0 Views

 

 

 

 

การมาถึงของหานซั่วทำให้เหล่าโทรลล์ป่าโห่ร้องต้อนรับเสียงดังกระหึ่ม ในขณะที่โทรลล์นักบวชชราร้องห่มร้องไห้ตัวสั่นเทาและก้มลงคุกเข่ากับพื้น

 

“ท่านเทพดาทาร่าผู้ยิ่งใหญ่และท่านผู้นำสาร ในที่สุดพวกท่านก็กลับมา!”

 

เมื่อมองไปรอบ ๆ หานซั่วก็รู้สึกถึงอารมณ์อันแปลกประหลาดแผ่ซ่านเต็มหัวใจ โดยหลักแล้ว โทรลล์ป่าเหล่านี้เป็นหัวขโมยที่ละโมบโลภมากอย่างที่สุด แม้เขาเองจะเคยนึกรังเกียจพวกมัน แต่เมื่อเห็นว่าเหล่าโทรลล์ป่าล้วนปฏิบัติต่อเขาราวกับเทพยากรณ์ที่พระเจ้าส่งมาและเชื่อฟังคำสั่งของเขาทุกคำ หานซั่วจึงรู้สึกได้ทันทีว่าพวกมันเองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก

 

แม้การลักขโมยและการปล้นสะดมจะเป็นนิสัยโดยธรรมชาติที่พวกมันมีมาตั้งแต่เกิด แต่การกระทำเยี่ยงนี้ของพวกมันก็ถือว่าเป็นไปตามกฎแห่งการเอาชีวิตรอดในป่าทมิฬ ไม่ต่างอะไรจากการที่สัตว์วิเศษขนาดใหญ่ไล่ล่าสัตว์วิเศษที่ระดับต่ำกว่า ซึ่งเหล่าโทรลล์ป่าเองก็ทำเช่นนั้น

 

เมื่อหานซั่วกวาดตามองเหล่าโทรลล์ป่าทั้งหมด ไม่ว่าจะแก่ชราหรือยังเยาว์วัย ทุกตนต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเฝ้ารำพึงหา ตลอดจนความศรัทธาอันแรงกล้าที่แสดงถึงความเคารพนับถืออย่างสูงที่สุด ราวกับว่าหากเขาออกคำสั่งเพียงคำเดียว พวกมันก็พร้อมที่จะไปตายเพื่อเขาโดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที ซี่งความรู้สึกนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกไม่น้อย

 

“อย่าห่วงไปเลย เทพดาทาร่าไม่มีวันทอดทิ้งพวกเจ้าหรอก”

 

หลังจากมองไปรอบ ๆ หานซั่วก็เอ่ยปากพูดหลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่

 

โทรลล์นักบวชชราแปลคำพูดประโยคนั้นด้วยเสียงตะโกนแห่งความปลาบปลื้มใจและน้ำตาที่ไหลพรากจากสองตา จนฝูงโทรลล์ป่าที่ได้ยินต่างพร้อมใจกันเขย่าถุงหนังและโห่ร้องเสียงดังกึกก้อง ราวกับว่าการปรากฏตัวของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะลืมความทุกข์ยากต่าง ๆ ที่ผ่านมาจนหมดสิ้น

 

หานซั่วเรียกถุงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสบียงอาหารออกมาจากแหวนมิติใบแล้วใบเล่า และนำมาวางกองไว้บนลานหินที่จัดการกวาดหิมะออกหมดแล้ว รวมทั้งผ้าห่มหนา ๆ หลากหลายผืนและของใช้จำเป็นต่าง ๆ มากมายปรากฏแก่สายตาที่เปล่งประกายความดีใจของพวกมัน ทำให้เหล่าโทรลล์ที่เคยทุกข์ทรมานจากความโหดร้ายของฤดูหนาวล้วนเต็มตื้นไปด้วยความสุขจนส้นหัวใจ

 

“ของพวกนี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้า ส่วนเสบียงอาหารจุได้เต็มหลายโกดังน่าจะเพียงพอให้พวกเจ้าใช้ชีวิตผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องออกไปลักขโมยหรือปล้นสะดมมาเพิ่ม ที่ท่านเทพดาทาร่าผู้ยิ่งใหญ่ออกเดินทางไปนาน ก็เพื่อจัดเตรียมสิ่งของทั้งหลายนี้ไว้ให้สาวกของท่าน”

 

เสียงแผ่วเบาของหานซั่วถูกถ่ายทอดต่อไปยังโทรลล์ป่าทุกตนจนทั่วทั้งหมู่บ้าน

 

ขณะที่โทรลล์นักบวชชราเดินออกไปทั้ง ๆ ที่น้ำตาแห่งความปลื้มปิติยังคงไหลนองหน้า เหล่าโทรลล์ป่าตนอื่น ๆ ที่เปิดทางให้ล้วนคุกเข่าลงด้วยความเคารพนอบน้อม โทรลล์นักบวชชราออกคำสั่งกับหัวหน้าโทรลล์ป่าให้ขนเอาเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็นทั้งหมดไปเก็บไว้ในถ้ำที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้าน

 

หานซั่วเดินตามหลังโทรลล์นักบวชชราไปจนถึงวิหารที่ถูกสร้างและตกแต่งขึ้นใหม่ภายในหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่ภายในนั้นจะมีรูปปั้นเล็ก ๆ ของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กตั้งอยู่ แต่ยังมีรูปปั้นหานซั่วด้วยเช่นกัน หานซั่วรู้สึกแปลกมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะดูท่าเขาจะกลายเป็นผู้พิทักษ์ของเหล่าโทรลล์ป่าไปแล้วโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

 

“ตอนที่ข้ามาถึงเมื่อครู่ ข้าเห็นร่องรอยการต่อสู้ด้านนอกหมู่บ้าน พวกเอลฟ์น่ารำคาญนั่นเริ่มก่อสงครามอีกแล้วรึ?”

 

ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปกับเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก เขาก็สั่งให้เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กขึ้นไปนั่งบนบัลลังค์ที่อยู่ในวิหาร ส่วนตัวเขาเองก็นั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะมองไปยังโทรลล์นักบวชชราและถามด้วยความสงสัย

 

“ข้าแต่ท่านเทพยากรณ์ เจ้าพวกเอลฟ์น่ารำคาญพวกนั้นกำลังจะก่อสงครามขึ้นจริง ๆ แต่วางใจเถอะ สาวกผู้กล้าหาญของท่านไม่มีวันยอมให้พวกมันชนะอย่างเด็ดขาด ด้วยพรอันประเสริฐจากท่านเทพดาทาร่าผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าพวกเอลฟ์นั่นจะต้องพ่ายและล่าถอยไปอีกครั้งอย่างแน่นอน”

 

ดวงตาของโทรลล์นักบวชชราวาบเป็นประกายขณะที่มันพูดด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม

 

หานซั่วโบกมือเพื่อระงับไม่ให้โทรลล์นักบวชชราพูดโอ้อวดอะไรต่อ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากแนะนำ

 

“อย่างที่บอก เสบียงอาหารและของใช้จำเป็นทุกอย่างที่ข้านำมาให้น่าจะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดอยู่รอดจนผ่านพ้นฤดูหนาวครั้งนี้ไปได้อย่างเพียงพอ แล้วถ้ามีพ่อค้าคนไหนอยากมาติดต่อขอแลกเปลี่ยนสิ่งของแปลก ๆ ที่ไม่จำเป็นสำหรับพวกเจ้า ก็ขายให้พวกนั้นไปได้เลย”

 

“อีกอย่าง ในฤดูหนาวนี้พวกเจ้าอย่าเพิ่งออกปล้นสะดมโดยที่ข้าไม่ได้บอก เพราะต่อไปนี้ เราจะออกปล้นครั้งใหญ่ ๆ ไปเลยเท่านั้น และไม่เลือกปล้นเหยื่อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามรายทางอีกแล้ว ท่านเทพดาทาร่าจะคอยบอกเจ้าเองเมื่อท่านพบเป้าหมายที่เหมาะสม พวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรทำกันหรอก ว่าแต่ครั้งนี้พวกเอลฟ์นั่นยกกำลังพลกันมาเท่าไหร่? แล้วพวกเจ้าเริ่มต่อสู้กันตั้งแต่ตอนไหน? เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ข้าฟังหน่อย”

 

เมื่อได้รับคำสั่งจากหานซั่ว โทรลล์นักบวชชราก็ไม่ได้ถามอะไรต่อและยอมรับคำสั่งแต่โดยดี ก่อนจะรีบหันไปหาโทรลล์นับรบที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อให้ถ่ายทอดคำถามทั้ง 2 ประเด็นของหานซั่วไปยังหัวหน้าโทรลล์ป่า

 

แล้วโทรลล์นักบวชชราก็เริ่มแปลรายละเอียดการต่อสู้ระหว่างพวกมันกับเอลฟ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้หานซั่วฟัง แล้วหานซั่วก็ได้รู้ว่าพวกเอลฟ์มักจะทำสงครามการต่อสู้ครั้งใหญ่กับเหล่าโทรลล์ป่าทุก ๆ ฤดูหนาว เพราะพวกนั้นรู้ดีว่าในฤดูนี้พวกโทรลล์ป่ามักจะขาดแคลนเสบียงอาหาร ของใช้จำเป็น ตลอดจนอาวุธต่าง ๆ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่กำลังในการสู้รบของพวกโทรลล์ป่าอ่อนแอมากที่สุด

 

เผ่าเอลฟ์กระทำการในรูปแบบเดียวกันกับปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน โดยฉวยโอกาสจากช่วงเวลานี้โจมตีพวกโทรลล์ป่าเพราะในฤดูหนาวพวกมันไม่สามารถออกปล้นสะดมได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของกำลังพลเผ่าเอลฟ์ไม่ได้มากมายเท่าโทรลล์ป่า จึงเรียกไม่ได้ว่าเผ่าเอลฟ์ได้เปรียบมากเสียทีเดียว พวกนั้นจึงสามารถทำได้เพียงโจมตีแบบลวง ๆ ก่อนจะถอยกลับไปตั้งหลักเพื่อวางแผนการต่อไปอีกครั้ง

 

จากที่โทรลล์นักบวชเล่ามาทั้งหมด หานซั่วก็ได้รู้อีกว่า มีเผ่าเล็กใหญ่ของโทรลล์ป่าอีกหลายเผ่ากระจายอยู่ทั่วไปในป่าทมิฬ ซึ่งเผ่าที่เขากำลังอยู่นี้มีหน้าที่ในการปกปักรักษาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพดาทาร่า ซึ่งมีโทรลล์ป่านักรบทั้งเผ่ารวมกันกว่า 500 ตน โทรลล์นักบวชชราตนนี้จึงถือครองอำนาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมเหล่าโทรลล์ป่าทุกเผ่าภายในป่าทมิฬ

 

และตั้งแต่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กและหานซั่วปรากฏตัว โทรลล์นักบวชชราก็อาศัยอำนาจนั้นในการสั่งการโทรลล์ป่าทุกเผ่าที่กระจายอยู่ทั่วป่าทมิฬ เพื่อรวบรวมกำลังพลในการต่อกรกับเผ่าเอลฟ์พร้อมกับสั่งสอนให้พวกนั้นรู้ซึ้งถึงบทเรียนอันแสนเจ็บปวด

 

เพราะเทพดาทาร่าผู้ยิ่งใหญ่คือเทพของเหล่าโทรลล์ป่าทั้งมวล อิทธิพลที่เกิดขึ้นจากการปรากฏตัวของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กจึงมากมายมหาศาลจนมิอาจวัดได้ หลังจากที่ข่าวแพร่กระจายออกไป ทำให้โทรลล์ป่านักรบจำนวนกว่า 300 ตน จาก 4 เผ่าเล็ก ๆ จึงกำลังรีบตามมาสมทบกับเผ่านี้ภายใน 10 วันให้หลัง เพื่อต้องการแสดงความเคารพต่อเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก

 

และจากที่โทรลล์นักบวชชราเล่ามา โทรลล์ป่าจากทุกเผ่าที่อยู่ในป่าทมิฬสามารถรวมตัวกันได้ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ และเมื่อถึงตอนนั้น ไม่เพียงแต่เผ่าเอลฟ์จะไม่สามารถสู้รบจนสร้างความเสียหายได้มากมายนัก และพวกนั้นเองที่จะเป็นฝ่ายสูญเสียมากยิ่งกว่าเสียอีก

 

ทีแรกนั้น หานซั่วเกรงว่าเผ่าเอลฟ์จะมีกำลังพลเหนือกว่าพวกโทรลล์ป่า แต่เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก จะส่งผลให้เหล่าโทรลล์ป่าเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วป่าทมิฬ ซึ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกันระหว่างเผ่ามาก่อน สามารถเดินทางมาสักการะเทพของพวกมันอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย และตามที่โทรลล์นักบวชชราบอก หากโทรลล์ป่าทุกเผ่ารวมตัวกัน พวกมันจะมีกำลังพลมากกว่า 2,000 ตนเลยทีเดียว

 

ในขณะที่เผ่าเอลฟ์ทั้งหมดภายในป่าทมิฬมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่กี่ร้อยคน และหากนับแยกเฉพาะกองกำลังนักธนูและนักเวทย์เอลฟ์ก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าพวกนั้นจะสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกองทัพของฝูงโทรลล์ป่าแม้ว่าจะทุ่มเทอย่างสุดตัวมากแค่ไหนก็ตาม

 

หานซั่วรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยจึงนวดศีรษะของตนเองไปมา เขานิ่งเงียบเพื่อคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ในที่สุดจะเอ่ยปากพูด

 

“ดูเหมือนว่าการสู้รบครั้งนี้จะเป็นพวกเผ่าเอลฟ์เองที่ต้องกังวลสินะ อืมมมม… ได้ข่าวว่าพวกเอลฟ์ร่ำรวยอู้ฟู่กันไม่ใช่เล่นเลยนี่ พวกเราไปปล้นมันกันดีกว่า”

 

“ความหมายของท่านผู้นำสารคือ…?”

 

โทรลล์นักบวชชราถามด้วยความสับสนงุนงง

 

“เจ้ารู้มั้ยว่าพวกเอลฟ์อาศัยอยู่ตรงไหนของป่าทมิฬ?”

 

หานซั่วคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ

 

โทรลล์นักบวชชราอึ้งไปอีกครั้ง มันขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด และในที่สุดก็ตอบออกไป

 

“พวกเรารู้ตำแหน่งเขตแดนของพวกนั้นก็จริง แต่ไม่เคยเข้าไปข้างในหรอก”

 

หานซั่วพยักหน้าตอบรับและยิ้ม

 

“ตกลง งั้นทันทีที่พวกโทรลล์ป่าจากเผ่าอื่น ๆ มาถึง ให้พวกนั้นไปคอยเฝ้าอยู่ที่นี่คอยจับตาดูเผ่าเอลฟ์ที่จะมาบุกโจมตีเอาไว้ ส่วนเผ่าของเราก็เดินทางไปยังเขตแดนของเผ่าเอลฟ์ แล้วก็ฉวยโอกาสนั้นปล้นสะดมบ้านของพวกมันซะเลย”

 

“แต่ท่านผู้นำสาร ทำไมไม่ให้พวกเราอยู่รอพี่น้องจากเผ่าอื่น และรวมพลังกันต่อสู้กับพวกนักรบเอลฟ์ที่มาบุกโจมตีเสียก่อนล่ะ? เอลฟ์พวกนี้ชั่วร้ายเหลือเกินนัก พวกมันจะทำลายและก่อกวนแผนของเราจนปั่นป่วนไปหมดทุกครั้ง ทุก ๆ ฤดูหนาว พวกมันจะมาบุกโจมตีและฆ่าโทรลล์ของเผ่าเราจนตายไปเป็นจำนวนมากเลยนะ”

 

โทรลล์นักบวชชราอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง และถามหานซั่วกลับด้วยความงุนงงสุดขีด เป็นครั้งแรกที่มันไม่หลับหูหลับตาเชื่อฟังหานซั่วโดยปราศจากคำถามเหมือนที่ผ่านมา

 

“ธรรมชาติของโทรลล์ป่าของเราคือการออกล่าเพื่อปล้นสะดม ไม่ใช่เพื่อฆ่าอยู่แล้ว และอีกอย่าง เผ่าเอลฟ์ที่พวกเราต่อกรอยู่ก็ไม่ใช่เผ่าเดียวที่มีอยู่ในป่าทมิฬ หากพวกเราฆ่าพวกมันทิ้งทั้งเผ่า มันจะนำพาปัญหาใหญ่มาสู่เราในวันข้างหน้าแน่ ๆ ซึ่งนั่นไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นเลย”

 

สำหรับหานซั่วแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะทำให้เผ่าเอลฟ์และโทรลล์ป่าต้องมาเข่นฆ่ากันเอง อีกอย่าง เขาไม่อยากให้เผ่าเอลฟ์ถูกฆ่า เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือความมั่งคั่งเท่านั้น เนื่องจากเขาจำเป็นต้องใช้เหรียญทองอีกมากมายเพื่อใช้ในการฝึกฝนเวทย์ปีศาจและเวทมนตร์อื่น ๆ และนี่เองจึงเป็นเหตุผลที่เขาเสนอออกไป

 

แม้จะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก แต่โทรลล์นักบวชชราก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ และไม่กี่วันให้หลัง โทรลล์ป่านักรบจากเผ่าอื่น ๆ ที่เดินทางกันมากจากทุกสารทิศก็มาถึง ทั้งหานซั่วและเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กต่างได้รับเสียงตะโกนโห่ร้องอย่างยินดีและการสักการะบูชาถาโถมเข้าใส่หลายระลอก ก่อนจะจัดสรรกองกำลังโทรลล์ป่าส่วนหนึ่งเพื่อตั้งรับการโจมตีจากเผ่าเอลฟ์ไว้ที่หมู่บ้าน และตอนนั้นเอง หานซั่ว เจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก และกองทัพโทรลล์ป่าอีก 500 ตนก็ออกเดินทางสู่หมู่บ้านของเผ่าเอลฟ์

 

และท่ามกลางความหนาวเหน็บของฤดูหนาว โทรลล์ป่าทั้ง 500 ตนก็นำเสบียงอาหารจำเป็น ผ้าห่มผืนหนา และอาวุธคมกริบติดตัว ขณะที่กำลังเดินทางเข้าไปในส่วนลึกของป่าทมิฬมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

 

*****************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย