0 Views

วันต่อมา

หานซั่วถูกปลุกอย่างหยาบคายเพราะถุงขยะหนักอึ้งใบหนึ่งถูกโยนลงมาบนตัวเขา

เขากำลังฝันหวานอยู่ทีเดียว ตอนที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนภูเขาทั้งลูกถล่มใส่ตัว เขารีบตะเกียกตะกายออกจากเตียงอย่างลนลาน ขยี้ตาและพบว่ามันคือถุงขยะใบใหญ่ เขารู้ทันทีว่าใครสักคนต้องโยนมันลงมาผ่านหน้าต่างโรงเก็บของแน่

เขาก่นด่าสาปแช่งไปทั่ว และเตะถุงนั่นให้พ้นจากเตียง มันหล่นลงพื้นเสียงดังและกลิ้งหลุน ๆ ไปที่ประตู หานซั่วกำลังจะกลับไปนอนต่อ แต่ก็คิดได้ว่านี่คงเริ่มสายแล้ว ถ้ามีใครโยนขยะเข้ามาแบบนี้

บนท้องฟ้า พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้วเมื่อหานซั่วเปิดหน้าต่างออกและมองทิวทัศน์ข้างนอก เขาถอนหายใจ พลางคิดว่าตัวเองคงหักโหมเกินไปจากการฝึกเมื่อคืน วันนี้ถึงได้นอนจนเลยเวลา จึงรีบตรงไปที่ประตูทันที แต่อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงความฝันเมื่อคืนขึ้นมา และจำได้ว่าในฝันเขาสั่งให้โครงกระดูกตัวเล็กไปแก้แค้นฟิทช์ให้เขา หานซั่วหัวใจหล่นวูบ เพราะก่อนหน้านี้เขาก็ฝันแบบเดียวกันตอนที่เกิดเรื่องขึ้น เขารีบก้มลงมองดูในถังไม้ใบใหญ่อย่างรวดเร็ว

เขาดีใจเมื่อภาพที่เห็นคือโครงกระดูกตัวเล็กกำลังวางมือกระดูกสีดำไว้ที่ด้านข้างถัง ขณะที่ขากระดูกซ้ายไขว้ทับขาขวา ไขว่ห้างแกว่งขาไปมา ราวกับกำลังมีความสุขกับการอบซาวน่า ท่าทางของมันทั้งสบายใจ และดูเหมือนนักเลงมากทีเดียว

หายซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามันยังอยู่ในถังไม้ คิดใคร่ครวญเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นและดันถังเข้าไปใต้เตียง และออกจากโรงเก็บของไปทำหน้าที่ประจำวันหลังจากหยิบถุงขยะมาอุดช่องว่างที่อยู่ใต้เตียง

“ไง ไบรอัน ทำไมวันนี้มาช้าจัง?”

แจ็คกำลังปัดฝุ่นรูปปั้นอยู่ขณะยิ้มทักทายหานซั่วจากไกล ๆ

หานซั่วมองไปรอบ ๆ และรู้ว่าเขามาสายจริง ๆ เพราะไม่มีนักเรียนเดินอยู่แถวนั้นเลย คงเข้าเรียนกันไปหมดแล้วแน่ ๆ

“อ๋อ พอดียังมึน ๆ หัวอยู่น่ะ หลังจากเมื่อวานโดนฟิทช์ทุบเข้าไปสองที ก็เลยนอนเพลินไปหน่อย”

“ฮะ ๆ ๆ”

แจ็คหัวเราะอย่างพอใจเบา ๆ เอียงหัวเข้าไปหาหานซั่วและกระซิบว่า

“ไบรอัน เจ้าไม่ต้องโกรธแล้วล่ะ ข้าได้ยินพวกนักเรียนคุยกันตอนเดินไปเข้าเรียนวันนี้ ว่าเจ้าโครงกระดูกดำเจ็ดปีกตัวที่เคยโผล่มาคราวที่แล้วน่ะ เข้าไปเล่นงานฟิทช์เมื่อคืน จนหน้าเขาบวมช้ำไปหมดเลยล่ะ!”

“……….”

หานซั่วนิ่งเงียบ

สรุปว่าความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาสินะ แต่ก็ต่างออกไปจากที่เขาคิดไว้เล็กน้อย ครั้งนี้ เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กว่องไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำตามคำสั่งได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเมื่อเช้าเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กถึงอยู่ในถังด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนกับท่าเดิมที่เขาเห็นมันเมื่อคืน

“เอ๋? ไบรอัน ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ? เจ้าไม่ดีใจรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า นี่แน่ะ เจ้าโครงกระดูกดำนั่นต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ตอนที่ฟิทช์โดนเล่นงานจนตื่นน่ะ เขาทันเห็นมันกางปีกทั้ง 7 ปีกออก แล้วกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง โอ้ แล้วห้องของฟิทช์อยู่ตั้งชั้น 4! สุดยอดเลย เจ้าโครงกระดูกนั่นไม่ได้ร่วงลงพื้นแบบเศษกระดูกแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ด้วยนะ!”

หานซั่วไอแห้งออกมา 2 ครั้ง และรู้สึกพอใจทีเดียว เขารีบเปลี่ยนเรื่องและพูดว่า

“ดีจัง! สงสัยจังนะว่าใครอัญเชิญโครงกระดูกนั่นมา แถมแก้แค้นให้ข้าอีก ช่วงนี้ข้านี่โชคดีจัง!”

สองสามวันต่อมา ก็ไม่มีเรื่องโชคร้ายอะไรเกิดขึ้นกับหานซั่วอีกเลย ไม่มีใครมาตามหาเขาลากตัวไปช่วยฝึกเวทมนตร์ด้วย ระหว่างนี้ เขาจึงใช้โอกาสความสงบสุขที่หาได้ยากนี่ยืนอยู่นอกห้องเรียนศาสตร์แห่งความตายในตอนเช้า และเงี่ยหูฟังคำบรรยายของจีน ขณะที่ถือไม้กวาดอยู่ในมือ

บางที อาจเป็นเพราะโดนโครงกระดูกเล่นงานไป ช่วงนี้ฟิทช์จึงไม่ได้มาเข้าเรียนเลย หานซั่วแอบฟังจีนอธิบายเกี่ยวกับองค์ความรู้เวทมนตร์ต่าง ๆ ทุกวัน และกระจ่างแจ้งในทฤษฎีมากมายที่ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิด

กลางดึก หานซั่วค่อย ๆ พยายามฝึก “เวทย์อัคคีเหมันต์” ทีละน้อย ๆ โดยการโคจรแก่นมนตราไปที่มือขวาและปลายนิ้วทั้งห้าตามหลักของเวทย์อัคคีฯ แต่ละครั้งเจ็บปวดเหมือนโดนเผา แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขายังคงโคจรแก่นมาตราถึงเพียงข้อมือ

เขาศึกษา “ตำราเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน” และทดไว้ในใจเกี่ยวกับทฤษฎีที่เขาเคยไม่เข้าใจ เผื่อว่าจีนอาจเคยพูดถึงหัวข้อพวกนั้นบ้าง ตอนที่หานซั่วแอบฟังตอนเขาสอน

เมื่อตอนนี้ปันส่วนอาหารของหานซั่วเพิ่มขึ้นแล้ว และร่างกายก็ได้รับสารอาหารมากขึ้น หากไม่นับการที่เขาบ่มเพาะแก่นมาตราด้วยแล้ว ร่างกายที่เคยผอมบางของหานซั่วก็มีพื้นฐานร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เขาเริ่มมีกล้ามเนื้อ และดูเหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย แม้แต่อารมณ์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

นักเรียนศาสตร์แห่งความตายไม่คิดรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของหานซั่วเลยนับตั้งแต่ที่รู้ว่าเขาเสียสติไปคราวนั้น หานซั่วก็ชอบที่ไม่มีใครสนใจเขามากเท่าไหร่ เขาจึงสามารถทำงานและแอบฝึกเวทมนตร์ไปด้วย แล้วยังดีใจที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง

“โอ ความมืดอันเป็นนิรันดร์เอ๋ย จงแปรเปลี่ยนเป็นศรกระดูก และทำลายล้างตามประสงค์แห่งข้า… เวทย์ศรกระดูก !!”

ปัง!

ศรกระดูกระเบิดออกเพียงครึ่งทางก่อนที่จะถึงเป้าหมาย และดูจากทิศทางแล้ว มันพุ่งผิดองศาไปมากทีเดียว ไม่ได้เล็งไปที่หุ่นฟางเลยแม้แต่น้อย

หานซั่วถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหัว และคิดว่า การเข้าใจทฤษฎีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การปฏิบัติก็เป็นอีกเรื่อง หลายวันมานี้ หานซั่วทดลองฝึกเวทย์ศรกระดูกระดับต่ำสุดใกล้ ๆ กับสุสาน และยังไม่เคยร่ายเวทย์นี้ได้สำเร็จ ถ้าไม่เสกลูกศรไม่ได้ ก็ควบคุมทิศทางลูกศรไม่ได้และระเบิดกลางทางอยู่ดี

หานซั่วเข้าใจแล้วว่าการหมั่นฝึกซ้อมเป็นสิ่งจำเป็นในการร่ายเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายให้สำเร็จ และการฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะทำให้เขาสามารถควบคุมองค์ประกอบของเวทมนตร์นี้ได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งร่ายเวทย์ได้ สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

ช่วงนี้เอง หานซั่วจะใช้เวลาตอนกลางคืนบ่มเพาะแก่นมนตราสักพักหนึ่ง ก่อนจะแอบดอดออกไปที่สุสาน ที่ซึ่งเขาเคยถูกเอามาทิ้งตอนเป็นศพ เพื่อฝึกเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย โครงกระดูกตัวเล็กยืนอยู่ตรงนั้นแน่นิ่งไม่ไหวติง เมื่อมันลากถุงขยะสองใบและโยนทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่หานซั่วกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับการร่ายเวทย์และหัตถ์มนตราที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ และพยายามคิดให้ออกว่าเขาพลาดตรงไหนในช่วงที่ใช้พลังจิต ทันใดนั้นเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังรุดมาจากที่ไกล ๆ เขารีบหลบไปซ่อนหลังก้อนหินที่กระจายตัวอยู่ข้างสุสาน

สุสานนี้มีพื้นที่กว้างขวาง และสงบเงียบอย่างที่สุดในเวลากลางคืน นอกจากหานซั่วแล้วก็มีเพียงคนไม่กี่คนที่มาเพื่อทิ้งเศษวัตถุดิบเวทมนตร์ที่นี่ ที่หานซั่วแอบมาฝึกเวทมนตร์ที่สุสานก็เพราะไม่ต้องการให้ใครเห็น เขารีบหาที่หลบตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา

ผ่านไปสักพัก หานซั่วก็มองเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง รูปร่างสูง ร่างกายกำยำ ผมสีฟ้า เสื้อผ้าของเขาถูกย้อมไปด้วยสีแดงสดของเลือด และที่ปากก็มีเลือดทะลักออกมา ในมือถือดาบใหญ่เล่มหนึ่ง และโซซัดโซเซเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อย่างกระวนกระวายใจและไร้ทิศทาง ในขณะที่เอาแต่หันไปมองข้างหลังเป็นระยะ

ร่างกายของเขาสั่นเทาเมื่อเขาเดินมาถึงที่ ๆ หานซั่วฝึกเวทมนตร์อยู่ก่อนหน้านี้ จังหวะก้าวเท้าของเขาแกว่งจนกระทั่งล้มลงกับพื้น เขาล้วงกระเป๋าถือสีเทาออกมาจากกระเป๋าตรงอกเสื้อด้านใน ใช้มือตะกุยขุดดินตรงหน้าและฝังกระเป๋านั้นลงไปและลุกขึ้นวิ่งต่อหลังจากเกลี่ยหน้าดินตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว

“ดีแลนเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก”

เสียงเปี่ยมเมตตาเสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลๆจากนั้นมวลแสงสีดำก็สว่างวาบขึ้นและกลายเป็นรูปร่างของชายชราคนหนึ่ง ผอมและดูเปราะบาง ยืนอยู่ข้างหลังชายวัยกลางคนนั้น ชายชรายิ้มอย่างเห็นอกเห็นใจเขาสวมชุดคลุมอาจารย์ขลิบทองในมือถือคทาเวทมนตร์ที่ดูล้ำค่าประดับด้วยทับทิม ไพลิน และบุษราคัม

มวลแสงสีเขียวเข้มจากที่ไกล ๆ ลอยตามเข้ามาอย่างรวดเร็วหลังจากที่จอมเวทย์ชราผู้ใจดีปรากฏตัว เมื่อมาถึงพื้นที่ว่าง แสงสีเขียวเข้มนั้นก็หายไป และปรากฏเป็นนักดาบผู้มีกล้ามเนื้อแข็งแรงเป็นมัด ๆ พร้อมด้วยดาบยาวเล่มหนึ่ง

“ท่านอาจารย์ดุ๊ค เราควรจัดการยังไงกับดีแลนดีครับ?”

นักดาบยืนอย่างสุภาพเคียงข้างจอมเวทย์ชรา และถามอย่างนอบน้อมหลังจากที่เขามาถึง
ดุ๊ค จอมเวทย์ชราผู้มีท่าที่เห็นอกเห็นใจ เขาขมวดคิ้วบาง ๆ และมองไปที่ร่างซึ่งนอนกองอยู่บนพื้นพร้อมเลือดกบปาก

“ดีแลนที่น่าสงสาร… เขาอาจถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ เขาไม่ควรทรมานกับความเจ็บปวดแบบนี้เลย เอริค ส่งเขาไปที่ชอบ ๆ ซะเถอะ”

“ท่านอาจารย์ใจดีเกินไป!”

นักดาบเอริคชื่นชมด้วยสีหน้าแปลก ๆ ทันใดนั้นเอง เกิดแสบวาบเหมือนสายฟ้าพุ่งตรงไปที่ดีแลนที่กำลังวิ่งหนี หานซั่วทันเหลือบไปเห็นมวลแสงสีเขียวเข้มขณะที่เลือดพุ่งกระจายออกมาจากหลังของดีแลน ที่ในที่สุดก็ล้มลงไปกองกับพื้น แน่นิ่งไม่ไหวติง

เอริคเก็บดาบยาวเข้าฝักและก้มไปค้นศพของดีแลนทันที สีหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รีบลุกขึ้นยืนและกล่าวอย่างยอมจำนนว่า

“ท่านอาจารย์ดุ๊ค มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาครับ!”

“เป็นไปได้ยังไง!”

ดุ๊คตกตะลึงหน้าถอดสี เขาโบกคทาเรียกศพของดีแลนให้ลุกขึ้น พร้อมกับร่ายเวทย์ธาตุลม เหล่าสายลมคมกริบเฉือนเสื้อผ้าของศพจนขาดเป็นชิ้น ๆ

หานซั่วเห็นทุกอย่างจากด้านหลังกองหิน แสงสีเขียวเข้มจากดาบยาวของเอริคแปลว่าเขาเป็นอัศวินระดับสูง

ถ้าอัศวินระดับสูงมีท่าทีเคารพดุ๊คขนาดนั้น แปลว่าตัวตน หรือความสามารถของคนผู้นี้ต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน เป็นครั้งแรกที่หานซั่วเห็นการฆาตกรรม หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตระหนกตกใจ

“ไม่ได้อยู่ที่เขาจริง ๆ ด้วย!”

ดุ๊คบ่นกับตัวเองและโยนศพเปลือยเปล่าของดีแลนทิ้งไปที่พื้นราวกับทิ้งขยะด้วยการโบกคทาอีกครั้ง

คราวนี้ดุ๊คเขย่าคทาของเขา คลื่นพลังจิตแข็งแกร่งพุ่งเข้ามาหาหานซั่ว ยกร่างของเขาลอยขึ้นอย่างไม่เต็มใจ และมาร่อนลงตรงหน้าดุ๊ค

“เอ๋? รู้ได้ไงว่าข้าอยู่ตรงนั้น?”

หานซั่วไม่ได้เพียงแต่หวาดกลัวอยู่ภายในใจ แต่ปากเขาก็สั่นกลัวด้วยเช่นกัน เขาควบคุมแขนขาไม่ได้เนื่องจากลอยคว้างอยู่กลางอากาศ และร้องตะโกนด้วยความไม่อยากเชื่อ

“อา ช่างเป็นเพื่อนตัวน้อยน่ารักไร้เดียงสาเสียนี่กระไร! ดูจากเสื้อผ้าเจ้าแล้ว เจ้ามาจากวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนสินะ?”

ดุ๊คส่งสายตามีเมตตาให้หานซั่ว และปล่อยเขาลงกับพื้นหลังจากพูดจบ

“ใช่ ข้าเป็นเด็กรับใช้จากวิทยาลัยบาบิโลน ข้าเอาขยะเวทมนตร์มาทิ้งที่นี่ และไม่เห็นอะไรเลยจนกระทั่งตอนนี้นี้แหละ เอ๋? ดึกขนาดนี้แล้ว พวกท่านคุยกันต่อเถอะ ข้ากลับก่อนนะ”

หานซั่วลุกขึ้นจากพื้นและตอบกลับไปด้วยสีหน้าซื่อ ๆ เขาก้าวเท้าอย่างระมัดระวังออกไปได้สองก้าวมุ่งหน้าสู่วิทยาลัย แล้วก็เร่งความเร็ววิ่งหนีด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เจ้าสองคนนี้ต้องทำอันตรายอะไรสักอย่างกับเราแน่ ๆ รีบหนีออกไปให้เร็วที่สุดดีกว่า

“เอ๋ เพื่อนของเราคนนี้ฉลาดไม่เบานี่นา เอริค ทำไมเจ้าไม่ช่วยส่งเขาไปที่ชอบ ๆ สักหน่อยล่ะ”

ดุ๊คพูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจและหัวเราะเบา ๆ อยู่เบื้องหลัง

หานซั่วรู้สึกถึงกระแสลมทรงพลังกำลังเข้ามาใกล้เขาทันทีที่ดุ๊คพูดจบ