0 Views

 

ฤดูหนาวมาถึงพร้อมกับเสียงโหยหวนของลมหนาวที่พัดโหมอย่างดุเดือด ในขณะที่เกล็ดหิมะขนาดใหญ่ล่องลอยอยู่ในอากาศกำลังกระหน่ำตกลงมา สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่อยู่ในป่าทมิฬล้วนสั่นสะท้านไปด้วยความหนาวที่กัดกินร่างกายจนชาไร้ความรู้สึก ช่างโชคดีที่การกลับมาเยือนคราวนี้ หานซั่วนำเสบียงและเสื้อผ้าผืนหนาติดมาด้วยเมื่อ มิเช่นนั้นแล้ว ความโหดร้ายของฤดูหนาวอาจเป็นหายนะครั้งใหญ่ของพวกโทรลล์ป่าก็เป็นได้

 

หานซั่วและพวกโทรลล์ป่าเดินทางลึกเข้าไปในป่าทมิฬตลอด 2 วันที่ผ่านมา  ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปยังทิศใต้ของป่า  แต่เปลี่ยนทิศทางไปทางตะวันตกตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง

 

เมื่อเวลาผ่านไปอีก 2-3 วัน หานซั่วสั่งให้พวกโทรทำแคร่หยาบ ๆ สำหรับเขาขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เพื่อที่เขาจะได้ฝึก “ศาสตร์เทพอสูร”  อย่างเงียบ ๆ  ซึ่งศาสตร์นี้จำเป็นต้องหลอมรวมเส้นชีพจรบริเวณมือและขาทั้งสองข้างเข้ากับแก่นมนตรา ก่อนที่จะโคจรแก่นมนตราไปตามหลัก และบังคับให้ร่างกายสามารถบินขึ้นไปไปในอากาศได้

 

หลังจากที่ได้ผ่านประสบการณ์การฝึกพื้นฐานของอาณาจักรพลัง รูปธรรม  เบิกทาง  และ  หลอมวิญญาณ  มาแล้ว และในตอนนี้เขาก็ได้เข้าสู่ อาณาจักรปีศาจแท้จริง  ได้สำเร็จในที่สุด ทำให้ความเร็วในการฝึกฝน ศาสตร์เทพอสูร  นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนที่เขาฝึก “เวทย์อัคคีเหมันต์” ในขั้นต้น เพราะตอนนี้เส้นชีพจรของเขาได้ขยายออกและผ่านการเสริมแกร่งมาเรียบร้อยแล้ว   หานซั่วจึงไม่รู้สึกติดขัดเลยแม้แต่น้อยขณะที่เขาโคจรแก่นมนตราตามหลักอง ศาสตร์เทพอสูร

 

2-3 วันต่อมา หานซั่วก็ไม่ได้อยู่บนแคร่หามอีกต่อไป  เขาหาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อที่จะแอบดอดออกมาพยายามฝึกบินขึ้นไปในอากาศอย่างลับ ๆ ด้วยการใช้ ศาสตร์เทพอสูร  และเมื่อเขาเข้าใจวิธีการที่จะปรับใช้มัน การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะควบคุมทักษะของตัวเองก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะบินได้อย่างแท้จริง  แม้ตอนนี้หานซั่วจะพยายามหลายต่อหลายครั้ง เขาก็ยังทำได้เพียงบินร่อนเท่านั้น เพราะยังไม่เชี่ยวชาญในการควบคุมทิศทาง ทำให้ต้องตกจากที่สูงนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว

 

และในวันนี้ พายุหิมะก็หยุดทำร้ายผืนแผ่นดินเสียที  พวกโทรลล์มาหยุดอยู่บริเวณด้านหน้าหุบเขาแห่งหนึ่ง หานซั่วซึ่งอยู่ด้านหลังก็ยังคงพยามยามที่จะควบคุม  ศาสตร์เทพอสูร  ให้ช่ำชองโดยเร็ว  เมื่อเขาพบว่าอยู่ดี ๆ พวกโทรลล์ป่าก็หยุดอย่างกะทันหัน เขาก็หยุดฝึกฝนในทันทีและรีบรุดมายังด้านหน้า

 

“ท่านผู้นำสาร หุบเขาข้างหน้านี้น่าจะเป็นที่อยู่ของพวกเอลฟ์  ลูกหลานของพวกเรา 2 ตนเห็นพวกเอลฟ์จำนวนมากปรากฏตัวขึ้นใกล้ ๆ กับบริเวณนี้เมื่อนานมาแล้ว”

 

เมื่อหานซั่วเดินเข้าไปหาโทรลล์นักบวชชรา  มันก็ชี้ไปยังหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและอธิบายให้หานซั่วฟังด้วยความเคารพ

 

เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่งและหรี่ตามองไกลออกไป  น่าเสียดายที่เป็นเพราะหิมะที่ปกคลุมหนาไปทั่วทั้งบริเวณ ทั้งต้นไม้และผืนดินล้วนถูกปกคลุมจนหมดสิ้น ทำให้หานซั่วไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยจากระยะไกล

 

แล้วหานซั่วก็ร่ายเวทย์ออกมาอย่างต่อเนื่องยาวเป็นสาย ก่อนจะปรากฏเป็นวงแหวนสีเขียวอ่อนเป็นมันวาวลอยวาบออกไป มุ่งหน้าสู่หุบเขาที่เต็มไปด้วยหิมะเบื้องหน้า

 

“เวทย์สัมผัสชีวิต”  เป็นเวทย์ของนักเวทย์ผู้ใช้ความตายระดับกลาง และเป็นสิ่งที่หานซั่วเพิ่งจะเรียนรู้จนเข้าใจได้ไม่นาน  เวทย์สัมผัสชีวิต  ไม่ได้มีไว้เพื่อการโจมตี หากแต่เป็นไปตามชื่อของมัน  คือเป็นเวทย์ที่ใช้เพื่อตรวจจับสิ่งมีชีวิต และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากใช้ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จักสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างแน่ชัดนัก

 

หานซั่วหรี่ตาลงเพื่อที่จะจับความรู้สึกทันทีที่เวทย์นี้ถูกร่ายออกไป เขายังไม่รู้สึกถึงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าที่ใดก็ตามที่ เวทย์สัมผัสชีวิต  ลอยผ่าน เมื่อวงแหวนเวทย์เคลื่อนตัวครอบคลุมทั้งหุบเขา มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเนื่องจากพลังจิตที่หมดไป

 

“ในหุบเขานั่นไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย แต่ก็เอาเถอะ เราลองไปตรวจดูสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้าพวกเอลฟ์อยู่ที่นี่จริง พวกมันต้องทิ้งร่องรอยไว้ตามต้นไม้บ้าง คงจะดีถ้าเราหาที่อยู่ของพวกเอลฟ์ได้”

 

หานซั่วนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะแนะนำกับโทรลล์นักบวชชรา

 

แล้วเขาก็เป็นผู้นำเหล่าโทรลล์นักรบเข้าไป พร้อมทั้งโทรลล์นักล่าและนักบวชตามประกบหลัง  พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนที่ลึกเข้าไปในหุบเขาอย่างช้า ๆ และตื่นตัว เมื่อเท้าของพวกมันเยียบย่ำไปบนพื้นหิมะ โทรลล์ป่านักรบก็โบกอาวุธในมือและเคาะหิมะที่อยู่ด้านบนของต้นไม้ พร้อมทั้งเตะไปที่หิมะที่สะสมอยู่บนพื้นดินอย่างขะมักเขม้น เผื่อว่าจะมีเบาะแสใดหลงเหลืออยู่

 

ตอนนั้นเอง เสียงตะโกนด้วยความตกใจก็ดังมาจากโทรลล์ป่าหนุ่มตนหนึ่ง  ประสาทหูของหานซั่วสามารถจับเสียงนั้นได้ เช่นเดียวกับร่างกายที่พุ่งไปยังทิศทางนั้นด้วยรวดเร็วราวสายฟ้า แต่เมื่อมายืนอยู่ในจุดที่เป็นที่มาของเสียง เขาก็พบว่าโทรลล์ป่าที่ส่งเสียงร้องนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

 

หานซั่วขมวดคิ้วและเพ่งสมาธิไปยังเสียงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นรอบข้าง ก่อนจะเดินวนเวียนท่ามกลางหิมะที่สุมหนาในบริเวณนั้นอยู่หลายรอบ ในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ยอดเนินหิมะกองหนึ่ง  ก่อนที่อยู่ ๆ จะกระทืบเท้าลงไปอย่างแรง

 

แล้วเขาก็ร่วงหล่นลงไปทันที ก่อนจะลงสู่พื้นเบื้องลึกของถ้ำอันมืดสนิทในเวลาเพียงชั่วอึดใจ ในขณะที่เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของโทรลล์ป่าหนุ่มยังคงดังก้องออกมาจากมุมหนึ่งไม่ไกลนัก เสียงนั้นบาดแก้วหูอยู่ไม่น้อยเมื่อสะท้อนก้องไปมาในหลุมดำที่มืดมิดอย่างนี้

 

เมื่อหานซั่วเริ่มชินกับความมืดแล้ว เขามองไปรอบ ๆ และพบว่าถ้ำแห่งนั้นเป็นเส้นทางใต้ดินที่สามารถทะลุไปยังสถานที่แห่งอื่นได้  เขาเพ่งมองอย่างระมัดระวังและพบว่าปากทางเข้าถ้ำนั้นค่อนข้างใหญ่ทีเดียว ในขณะที่พื้นดินที่ลาดลงมาจากทางเข้านั้นค่อนข้างรกและเต็มไปด้วยร่องรอยของรอยเท้าจำนวนมาก

 

หรือว่าพวกเอลฟ์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่บูชาธรรมชาติและเคารพผืนป่าจะอาศัยอยู่ใต้ดิน?   หานซั่วรู้สึกสับสน แล้วเขาก็ใช้ ศาสตร์เทพอสูร  หลังจากสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของเขาลอยขึ้นด้านบน หานซั่วต่อยขึ้นไปตรงที่ ๆ เขาหล่นลงมา เพื่อทำลายหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านบน

 

ส่วนโทรลล์ป่าที่ตกลงมาโดยบังเอิญเมื่อครู่ หลังจากที่มันเริ่มคุ้นชินกับความมืดหลังก็เริ่มเดินสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความแปลกใจ และพยายามปีนกลับออกไปเช่นกัน

 

ทันใดนั้นเอง เสียงหวีดหวิวแปลก ๆ ก็ดังขึ้นมาจากส่วนที่ลึกลงไปใต้ดิน  หานซั่วสะดุ้งตกใจและรีบร่าย เวทย์สัมผัสชีวิต  ขึ้นมา ก่อนจะสั่งให้มันพุ่งไปยังที่มาของเสียงในพื้นเบื้องล่าง

 

เมื่อ เวทย์สัมผัสชีวิต  ถูกร่ายออกไป เขาก็ค้นพบสัญญาณชีวิตขนาดมหึมา เขารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบรุดออกจากถ้ำอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับผิวปากส่งสัญญาณเป็นเสียงแหลมที่ดังบาดหู

 

เมื่อโทรลล์นักบวชได้ยินเสียงสัญญาณของหานซั่ว มันก็ออกตามหาหานซั่วขณะที่มันอยู่ไกลออกไป ในขณะที่โทรลล์ป่าที่ตกลงไปด้านล่างก็ปีนออกมาจากบริเวณนั้นได้พอดี  เหล่าโทรลล์ป่านักรบที่กำลังสำรวจบริเวณโดยรอบต่างรีบเร่งยังที่แห่งนั้นพร้อมอาวุธครบมือ  พวกมันขุดหิมะออกจากถ้ำเผยให้เห็นถ้ำลึกขนาดใหญ่ที่คน 3 – 4 คนสามารถเดินเรียงผ่านปากทางเข้าไปได้พร้อมกัน

 

ลูกธนูหลายดอกถูกยิงออกมาจากปากถ้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก่อนจะปักเข้าใส่หัวของโทรลล์ป่าที่ชะโงกหน้าออกมาดูทันที  สีหน้าของโทรลล์นักบวชชราเริ่มกราดเกรี้ยวและกำลังจะออกคำสั่งให้ฝูงโทรลล์ป่านักรบโจมตีสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่อยู่ในถ้ำ  แต่ตอนนั้นเอง ที่หานซั่วยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้มันหยุด

 

เพราะคิดว่าพวกเอลฟ์ที่เคารพบูชาธรรมชาติคงจะไม่อาศัยอยู่ในที่ซึ่งมืดมิดและหม่นหมองเช่นนี้ เขาจึงไม่ได้สั่งการให้พวกโทรลล์เคลื่อนไหวอะไร

 

แล้วร่างจำนวนหนึ่งก็ปรากฏกายออกมาจากปากถ้ำด้วยความเร็วดุจกระแสลมพัด หูที่แหลมและรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและงดงามล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเผ่าพันธุ์เอลฟ์  แต่เอลฟ์เหล่านี้กลับมีผิวสีเทา หรือเป็นสีม่วงเข้ม  และมีผมสีขาว ซึ่งดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

“พวกดาร์คเอลฟ์นี่!”

 

โทรลล์นักบวชชราร้องขึ้นเมื่อเห็นเอลฟ์ที่แปลกตาออกไปปรากฏตัวขึ้น

 

หานซั่วตอบสนองทันทีเมื่อโทรลล์นักบวชชราร้องตะโกน  เผ่าพันธุ์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาจากเอลฟ์ แต่พวกเขาละทิ้งทั้งความสงบ ธรรมชาติ และการเคารพบูชาพระแม่ธรณีไปโดยสิ้นเชิง  แต่ดาร์คเอลฟ์เหล่านี้บูชา “โรส” ราชินีแห่งความมืด และอาศัยอยู่ใต้ดินที่มืดมิดมาเป็นเวลาช้านานจนทำให้ผิวหนังของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาและสีม่วงเข้มในที่สุด

 

ธรรมชาติของเผ่าพันธุ์นี้ล้วนชั่วร้าย  พวกเขาทั้งเผาและปล้นสะดมไปทั่วทุกหนแห่ง และมีสังคมที่ผู้หญิงเป็นผู้กุมอำนาจ และในโลกใต้ดิน พวกเขาก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยความเลวทรามไม่ต่างจากโทรลล์ป่า

 

หลังจากที่ดาร์คเอลฟ์คู่หนึ่งพุ่งตัวออกมา  ก็มีเอลฟ์ตนอื่นค่อย ๆ ตามออกมาอย่างช้า ๆ  เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็ปกป้องทางเข้าเป็นอันดับแรก ก่อนจะจ้องมองมาที่หานซั่วและพวกโทรลล์อย่างไม่เป็นมิตร และกำอาวุธในมือแน่นเตรียมพร้อมจะต่อสู้

 

หานซั่วโบกมือเป็นสัญญาณห้ามมิให้โทรลล์นักบวชชราเคลื่อนไหวอะไร และให้ทุก ๆ ตนค่อย ๆ เคลื่อนตัวถอยมาอยู่ด้านหลังของเขา อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังให้ทุกตนถืออาวุธไว้ให้มั่นเผื่อว่าพวกดาร์คเอลฟ์จะเปิดฉากโจมตีได้ทุกเมื่อ

 

เหล่าดาร์คเอลฟ์หญิงที่มีรูปโฉมงดงาม และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เปิดเผยเนื้อหนัง แสดงให้เห็นถึงรูปร่างอันเย้ายวนของพวกเธอกำลังปรากฏกายเบื้องหน้าพวกเขา แม้ว่าจะเป็นฤดูหนาว ก็ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไม่ต้องการจะปกปิดร่างกายเอาไว้เลย  และแม้ว่าผิวพรรณจะเป็นสีม่วงเข้มและดูแปลกตา พวกเธอก็ยังเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์อันน่าหลงใหล

 

เมื่อผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ดาร์คเอลฟ์หญิงผู้เลอโฉมและสง่างาม แลดูสูงศักดิ์ตนหนึ่งก็เดินออกมาจากถ้ำ เธอสวมเสื้อหนังนุ่มและเผยให้เห็นเรียวขาอันสวยงามและบรรยากาศแปลกประหลาดที่อบอวลรอบกายเธอ

 

 

 

 

เมื่อดาร์คเอลฟ์หญิงผู้งดงามเดินออกมาจากถ้ำ  เธอมองไปยังพวกโทรลล์ป่ารอบ ๆ อย่างสงสัยใคร่รู้  และหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา

 

“เป็นสหายโทรลล์ผู้กล้าหาญของเรานี่เอง  พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่งั้นเหรอ?”

 

โทรลล์นักบวชชรารู้ทันทีว่าในเวลานี้ พวกเขาได้มาพบผิดคนเข้าเสียแล้ว  ในฐานะนักบวชของเหล่าโทรลล์ป่า  โทรลล์นักบวชชรามีประสบการณ์มากมาย  และรู้ดีว่าพวกดาร์คเอลฟ์เป็นเผ่าพันธ์ที่เกรงกลัวแสงสว่าง จึงพ่นลมอย่างดูถูกเบา ๆ ก่อนจะตอบออกไป

 

“ลูกหลานของเราเคยค้นพบร่องรอยของพวกเอลฟ์กลุ่มใหญ่ที่นี่  และเพราะพวกเราเกลียดชังพวกเอลฟ์มาเป็นเวลาช้านาน เราจึงมาเพื่อทำลายพวกมัน”

 

ดาร์คเอลฟ์หญิงนางนั้นมีท่าทีเป็นมิตรขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่โทรลล์ป่าพูด  เธอพยักหน้า

 

“พวกเราเองก็มีเรื่องบาดหมางกับพวกที่อาศัยอยู่บนพื้นดินเช่นกัน  พวกมันรุกล้ำเข้ามายังโลกใต้ดินและจู่โจมพวกเราอยู่ตลอดเวลา  เอลฟ์จำนวนมากที่พวกเจ้าเห็นคงเป็นพวกที่มาต่อสู้กับเราเป็นแน่  ฮุฮุฮุ เราได้ยินเกี่ยวกับความกล้าหาญของเผ่าพันธุ์โทรลล์ป่าบนพื้นดินมาเนิ่นนาน ดูเหมือนว่าเราจะมีศัตรูคนเดียวกันสินะ”

 

โทรลล์นักบวชชรานิ่งเงียบไปชั่วครู่เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด และหันกลับไปถามหานซั่วด้วยความเคารพ

 

“ท่านผู้นำสาร พวกเราควรทำอย่างไรต่อดี?”

 

จริง ๆ แล้วหานซั่วเองก็อยากจะปล้นพวกดาร์คเอลฟ์ด้วยเหมือนกัน แต่เพราะเขายังไม่รู้ว่าพวกนั้นมีจำนวนคนเท่าไหร่ หรือมีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งแค่ไหน เช่นนั้นแล้ว หานซั่วจึงคิดใคร่ครวญและชั่งน้ำหนักเรื่องต่าง ๆ อยู่เงียบ ๆ ภายในใจ

 

ดาร์คเอลฟ์หญิงตนนั้นรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นท่าทีของโทรลล์นักบวชชราที่หันมาขอคำแนะนำจากหานซั่ว  แม้ว่าเขาจะสวมผ้าคลุมสีดำและคลุมไปทั่วทั้งตัว  ก็ยังดูออกว่าเขามีรูปร่างเล็กกว่าพวกโทรลล์ป่า และยังสังเกตได้อีกว่าเขานั้นมีสถานะที่ต่างออกไป  จึงทำให้เอลฟ์หญิงผู้เลอโฉมรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นว่าโทรลล์นักบวชชราให้ความเคารพกับเขาถึงขนาดนั้น

 

“สหายผู้กล้า  ตอนนี้เผ่าพันธุ์ของพวกเรากำลังเผชิญการรุกรานจากมังกรดำ   หากพวกเจ้ายินดีที่จะช่วย เราสามารตอบแทนด้วยทองคำและเพชรนิลจินดาเต็มคันเกวียนเพื่อเป็นการขอบคุณ  และหากเจ้าสามารถพิชิตมังกรดำได้  ทุกสิ่งที่ได้มาจากมันก็จะตกเป็นของพวกเจ้าเช่นกัน”

 

หานซั่วรู้สึกตกใจทันทีเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าพวกดาร์คเอลฟ์จะกำลังเผชิญหน้ากับ มังกรดำในขณะนั้น เพราะ มังกรดำ  เป็นมังกรที่ชั่วร้ายและอาศัยอยู่ใต้พื้นดิน  และพวกดาร์คเอลฟ์ช่างโชคร้ายเหลือเกินที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน

 

หานซั่วครุ่นคิดพลางรู้สึกว่าข้อเสนอของพวกดาร์คเอลฟ์นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว แม้ว่ามังกรดำจะแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ แต่การรวมกลุ่มของเหล่าดาร์คเอลฟ์และโทรลล์ป่าอีกกว่าห้าร้อยชีวิตก็น่าจะมีโอกาสฆ่ามันได้สำเร็จ

 

ยังมีขุมทรัพย์ที่ไม่ธรรมดาในร่างของมังกรแต่ละตัวที่ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องสั่นสะท้าน  ด้วยเหตุนี้เอง รางวัลในการฆ่ามังกรจึงเป็นสิ่งล่อใจที่หลายคนไม่สามารถต้านทานได้

 

“ให้พวกเราได้เข้าไปดูภายในโลกใต้ดินก่อน หากว่าพวกเราร่วมกันพิชิตมังกรดำนั่นได้ เราก็จะรับข้อเสนอของเจ้า”

 

หานซั่วคิดอยู่ครู่หนึ่งและเปิดปากพูด

 

“ข้าให้สัญญา ด้วยจำนวนสหายโทรลล์ป่าผู้กล้าทั้ง 500 ชีวิต เจ้ามังกรดำนั่นคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย  นามของข้าคือ “ดาน่า” ขอต้อนรับพวกเจ้าสู่โลกใต้ดินของพวกเรา”

 

เอลฟ์หญิงผู้เลอโฉมพูดอย่างร่าเริงและหันไปออกคำสั่งกับเหล่าดาร์คเอลฟ์

 

แล้วเหล่าดาร์คเอลฟ์ที่รีบเร่งออกมาจากถ้ำก่อนหน้านี้ก็กลับเข้าไปยังถ้ำอีกครั้งตามคำสั่งของดาน่า  ในขณะที่เธอเยื้องย่างกลับเข้าไปพร้อมทั้งโบกมือเชื้อเชิญหานซั่วและโทรลล์นักบวชชรา

 

การตามหลังพวกเขาเข้าไปหมายความว่าพวกเขาสามารถกลับออกมาได้ทันทีหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น  เช่นนั้นแล้ว  เมื่อเขาเห็นว่าพวกดาร์คเอลฟ์เดินเข้าไปก่อน และมีดาน่าตามหลังไปเพื่อจะได้คอยดูแลพวกเขา  หานซั่วจึงรู้สึกว่าไม่น่าจะมีอันตรายใดเกิดขึ้น เขาจึงพยักหน้าให้โทรลล์นักบวชชรา

 

หานซั่วและโทรลล์นักบวชชราเดินนำหน้า  และตามมาด้วยเสลี่ยงของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กอยู่ตรงกลาง ในขณะที่โทรลล์ป่ากว่า 500 ตนเริ่มเดินลงไปยังใต้พื้นดิน ที่ซึ่งเผ่าพันธ์ดาร์คเอลฟ์อาศัยอยู่

 

ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่  ถ้ำก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้น และมีหินสีน้ำตาลแดงงอกอยู่ในส่วนลึกซึ่งทำให้ให้เกิดแสงลาง ๆ ออกมาและทำให้ภายในถ้ำไม่ได้มืดมิดนัก

 

 

********************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย