0 Views

 

เมื่อมาถึงสุสานแห่งความตาย หานซั่วก็จัดแจงวัตถุดิบทั้งหมดที่ต้องใช้ในการหล่อหลอมผีดิบธาตุดินชั้นยอดในพื้นที่บริเวณ แดนดินสัมบูรณ์  ของสุสาน

 

เขาไม่ได้เร่งรีบที่จะลงมือทำในทันที  หานซั่วจึงกระตุ้นความจำเกี่ยวกับวิธีการหล่อหลอมผีดิบธาตุดินชั้นยอดในใจ และเริ่มลงมือหลังจากที่พิจารณาขั้นตอนมากมายเกี่ยวกับกระบวนการและสถานที่ที่เขาจำเป็นจะต้องเฝ้าจับตาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว

 

ในที่สุด เขาก็พบจุดที่มีปราณธาตุดินอบอวลอย่างหนาแน่นมากที่สุดในแดนดินสัมบูรณ์ หานซั่วเอาคมมีดพิชิตมารออกมาขุดหลุมเพื่อทำให้มันเป็นที่ ๆ เขาจะใส่ผีดิบลงไป วัตถุดิบทุกอย่างถูกวางไว้อย่างถูกต้องในที่ที่มันควรอยู่ตามหลักการหล่อหลอม เขารวบรวมพลังจิตทั้งหมดที่มีภายในใจและพยายามทำให้จิตใจปลอดโปร่งและสะอาดปราศจากมลทินให้มากที่สุด ซึ่งหานซั่วทำทุกอย่างโดยไม่ลังเลใจและเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

 

 

เมื่อมวลโคลนสีดำถูกฝังลงไป ก็มีสายลมโชยเอื่อยเริ่มพัดมายังบริเวณดินแดนสัมบูรณ์  แต่เมื่อพิจารณาดูใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่านั่นไม่ใช่สายลมอ่อน ๆ ตามที่เข้าใจ มันคือหมอกควันสีเทาที่ลอยเอื่อยลงสู่ใจกลางหลุมอย่างช้า ๆ จากทั่วทุกทิศในบริเวณแดนดินสัมบูรณ์แห่งนั้น

 

และใจกลางของแก่นพลังปราณธาตุดินนั้นเองเป็นตัวบ่งชี้ว่าการก่อร่างนั้นเสร็จสมบูรณ์  หานซั่วฉีกยิ้มทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงใช้เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายเพื่ออัญเชิญนักรบผีดิบจำนวนหนึ่งออกมาทันที

 

นักรบผีดิบ 3 ตนพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานซั่ว หากว่ากันตามทฤษฏีแล้ว ไม่ว่านักรบผีดิบตนใดก็มีโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นผีดิบธาตุดินชั้นยอดที่มีพลังมหาศาลได้หากผ่านการเตรียมการอย่างถูกวิธีในบริเวณแดนดินสมบูรณ์ และยิ่งวัตถุดิบหลักและนักรบผีดิบถูกจัดวางได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้เกิดผีดิบธาตุดินชั้นยอดได้มากเท่านั้น

 

หานซั่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่ง และอัญเชิญนักรบผีดิบออกมาอีก 3 ตน เมื่อนักรบผีดิบทั้ง 6 ตน ปรากฏขึ้น  หานซั่วก็ออกคำสั่งให้พวกมันฆ่าฟันกันเอง เพราะเขาไม่แน่ใจนักว่านักรบผีดิบตนไหนดีกว่าตัวอื่น การออกคำสั่งให้พวกมันจู่โจมกันเองจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด

 

คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันขณะเพ่งสมาธิ  หานซั่วเฝ้ามองการต่อสู้ดินรนระหว่างนักรบผีดิบทั้ง 6 ตนด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่แล้วหานซั่วก็สั่งให้พวกมันหยุดทันทีหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ตาของเขาจับจ้องไปที่นักรบผีดิบตนหนึ่งที่มีรูปร่างใหญ่โตและกำยำบึกบึนที่สุด และดูเหมือนว่าจะมีความแข็งแกร่งในการต่อสู้มากกว่า หากเขายังคงให้พวกมันสู้กันต่อไป ผีดิบตนนั้นคงถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นจะส่งผลกระทบต่อการหล่อหลอมผีดิบธาตุดินชั้นยอดในที่สุด

 

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมอย่างเสร็จสรรพ  หานซั่วก็รวบรวมสมาธิไปยังทั่วทุกอณูภายในจิตใจอีกครั้ง เขาจับตาดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในแดนดินสัมบูรณ์ด้วยความสามารถในการสังเกตการณ์อันอัศจรรย์ของเขา  เขาออกคำสั่งกับนักรบผีดิบตนนั้นหลังจากที่แน่ใจว่าเขาไม่พลาดรายละเอียดอะไรไป นักรบผีดิบค่อย ๆ เดินลากเท้าเข้าไปในหลุมที่อยู่ใจกลางแดนดินสัมบูรณ์อย่างเชื่องช้า

 

เมื่อมันลงไปอยู่ในหลุม ร่างกายของมันถูกห่อหุ้มไปด้วยแก่นพลังปราณธาตุดินที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นภายในนั้น  แก่นพลังปราณธาตุดินสีเทาค่อย ๆ โคจรแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูกระดูกของนักรบผีดิบอย่างช้า ๆ  นักรบผีดิบตนนั้นดูจะไม่ค่อยสบายตัวในทีแรก ในขณะที่ร่างกายของมันสั่นเทิ้มเล็กน้อย เมื่อผ่านไปได้ครู่หนึ่ง แก่นพลังปราณธาตุดินก็ได้แทรกซึมเข้าไปและดูราวกับผีดิบตนนั้นจะดูพออกพอใจอยู่ไม่น้อย

 

หานซั่วยิ้มเล็กน้อย และทันใดนั้นเอง เขาก็โบกมือ ทำให้มวลดินสีสันประหลาดหลากชนิดล้วนหลั่งไหลลงสู่เบื้องลึกของหลุมจนกระทั่งเต็มในระยะเวลาอันสั้น ภายในหลุมนั้นเต็มไปด้วยมวลดินแปลก ๆ มากมาย ในขณะที่แก่นปราณธาตุดินก็ยังคงซึมเข้าไปยังดิน และถูกดูดซับผ่านเข้าไปภายร่างกายของนักรบผีดิบอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเสร็จสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำเรียบร้อยแล้ว ที่หานซั่วต้องทำก็เหลือเพียงแค่การรอคอยเท่านั้น  เขารู้ว่านักรับผีดิบจะแปรเปลี่ยนเป็นผีดิบธาตุดินชั้นยอดได้ก็ต่อเมื่อปราณธาตุดินภายในแดนดินสัมบูรณ์ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างของนักรบผีดิบอย่างเต็มที่ทั้งหมดแล้วเท่านั้น  แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าในขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่เมื่อได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างไปตามกระบวนการที่วางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หานซั่วก็รู้สึกว่าไม่มีเหตผลอะไรให้ต้องอยู่ที่นั่นต่อ

 

ขณะเดินออกมาจากสุสานแห่งความตาย หานซั่วยังคงฝึกฝนแก่นมนตราและเวทมนตร์อย่างต่อเนื่องไปตลอดทางระหว่างมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ของป่าทมิฬ การเดินทางนั้นลำบากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปราศจากการตรวจตราระแวดระวังภัยของปีศาจปฐมภูมิ  แต่โชคยังดีที่เขามีประสาทสัมผัสที่ดีเยี่ยม ทำให้เขาไม่ได้เจออันตรายใด ๆ เลยตลอดทาง

 

กลางดึกคืนนั้น หิมะตกไปทั่วบริเวณ  ป่าทมิฬที่หนาวเหน็บแห่งนั้นดูราวกับถูกปกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมสีเงิน ภายใต้รัศมีจันทร์ที่สุกสกาว ทั่วทั้งผืนป่าทมิฬแวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของความเงียบสงบ

 

หานซั่วนั่งขัดสมาธิอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ที่มีกิ่งหนาและยืนต้นโดดเดี่ยวอยู่ในบริเวณนั้น ทั่วทั้งร่างของเขาสั่นเทิ้มอย่างแรง  ในขณะที่กลุ่มควันหนาแน่นของพลังปีศาจกระจายตัวห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้  แม้แต่ความสุกสว่างของแสงจันทร์ก็ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านความมืดดำของชั้นหมอกควันนั้นเข้ามาได้เลย

 

เมื่อผลแห่งแด็กมาร์ลูกสุดท้ายถูกกลืนกินเข้าไป หานซั่วก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับผลลัพธ์ของมัน แต่ในที่สุดเขาก็สำเร็จอาณาจักรพลังหลอมวิญญาณ  เลือดในร่างกายค่อยๆ ไหลมารวมกันช้า ๆ ที่บริเวณหัวและท้องของเขา ก่อนจะเริ่มก่อร่างอย่างช้า ๆ จนกลายเป็น ตัวอ่อนปีศาจ  ที่ค่อยๆถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังเวทมนตร์และความรู้สึกนึกคิดของหานซั่ว

 

ไอปีศาจแผ่ออกมาจากทุกรูขุมขนของหานซั่ว  ตัวอ่อนปีศาจเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรพลังปีศาจแท้จริง เละเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหานซั่วได้บรรลุอาณาจักรพลังหลอมวิญญาณเรียบร้อยแล้ว และในอาณาจักรพลังนี้เป็นเส้นแบ่งของการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใช้เวทย์ปีศาจ  ซึ่งเมื่อตัวอ่อนปีศาจได้ก่อร่างขึ้นจนสำเร็จเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจึฃจะถือได้ว่าผู้ใช้เวทย์นั้นกลายเป็นปีศาจอย่างแท้จริง แต่ก็ยังนับว่าเป็นช่วงเวลาที่อันตรายและสุ่มเสี่ยงมากที่สุดอีกด้วย

 

เขายังคงอยู่ในท่าเดิมในขณะที่ปล่อยให้แก่นมนตราในร่างกายถาโถมโคจรเข้าไปในตัวอ่อนปีศาจอย่างบ้าคลั่ง ในขณะนั้น ตัวอ่อนปีศาจมีขนาดเพียงหัวแม่มือ  และมันยังคงซึมซับแก่นมนตราและพลังชีวิตของหานซั่วอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมันค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นและเริ่มส่องแสงประกายออกมาเป็นรัศมีสีจาง ๆ

 

หานซั่วใช้เวลาถึง 7 วันเต็มในขณะที่ตัวอ่อนปีศาจเริ่มเจริญเติบโตจนมีขนาดเท่ากำปั้น  จนกระทั่งแก่นมนตราของหานซั่วค่อย ๆ เหือดแห้งลงพร้อมกับอาการหน้ามืด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มและหล่นลงมาจากต้นไม้ใหญ่ทันทีเพราะร่างกายอ่อนแอลงในช่วงเวลานั้น

 

เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่หานซั่วกำลังตื่นตกใจอยู่นั้นเอง เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตัวอ่อนปีศาจที่กำลังซึมซับเลือดและแก่นมนของเขาตราอย่างต่อเนื่องนั้น ได้เกิดสายสัมพันธ์ลึกลับบางอย่างขึ้นระหว่างตัวอ่อนปีศาจและตัวเขาเอง มันยังคงดูดซับแก่นมนตราและเลือดต่อไป แต่แล้วจู่ ๆ มันก็ซึมกลับเข้ามาในแขนขาและกระดูกของเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับการระเบิดของภูเขาไฟ ราวกับว่าแก่นมนตรานั้นมีรากฐานที่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจเกิดจากความสัมพันธ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนปีศาจ จนหานซั่วรู้สึกราวกับว่าเขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง

 

ขณะที่ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เขาร่ายเวทย์ก็อัคคีเหมันต์ และเปลวไฟสีแดงและม่วงปรากฏขึ้นหลังจากที่เขาผสานมันเข้ากับแก่นมนตรา  แสงนั้นสุกสว่างที่สองมือราวกับว่าเขากำลังถือตะเกียงไว้ในมือทั้งสองข้าง เกิดเป็นภาพที่ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 

เขาวาดมือซ้ายและขวาไปมา แล้วลูกไฟสีแดงและม่วงก็พุ่งลอยออกไปยังพุ่มไม้ทิศทางละพุ่ม  ในขณะที่พุ่มหนึ่งไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่านและเกิดควันไฟหนา อีกพุ่มหนึ่งก็เยือกแข็งอย่างกระทันหันจนกิ่งก้านที่กลายเป็นน้ำแข็งล้วนแตกหักออกจนเกิดเสียงดังลั่น

 

ในอาณาจักรพลังปีศาจแท้จริง หานซั่วสามารถควบคุม “เวทย์อัคคีเหมันต์” ได้ดังใจนึก เขาสามารถสร้างเปลวเพลิงสีม่วงและแดงได้ในฝ่ามือและใช้มันพุ่งเข้าโจมตีอย่างชำนาญ และนี่เป็นผลของการที่แก่นมนตราของเขาเปลี่ยนแปลงไป

 

คมมีดพิชิตมารบินออกมาและส่งเสียงหวีดหวิวขณะแทรกผ่านอากาศราวกับว่ามันบรรจุเต็มไปด้วยเหล่าวิญญาณที่ถูกขโมยมา  ขณะที่มันกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ  ทั้งต้นไม้และเนินดินโดยรอบล้วนถูกทำลายแหลกเป็นชิ้น ๆ หรือไม่ก็ระเบิดออกในขณะที่คมมีดพิชิตมารพุ่งทะลุผ่านไป เมื่อมันบินวนจนครบรอบแล้ว มันก็กลับมายังมือของเขา ซึ่งบริเวณรอบข้างล้วนถูกทำลายราวกับว่ามีการต่อสู้ในสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในบริเวณนั้นเลยทีเดียว

 

ในตอนนี้ เขาสามารถหล่อหลอม ปีศาจหยิน  ซึ่งมีระดับสูงกว่าปีศาจปฐมภูมิได้แล้ว และหลังจากที่เขาฝึกฝน เวทมนตร์เทพอสูร   ซึ่งบันทึกไว้ในตำราเวทมนตร์โบราณ ผสานรวมกับพลังเร้นลับของตัวอ่อนปีศาจ จะทำให้หานซั่วสามารถบินไปในอากาศได้ แล้วการเดินทางนับพันไมล์ภายในวันเดียวก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปในทันที

 

เมื่อคราวที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคลาร์กก่อนหน้านี้  หานซั่วต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถก้ามข้ามมายังอาณาจักรพลังปีศาจแท้จริงได้แล้ว หานซั่วก็มั่นใจขึ้นว่าเขาจะสามารถสู้กับคลาร์กได้อย่างสูสีเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากันครั้ง  และเขาจะไม่ใช่หมูในอวยสำหรับคลาร์กเหมือนกับคราวที่แล้วอย่างแน่นอน

 

ในขณะที่หานซั่วฝึกฝน เวทมนตร์เทพอสูร  และเดินทางไปยังทิศใต้ของป่าทมิฬ เขาก็มาถึงถิ่นที่อยู่ของโทรลล์ในเวลา 2 วัน

 

เมื่อมองจากระยะไกล  หานซั่วพบร่องรอยของการต่อสู้บริเวณด้านนอกของหมู่บ้านโทรลล์ป่า ต้นไม้ใหญ่บางต้นถูกโค่นและถูกยิงด้วยลูกธนู และอาวุธหักพังที่กระจายเกลื่อนก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าพวกโทรลล์ป่าเพิ่งผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก

 

ไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าการต่อสู้ของพวกโทรลล์ป่าและเอลฟ์ได้เกิดขึ้นแล้ว  หานซั่วสำรวจบริเวณโดยรอบแต่ก็ไม่พบร่องรอยของพวกเอลฟ์  ทำให้เขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะในการต่อสู้

 

หานซั่วอัญเชิญเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กออกมา ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านโทรลล์ป่าอย่างช้า ๆ โทรลล์ป่าจำนวนหนึ่งเดินออกมาพร้อมอาวุธครบมือขณะที่พวกเขาไปถึงเขตแดนของพวกมัน  เมื่อเห็นหานซั่วและเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก  พวกมันก็โห่ร้องอย่างพร้อมเพรียงพลางร้องตะโกน “ดาทาร่า!” ต้อนรับหานซั่วและเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเข้าไปในหมู่บ้านอย่างยิ่งใหญ่และเอิกเกริก

 

เมื่อเขาเดินเข้าไป หานซั่วสังเกตว่าพวกโทรลล์รอบตัวเขาต่างถืออาวุธและพร้อมจะสู้อยู่ตลอดเวลา แม้แต่โทรลล์ผู้หญิงและโทรลล์ชราที่อยู่ห่างออกไปก็ถืออาวุธในขณะที่พวกมันกำลังเตรียมอาหารเช่นกัน

 

เมื่อสังเกตดูดี ๆ เขาพบว่าจำนวนของพวกโทรลล์ป่าในหมู่บ้านนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่เขามาที่นี่ครั้งสุดท้าย  เขาลองประเมินดูคร่าว ๆ และพบว่ามีโทรลล์ที่อยู่ในวัยสู้รบอยู่อย่างน้อยก็ 800 ตน  นั่นเพิ่มขึ้นมาประมาณ 300 ตนจากตอนที่เขามาที่นี่ครั้งสุดท้าย

 

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าพวกโทรลล์ป่าไม่มีอาวุธและอุปกรณ์เพียงพอที่จะใช้สู้  โทรลล์ป่าบางตนที่อยู่ด้านหลังมีเพียงกระบองไม้หยาบ ๆ หรือแม้แต่ก้อนหิน อาวุธโลหะบางชิ้นก็เต็มไปด้วยสนิม  ความอดอยากแร้นแค้นที่เกิดขึ้นทำให้บางตนถึงกับเคี้ยวเปลือกไม้หรือวัชพืชเพื่อประทังความหิว เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก

 

 

*******************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย