0 Views

หานซั่วเข้าใจว่าเอริคจะต้องเร่งความเร็วพุ่งเข้ามาเพื่อฆ่าเขาแน่ เหมือนที่เอริคฆ่าดีแลน เพราะหานซั่วสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่ค่อย ๆ แผ่รังสีใกล้เข้ามาจากข้างหลัง

ครั้งนี้ หานซั่วตั้งสมาธิอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต อาจเป็นเพราะเขาคอยฝึกฝนมาโดยตลอด และหานซั่วในตอนนี้นั้น ไม่เพียงแต่มีร่างกายที่ปราดเปรียวว่องไว แต่ทว่ากำยำบึกบึนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในสถานการณ์แบบนี้ หากยังเป็นตัวตนเดิมของเขา คงมีเพียงความหวาดกลัวที่หลงเหลือในใจเท่านั้น

แก่นมนตราในร่างกายหานซั่วกำลังหมุนวนเร็วกว่าปกติ ขณะที่เขากำลังวิ่งก็รู้สึกได้ว่ามีพลังงานอย่างล้นเหลือ เสริมด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เขาคุ้นชินกับภูมิประเทศแถบนี้เป็นอย่างดี จึงทำให้ทิ้งช่วงห่างระหว่างตัวเขาเองและเอริคได้มากขึ้น เมื่อหานซั่วพุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปซ้ายทีขวาทีขณะวิ่ง

“เอ๋!”

เอริคประหลาดใจ เพราะเขาไม่คิดว่าอย่างหานซั่วจะวิ่งได้เร็วขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องวิ่งเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังคอยเปลี่ยนทิศทางได้สม่ำเสมอโดยปราศจากคำเตือน สีหน้าของเอริคดูดุดันขึ้นเมื่อหานซั่วกำลังจะลับไปจากสายตา ดาบยาวในมือเขาเริ่มส่องประกายแสงสีเขียวเข้ม และก้อนหินจำนวนหนึ่งบริเวณนั้นก็พลันลอยขึ้นในอากาศ

เมื่อหานซั่ววิ่งหนีไกลออกไป เขารู้ตัวว่ากำลังวิ่งเต็มฝีเท้าได้อย่างลื่นไหล และเป็นรูปแบบการวิ่งที่ดี ขณะที่รู้สึกว่าออร่าของเอริคห่างออกไปทุกที ความปิติยินดีที่ได้เอาชีวิตรอดจากหายนะได้ก็ผุดขึ้นในหัวใจ

ในตอนนั้นเอง เกิดเสียงระเบิด 2 ครั้งดังขึ้นในอากาศ หานซั่วรู้เพียงว่าขาทั้งสองข้างถูกโจมตีอย่างหนักหลายครั้ง เขาร่วงลงไปทันทีขณะที่กำลังวิ่ง ใบหน้าแนบดิน และร่างทั้งร่างกองแผ่บนพื้น

“โทษทีนะ เจ้าหนุ่ม”

เอริคขอโทษเบา ๆ ขณะหวดดาบยาวในมือ เกิดเป็นมวลแสงสีเขียวเข้มลอยพุ่งมาที่หานซั่วอย่างรวดเร็ว

ในหัวของเขาโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หานซั่วสัมผัสได้ว่าแก่นมนตราในร่างกายกำลังปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง ขาที่บาดเจ็บเมื่อครู่ ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดมากเท่าไหร่แล้ว เมื่อเผชิญการฟันถึงตายนั่นไปแล้ว หานซั่วรีบใช้มือและเท้ายันตัวเองขึ้นจากพื้นและกลิ้งตัวไปทางซ้าย

ตูมมม!

มวลแสงสีเขียวเข้มจากดาบยาวของเอริคพุ่งลงตรงที่หานซั่วเคยนอนกองอยู่กับพื้นเมื่อครู่ทันที เกิดเป็นรอยกากบาทหลายรอยบนพื้นราวกับตารางหมากรุก แต่ละรอยแตกลึกหลายเมตร หากหานซั่วยังอยู่ตรงนั้นล่ะก็ ร่างของเขาต้องถูกฟันขาดเป็นชิ้น ๆ แน่

“ข้าไม่เห็นอะไรจริง ๆ นะ อย่าฆ่าข้าเลย!”

หานซั่วหลบจากการฟันนั่นได้ เขามองไปที่สภาพพื้นดินเมื่อครู่และตื่นกลัวอย่างไร้สติ เขาพูดอย่างขมขื่นขณะรีบตะเกียกตะกายยันตัวเองขึ้นมา เตรียมพร้อมวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้ง

“เจ้าหนุ่ม ว่องไวดีทีเดียวนะสำหรับคนตัวผอมแห้งอย่างเจ้า แต่เพราะวันนี้เจ้าดันมาเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น ข้าขอโทษด้วย แต่ข้าต้องฆ่าเจ้า!”

เอริคยักไหล่ และยิ้มอย่างเสียไม่ได้

ก้อนหินจำนวนหนึ่ง ขนาดเท่าหัวคน ลอยขึ้นเมื่อเขาตวัดดาบ และพุ่งเข้าใส่หานซั่วทันที หานซั่วตะลึงอยู่เพียงชั่วครู่ และรีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ขณะที่หานซั่วกำลังหลบก้อนหินอยู่นั้น เอริคก็มาปรากฏกายด้านหลังของเขาอย่างไร้สุ้มเสียง มวลแสงสีเขียวเข้มพุ่งเสียบร่างหานซั่วทันทีที่เอริคตวัดดาบ

ชั่วขณะนั้นเอง หานซั่วลอยกระเด็นไปไกลและร่วงลงหน้ากระแทกพื้นอีกครั้ง แขนขากางไปคนละทิศละทาง ความเจ็บปวดบริเวณสันหลังบาดลึกถึงกระดูก แก่นมนตราในร่างกายรีบไหลบ่าไปรวมกันที่หลังของเขาเพื่อห่อหุ้มออร่าสีเขียวเข้มที่พุ่งเข้ามาในร่างไว้อย่างแน่นหนา

“อุ่ก… ทำไมถึงรู้สึกว่าข้าสูญเสียออร่าต่อสู้ไปส่วนหนึ่งได้ล่ะนี่? แปลกจริง ข้าหักโหมเกินไปหรือไงนะ? หืมม… ใช่ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ๆ เจ้าเด็กนี่วิ่งเร็วมาก ดีแล้วที่ในที่สุดก็จัดการมันได้!”

หานซั่วพร้อมจะวิ่งอีกครั้งแล้วเมื่อเขาได้ยินเอริคบ่นพึมพำกับตัวเอง สภาพร่างกายของหานซั่วตอนนี้เป็นเหมือนตอนที่โดนออร่าต่อสู้ของคล็อดโจมตีร่างกายเมื่อคราวก่อน แต่สิ่งที่ต่างเพียงอย่างเดียว คือออร่าสีเขียวเข้มมีพลังรุนแรงกว่ามาก แก่นมนตราไม่สามารถห่อหุ้มมันได้ทั้งหมด ดังนั้น หลังของหานซั่วจึงเลือดออกเพราะเหวอะเป็นแผลน่าสยดสยอง

หานซั่วกลั้นหายใจเมื่อความคิดหนึ่งหยุดเขาไว้ เขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ครั้งนี้ โครงกระดูกตัวเล็กเหมือนจะรับรู้ว่าหานซั่วกำลังตกอยู่ในอันตราย มันจึงกำลังรีบรุดมาปกป้องนายของมัน อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดที่เขาได้รับเกินธรรมดายิ่งนัก พลังจิตของหานซั่วจึงเด่นชัดขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ก่อนที่จะสายเกินไป เขาจึงรีบสั่งให้เจ้าโครงกระดูกอยู่ที่เดิม

ที่ทิ้งขยะที่โครงกระดูกตัวเล็กอยู่นั้นห่างไกลจากตำแหน่งของดุ๊คพอสมควร และถ้ามันปีนขึ้นมาและรีบตรงมาที่นี่ ดุ๊กจะต้องพบเข้าแน่ แม้จะไม่รู้ว่าดุ๊คอยู่ในระดับไหน แต่หานซั่วก็บอกได้จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ว่าเขาต้องแข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน เขาไม่อยากให้เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กต้องมาตายที่นี่

เอริคหอบหายใจอยู่ไม่กี่ครั้ง และบ่นกับตัวเองเล็กน้อยก่อนจะดึงคอเสื้อหานซั่วขึ้นและลากไปทิ้งในหลุมฝังศพที่พังทลายซึ่งอยู่ใกล้เคียง เขาไม่สนใจจะตรวจร่างของหานซั่วเลยเมื่อโยนร่างของหานซั่วลงไปในหลุมศพอย่างมั่นใจว่าหานซั่วตายไปเรียบร้อยแล้ว

ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้อยู่ เพราะในเมื่อหานซั่วเป็นเพียงเด็กรับใช้ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งต้องตายแน่ ๆ หากโดนการโจมตีจากอัศวินระดับสูงเข้าไป แล้วจะมีข้อยกเว้นอะไรได้อีกล่ะ?

เอริคไม่รอช้า หลังจากโยนหานซั่วลงไปในหลุมศพแล้ว เขาก็รีบกลับไปตามเส้นทางเดิมทันที และบริเวณนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีกหลังจากผ่านไปสักพัก

หลังของหานซั่วเจ็บจนเกินบรรยาย เขาจึงได้แต่ง่วนอยู่กับการก่นด่าสาปแช่งบรรพบุรุษของเอริคและดุ๊คอยู่ในใจ เขายังไม่กล้าปีนกลับขึ้นไปจากหลุมศพจนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เมื่อเขากัดฟันทนความเจ็บปวดนั้นไว้ และค่อย ๆ คลานออกมาจากหลุมศพอย่างยากลำบาก

เขาใช้ความพยายามเล็กน้อยในการเอื้อมมือไปแตะที่หลังเหนียวเหนอะของตัวเอง และเมื่อเห็นเลือดบนมือ เขาก็จดจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้เงียบ ๆ หากมีโอกาสในอนาคตล่ะก็ เขาจะใช้คืนให้สาสมทั้งต้นทั้งดอกเลยทีเดียว ขณะที่เดินตรงไปยังที่โล่งก่อนหน้านี้อย่างระมัดระวัง สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดไปตลอดทาง พร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนที่อย่างระมัดระวังด้วยความกลัวจับใจว่าสองคนนั่นอาจยังอยู่แถวนั้น

เมื่อมาถึง หานซั่วก็พบว่าศพของดีแลนหายไปแล้ว ดูเหมือนพวกนั้นจะสุ่มโยนศพลงไปตามหลุมศพที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง หานซั่วสั่งให้โครงกระดูกตัวเล็กรีบออกมาจากที่ซ่อนและกลับไป พลางสาปแช่งเสียงดัง เอาแต่คิดว่าตัวเองจะโชคร้ายบัดซบอะไรขนาดนี้ สงสัยเขาต้องหลีกเลี่ยงการฝึกเวทมนตร์ที่นี่ไปอีกสักพัก

ทันใดนั้นเอง เขาก็หยุดเมื่อมายืนอยู่ถึงจุดหนึ่ง และเหลือบไปเห็นพื้นดินที่อยู่ใต้เท้า หานซั่วจำได้ว่าดีแลนล้มลงตรงนี้ระหว่างที่กำลังหนีเอาชีวิตรอด และฝังถุงสีเทาเอาไว้ ดุ๊กและเอริคดูเหมือนจะถกเถียงกันเรื่องการค้นศพของดีแลนเพื่อหาอะไรบางอย่าง จะเป็นถุงที่ดีแลนเพิ่งฝังไปใบนี้หรือเปล่านะ?

เขาขบฟันแน่นด้วยความเจ็บปวดขณะก้มตัวลงไป เกลี่ยดินนิ่มละเอียดที่อยู่บนพื้น และหยิบถุงสีเทานั่นออกมา เมื่อถืออยู่ในมือแล้วมันหนักทีเดียว และเกิดเสียงดังกริ๊งๆเมื่อเขย่า วัสดุและรูปทรงของถุงนี่ดีกว่าถุงที่หานซั่วใช้อยู่มาก เขาดึงเชือกผูกปากถุงออกและล้วงมือเข้าไปข้างใน ก่อนจะกำเอาเหรียญสีเงินหลายเหรียญออกมา

“รวยแล้ว ข้ารวยแล้ว!”

หานซั่วรู้ว่าเหรียญสีเงินนั้นคือเงินตราของโลกนี้ ตลอดหลายปีแห่งการเป็นทาสของไบรอัน เขาไม่เคยได้แตะเหรียญเงินสักเหรียญเดียว เมื่อมองดูกองเหรียญที่อยู่บนมือ หานซั่วก็อดหัวเราะไม่ได้ แม้แต่ความเจ็บปวดที่หลังก็ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงเหมือนก่อนหน้านี้

ฟุ่บ!

เมื่อเขาทิ้งสิ่งที่อยู่ข้างในถุงทั้งหมดลงบนพื้น ปรากฏเป็นกล่องหยกสีเขียวเข้มกล่องหนึ่ง มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ หนัก และให้ความรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัส มีรอยประทับที่ดูเหมือนจะเป็นรูกุญแจ และมีกุญแจสีเขียวตกอยู่ข้างกล่องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ความสนใจหลักของหานซั่ว ตาของเขาติดหนึบอยู่กับกองเหรียญเบื้องหน้า ขณะที่ยิ้มและพูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่หยุดปากว่า

“รวยแล้ว รวยแน่แล้ว!”

3 เหรียญทอง 12 เหรียญเงิน และ 56 เหรียญทองแดง คือเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในถุง เหรียญทองหนึ่งเหรียญ สามารถแลกเป็นเหรียญเงินได้ 100 เหรียญ ส่วนเหรียญเงินหนึ่งเหรียญ เท่ากับ 100 เหรียญทองแดง แม้แต่ปันส่วนอาหารของหานซั่วที่เพิ่มมากขึ้น 1 วัน สำหรับขนมปัง นม และไข่ดาว ยังมีค่าไม่ถึง 10 เหรียญเงินเลย ถ้านำเงินนี่ไปแลกเป็นอาหารล่ะก็ สามารถเป็นค่าปันส่วนให้เขาได้ถึง 2 ปีเลยทีเดียว

ไบรอันถูกขายมาเป็นทาสของวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนด้วยเงิน 5 เหรียญทอง เท่ากับว่าเงินที่เขามีตอนนี้เทียบค่าได้กับครึ่งชีวิตของตัวเขาเอง

หลังจากปลาบปลื้มอยู่พักหนึ่ง เขาเก็บเงินกลับเข้าถุงพร้อมกับยิ้มกว้าง สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นกล่องหยกสีเขียวเข้มและกุญแจสีเขียว เขานิ่วหน้าเมื่อพยายามนึกเสื้อผ้าของดุ๊คกับเอริคให้ออก ชัดเจนว่าสองคนนั้นเป็นพวกชนชั้นสูง โดยเฉพาะชุดคลุมและคทาของดุ๊คซึ่งประเมินค่าไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด

แม้เหรียญพวกนี้จะเป็นโชคครั้งใหญ่ของหานซั่ว แต่คงไร้ค่าสำหรับดุ๊ค เพราะพวกนั้นต้องไม่ไล่ล่าดีแลน หรือฆ่าหานซั่วเพื่อเงินจำนวนแค่นี้แน่

พวกนั้นตามหาของข้างในกล่องหยกนี่สินะ?

ตาของหานซั่วจับจ้องไปที่กล่องหยกสีเขียวเข้ม เขานั่งนิ่งอยู่บนพื้นขณะที่ปล่อยความคิดแล่นไปเรื่อย ๆ ภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง กล่องหยกสะท้อนแสงเป็นประกายสีเขียวจาง ๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็นเลยหากไม่เพ่งพินิจให้ดีพอ ประกายแสงสีเขียวนั้นเบาบางอย่างที่สุด เป็นความสวยงามที่แสนพิศวง

ขณะที่หานซั่วจ้องมองกล่องหยกนั่นอยู่เงียบ ๆ เขาสามารถรวบรวมพลังจิตได้แจ่มชัดอย่างประหลาด ทันใดนั้นเอง เขารู้สึกถึงสัมผัสอันเย็นยะเยือกและเป็นลางร้ายแผ่ออกมาจากภายใน และหลั่งไหลเข้าสู่พลังจิตของหานซั่วจนแทบฝังลึกในกระดูก ร่างของหานซั่วสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาปิดตาแน่น

กล่องนี่พิลึกชะมัด!

เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ทำตัวเองให้สงบ และมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง เขารีบใส่กล่องหยกและกุญแจซ่อนไว้ในถุงสีเทา และเดินโซเซกลับไปยังโรงเก็บของ

เมื่อมาถึง หานซั่วก็ไม่ได้ตรวจสอบกล่องหยกเพิ่มอีก และเลิกใส่ใจกับเงินชั่วคราว เขาซ่อนถุงสีเทาไว้ใต้เตียงอย่างกลัว ๆ สั่งให้โครงกระดูกช่วยทำความสะอาดหลังให้ ก่อนจะผล็อยหลับไปทันที