจ้าไปแล้วไง ว่าวิชาที่ข้าฝึกอยู่มันออกจะเหลือเชื่อไปสักหน่อย และข้าก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังได้ด้วย”

 

เพราะหานซั่วไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับเวทย์ปีศาจได้จริง ๆ เขาจึงไม่สามารถบอกอะไรเอมิลี่ได้มากไปกว่านี้

 

“รู้แล้ว รู้แล้ว ข้ารู้ว่าถามไปคงจะไม่ได้คำตอบอะไรจากเจ้าอยู่แล้วล่ะ รีบไปกันเถอะ ช่วงที่ทั่วทั้งนครวาเลนกำลังวุ่นวายกันอยู่แบบนี้ เราน่าจะหาอะไรที่มีประโยชน์จากสำนักค้าทาสแห่งนี้ได้บ้าง”

 

เอมิลี่กลอกตาใส่หานซั่วและลากเขาเข้าไปในสำนักค้าทาสซึ่งตอนนี้เธอเริ่มคุ้นทางแล้ว

 

เอมิลี่คงจะตรวจสอบสำนักค้าทาสแห่งนี้อย่างละเอียดมาก่อน เธอถึงได้คุ้นเคยกับเส้นทางในอาคารเป็นอย่างดี เธอลอยไปกลางอากาศตลอดทางโดยไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ในขณะที่เวทมนตร์ธาตุมืดเบาบางห่อหุ้มรอบตัวเธอ และช่วยอำพรางการเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

หานซั่วเองก็คุ้นชินกับภารกิจอำพรางตัวเช่นนี้อยู่แล้ว เขาไม่เพียงแต่จะไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย แต่ยังสามารถใช้ประสาทสัมผัสอันยอดเยี่ยมของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อชี้นำทางให้เอมิลี่ ช่วยให้ทั้งคู่สามารถหลบเลี่ยงยามลาดตระเวนจำนวนมากไปได้ตลอดทาง

 

ทั้งสองคนผ่านอาคารประมูล 2 อาคารหลังจากใช้เวลาเพียงสั้น ๆ และกำลังมุ่งหน้าไปยังอาคาร 3 หลังที่อยู่ด้านหลัง

 

“สำนักค้าทาสแห่งนี้มักมีส่วนหนึ่งกองกำลังกริฟฟอนมาประจำการอยู่ที่นี่ ถ้าพวกเราถูกพบเข้าคงหลบหนีออกไปได้ยากแน่ ๆ แต่ไม่ว่ายังไง ทหารของที่นี่น่าจะถูกเรียกออกไปเพราะเรื่องการตายของคลาร์ก ป่านนี้คงกำลังพลิกทั้งเมืองเพื่อค้นหาคนร้าย เวลาแบบนี้ที่เหมาะสำหรับเราที่สุดแล้วล่ะ”

 

เอมิลี่อธิบายกับหานซั่วขณะที่พวกเขากำลังเดิน

 

หานซั่วเริ่มมีสีหน้าจริงจังเมื่อพวกเขาคุยกันเรื่องภารกิจ เขาตั้งใจฟังเอมิลี่เงียบ ๆ พลางสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบไปด้วย แล้วจู่ ๆ ก็มีกลิ่นแปลกประหลาดก็โชยมาเข้าจมูกของเขา กลิ่นนั้นมีกลิ่นคาวของเลือดปะปนมาด้วย หานซั่วรู้สึกว่ากลิ่นนั้นค่อนข้างรุนแรงขณะที่เขาค่อย ๆ สูดดมมันเข้าไปช้า ๆ

 

เขาย่นจมูก ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้าตัวเอมิลี่ไว้และพูดกับเธอด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“แถวนี้มีกลิ่นคาวเลือด ต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ ๆ”

 

“ข้าไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย”

 

เอมิลี่สูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดด้วยความประหลาดใจ แต่แล้วเธอก็หยุดคิดไปชั่วขณะก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงประสาทสัมผัสอันน่ามหัศจรรย์ของหานซั่ว

 

“เจ้าหาที่มาของกลิ่นเลือดนั่นได้รึเปล่า?”

 

หานซั่วพยักหน้าแล้วพูดเบา ๆ

 

“ตามข้ามา”

 

เขาคว้ามือเล็ก ๆ ของเอมิลี่เอาไว้และพาเธอตามหาที่มาของกลิ่นคาวเลือดนั่นไปพร้อมกัน เขาผ่านอาคาร 2 หลังจนกระทั่งมาถึงบริเวณริมสระน้ำ ในขณะที่ภูเขาจำลองอยู่ที่ใกล้ ๆ มีถ้ำลึกที่ลึกลงไปดูน่าขนลุกอยู่หลายถ้ำ หานซั่วพยายามเงี่ยหูฟังในขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปในถ้ำ ๆ หนึ่งกับเอมิลี่

 

เสียงเอี๊ยดดังขึ้นอย่างฉับพลันขณะที่กำแพงหินเปิดแยกออกจากกัน ทหารยามคนหนึ่งพุ่งออกมาด้วยสีหน้าหวาดผวาในสภาพที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ตอนนั้นเองที่เวทย์หอกกระดูกปรากฏขึ้นมาหลังจากที่เขาวิ่งออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว และพุ่งเข้าเสียบทะลุทหารยามคนนั้นจากด้านหลัง ก่อนที่นักรบผีดิบจำนวนสองตนจะเดินออกมาและลากร่างนั้นเข้าไปด้านใน

 

หานซั่วและเอมิลี่เห็นเต็ม 2 ตาในเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นต่อหน้า หานซั่วถอยหลังออกมาและพูดกับเอมิลี่

 

“บางที จอมเวทย์ผู้ใช้ความตายที่ข้าเห็นก่อนหน้านี้อาจจะอยู่ข้างในถ้ำนั่นก็ได้”

 

“มีความเป็นไปได้สูงมากเลย แต่เจ้าของสำนักค้าทาสคือบ็อบ อัชเชอร์ แล้วจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายก็เป็นคนที่ฆ่าคลาร์ก แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”

 

เอมิลี่ยังคงงงงวยขณะที่พูดกับหานซั่ว

 

“ที่ ๆ อันตรายที่สุดก็คือที่ ๆ ปลอดภัยที่สุด ตอนนี้มีศัตรูอยู่ทั่วไปหมด สำนักค้าทาสนี้เป็นที่ทำธุรกิจของบ็อบ อัชเชอร์ก็จริง แถมยังมีจำนวนทหารมากที่สุด ใครจะไปคิดว่าจะมีจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายปรากฏตัวอยู่ที่นี่ล่ะ และทหารยามที่ถูกฆ่านั่นก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าจอมเวทย์นั่นไม่ได้มาที่นี่ในฐานะแขก เขาคงต้องการซ่อนตัวที่นี่น่ะ”

 

หานซั่วครุ่นคิดและพูดออกมาช้า ๆ

 

“อืมม…ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตผล เราไปดูกันมั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น?”

 

เอมิลี่เห็นด้วยกับความคิดของหานซั่ว และถามความเห็น

 

“เอาสิ ข้าเองก็อยากรู้เกี่ยวกับเจ้าจอมเวทย์ผู้ใช้ความตายคนนี้เหมือนกัน ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเขา ลำพังข้าเพียงคนเดียวข้าคงทำได้แต่หนีเอาตัวรอดเท่านั้น แต่เมื่อมีเจ้าอยู่ข้าง ๆ ข้าด้วย พวกเราก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วล่ะ”

 

หานซั่วพูดและนิ่งไปชั่วครู่ เขาเพ่งสมาธิไปยังสิ่งทีเกิดขึ้นด้านใน และพูดอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง

 

“เอาล่ะ เสียงฝีเท้าของนักรบผีดิบห่างออกไปแล้ว เราเข้าไปดูข้างในได้แล้วล่ะ”

 

 

*****************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย