0 Views

 

“อาจารย์แฟนนี่ ไบรอัน กำลังทำอะไรกันอยู่คะ?”

 

เสียงลิซ่าเรียกพวกเขาดังมาจากด้านหลัง พร้อมกับจ้องมองพวกเขาด้วยความสงสัย

 

“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร”

 

แฟนนี่จ้องเขม็งไปที่หานซั่ว เธอชี้นิ้วไปทางของห้องทดลองของเธอก่อนจะหันตัวเดินกลับเข้าไป

 

ตอนที่แฟนนี่ยื่นมือของเธอชี้ออกไป แหวนมิติที่หานซั่วให้เธอไว้ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนบนนิ้วมือของเธอ หานซั่วรู้สึกสุขใจเหลือเกินแม้ได้เหลือบมองไปที่แหวนวงนั้นแค่ครั้งเดียว เขารู้ว่าในที่สุดแฟนนี่ก็ยอมรับแหวนนั้นแล้ว และที่เธอชี้ไปยังห้องทดลองของเธอ เห็นชัดได้ว่าเธอกำลังบอกให้เขาไปรอเธอที่นั่น

 

เขาไม่ได้มีแผนจะไปเตร็ดเตร่ที่ไหนอยู่แล้ว จึงยิ้มซื่อ ๆ และพยักหน้าให้แฟนนี่ ก่อนจะตรงไปยังห้องทดลองของเธอเช่นกัน

 

หลังจากที่รออยู่ได้สักพัก แฟนนี่ก็กลับมาหลังจากการสอนและการฝึกซ้อมในสนามฝึกเสร็จสิ้น  เธอเปิดประตูห้องทดลองให้หานซั่วเข้าไปข้างในแล้วถามเขาด้วยท่าทีปกติ

 

“เอาล่ะ เจ้าต้องการอะไรเหรอ?”

 

แม้ว่าแฟนนี่จะพยายามวางท่าปกติ แต่พวกเขาทั้งคู่ก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไปไกลเกินกว่านั้น มันจึงค่อนข้างยากที่แฟนนี่จะแสร้งทำตัวเป็นอาจารย์ต่อหน้าหานซั่ว

 

หานซั่วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และพูดแหย่เธอ

 

“อย่าทำตัวจริงจังแบบนั้นสิ”

 

แฟนนี่กลอกตาด้วยอารมณ์หงุดหงิด

 

“ข้าต้องจริงจังสิ กับเจ้าน่ะ ไม่งั้นเจ้าก็ชอบทำเป็นเล่นทุกทีไป ขืนข้าใจดีกับเจ้าเข้าหน่อย มือไม้ซน ๆ ของเจ้าก็ไม่เคยอยู่สุขสักที”

 

บรรยากาศที่กำกวมระหว่างอาจารย์และนักเรียนนี่เกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ? นี่มันเป็นการหยอกล้อของคู่รักชัด ๆ  หานซั่วรู้สึกมีความสุขในหัวใจแม้ว่าตอนนี้แฟนนี่จะจ้องเขม็งใส่เขา

 

แม้ว่าหานซั่วกำลังเบิกบานใจอย่างที่สุด  และมักจะทำทุกความตั้งใจโดยเป็นไปตามอารมณ์ แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะไม่รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มถามแฟนนี่เกี่ยวกับทฤษฏียากๆ ที่เขาเจอในช่วงนี้

 

เมื่อเธอเห็นว่าหานซั่วเริ่มถามคำถามมากมาย แฟนนี่ก็เริ่มปรับตัว และกลับมาเป็นอาจารย์ที่เอาจริงเอาจังอย่างเคย เธออธิบายรายละเอียดของทฤษฏีต่างๆ อย่างใส่ใจ เมื่อเธอเห็นว่าหานซั่วมีความตั้งใจและกำลังพยายามอย่างหนัก จนสามารถใช้เวทย์กรงกระดูกซึ่งเป็นเวทย์สำหรับนักเวทย์ระดับกลางได้แล้ว แฟนนี่เองก็รู้สึกดีใจมากกว่าหานซั่วเสียอีก

 

เธอถอนหายใจเมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะ

 

“ความสามารถของเจ้าในตอนนี้ เจ้าน่าจะได้เป็นนักเวทย์ระดับสูงในไม่ช้านี้แล้วล่ะ เพราะข้าเริ่มต้องใช้เวลาคิดก่อนจะตอบคำถามต่าง ๆ ที่เจ้าถามมา และในที่สุด ข้าคงไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้อีก และไม่มีอะไรที่ข้าสามารถสอนเจ้าได้อีกแล้ว”

 

แม้ว่านักเรียนที่ดีจะนำมาซึ่งความรู้สึกแห่งความสำเร็จอันลุล่วงแก่ผู้เป็นอาจารย์ แต่หานซั่วก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้แฟนนี่รู้สึกค่อนข้างกดดัน เพราะเธอเองก็เป็นเพียงนักเวทย์ระดับสูง และตอนนี้ก็อยู่เหนือกว่าหานซั่วเพียงแค่ระดับเดียวเท่านั้น”

 

อัตราการพัฒนาความสามารถของหานซั่วนั้นอยู่เหนือจินตนาการของเธอไปมาก ถ้าหานซั่วยังคงพัฒนาต่อไปอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้  แฟนนี่ก็จะค่อย ๆ หมดความสำคัญต่อหานซั่วไปทีละน้อย ๆ ทำให้แฟนนี่ไม่สบายใจเมื่อความรู้สึกนี้แทรกซึมอยู่ในใจเธอ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอมรับมัน

 

“ฮะ ๆ ๆ ไม่ว่ายังไง ท่านก็ยังเป็นอาจารย์แฟนนี่ที่พาข้าเข้ามาและทำให้ข้าเป็นผู้เป็นคนขึ้น ไม่ว่าวันข้างหน้าความสัมพันธ์ของพวกเราจะเปลี่ยนไปยังไง ท่านก็ยังเป็นอาจารย์ของข้าเสมอไม่มีวันเปลี่ยนไปหรอก”

 

สมองของหานซั่วซึ่งตอนนี้สามารถประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงสามารถคาดเดาความรู้สึกนึกคิดของเธอได้ทั้งหมดเพียงแค่สังเกตจากท่าทีของเธอ เขาจึงรีบปลอบเธอพร้อมรอยยิ้ม

 

แฟนนี่ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจเบา ๆ  คิ้วที่สวยงามได้รูปนั้นขมวดเข้าหากันในขณะที่เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

 

“วิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาลิโลนของเรามีเพียงข้าและจีนที่เป็นอาจารย์ของสาขาศาสตร์แห่งความตาย และเราเป็นเพียงนักเวทย์ระดับสูง เมื่อเจ้าเรียนรู้จากพวกเราจนหมดและไม่หลงเหลือใครที่จะสอนเจ้าได้อีก การพัฒนาตัวเองของเจ้าก็คงจะต้องเจอกับอุปสรรคแน่ ๆ ข้าเป็นห่วงเรื่องนี้จริง ๆ นะ”

 

“ท่านคิดมากไปแล้วล่ะ  เมื่อถึงวันนั้นจริงๆ อาจจะมีทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้นก็ได้ ท่านไม่ต้องกังวลไปไกลถึงขนาดนั้นหรอก”

 

หานซั่วรับรู้ถึงความกังวลใจของแฟนนี่ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ด้วยการดำรงอยู่ของสุสานแห่งความตาย หานซั่วเชื่อว่าหากเขาพัฒนาตนเองได้มากขึ้น เขาก็จะยิ่งเข้าสู่สุสานแห่งความตายในส่วนที่ลึกขึ้นได้อีกซึ่งความลึกลับในนั้นย่อมมีวิธีที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งมากกว่านี้ได้อีกแน่นอน

 

ดูเหมือนแฟนนี่จะคิดตามสิ่งที่หานซั่วพูด และสุดท้ายเธอก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้ม

 

“บางที… อาจจะถูกของเจ้าก็ได้ ข้าคงจะคิดมากเกินไป เอาล่ะ นี่ก็เย็นแล้ว ไปฝึกฝนเวทมนตร์ต่อเถอะ ถ้าเจ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าจะไปทานอาหารเย็นด้วยเหมือนกัน”

 

“แล้วทำไมเราไม่ไปทานอาหารเย็นด้วยกันล่ะ?”

 

หัวใจของหานซั่วโลดเต้นขึ้นมาทันทีพร้อมกับพูดเย้าแหย่เธอ

 

“ฮึ! ฝันไปเถอะ ข้าจะไม่ทำอะไรกับเจ้าทั้งนั้นจนกว่าเจ้าจะได้เป็นนักเวทย์ระดับสูง รีบ ๆ ไปเร็วเข้าเถอะ มันโอ้เอ้อยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าเก่งขึ้นมาหรอกนะ”

 

แฟนนี่ยิ้มและโบกคทาเวทมนตร์ของเธอและพยายามไล่หานซั่วออกไป

 

หานซั่วยังไม่รีบไปไหนและร้องโอดโอยเมื่อไปถึงประตู และเมื่อเขากำลังจะออกจากห้องทดลอง เขาก็พรวดเข้าไปจูบเธอด้วยความเร็วราวสายฟ้า ก่อนจะหัวเราะชอบใจวิ่งออกไป ทิ้งให้แฟนนี่ที่กำลังเขินอายอย่างที่สุดไว้ข้างหลัง

 

“เจ้าเด็กบ้า สักวันข้าจะเล่นงานเจ้าให้ได้เลยคอยดู!”

 

แฟนนี่พูดอย่างโกรธ ๆ ก่อนจะกระแทกประตูปิดดังปัง

 

ตอนนั้นเอง มีบางอย่างสะกิดใจเขาเมื่อได้ยินเสียงหายใจหอบหายเบา ๆ หานซั่วปลดปล่อยปีศาจปฐมภูมิออกไปในทันที แล้วปีศาจปฐมภูมิทั้ง 3 ตนก็ลอยไปยังทิศทางของเสียงนั้น

 

คลาร์ก อัศวินปฐพีกำลังซ่อนตัวอยู่หลังรั้วไกลออกไป ความหล่อเหลาที่มีนั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ และกำลังจ้องมองมาที่หานซั่วด้วยความเกลียดชัง เขารู้จักกับสีหน้าแบบนั้นเป็นอย่างดี มันคือสีหน้าเดียวกับฟิทช์ที่เคยจ้องมองหานซั่วก่อนที่เขาจะตามมาแก้แค้น

 

หัวใจของหานซั่วสงบและเยือกเย็น พร้อมกับสังหรณ์ใจบางอย่าง คลาร์กเป็นถึงอัศวินปฐพี และหานซั่วก็เคยเห็นพลังและความแข็งแกร่งของเขามาแล้ว แม้ว่าความแข็งแกร่งของหานซั่วเองจะเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่เขาก็รู้ขีดจำกัดของตัวเอง และรู้ดีว่ายังไม่สามารถจัดการคลาร์กได้ด้วยตัวเองคนเดียว ทำให้เป็นเรื่องลำบากอยู่สักหน่อยที่ถูกคนระดับนี้เกลียดขี้หน้า

 

หานซั่วลองคิดใคร่ครวญและหาทางว่าจัดการกับเขาอย่างไรดี  เขาเดินช้า ๆ ไปทางหอพัก โดยมีคลาร์กที่ยังสะกดรอยตามมาข้างหลัง ก่อนจะจากไปอย่างไร้ซุ่มเสียงเมื่อหานซั่วเดินเข้าไปข้างใน เมื่อมองผ่านปีศาจปฐมภูมิ หานซั่วสามารถเห็นท่าทางและสีหน้าของคลาร์กได้อย่างชัดเจน และรู้ว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ

 

ด้วยความแข็งแกร่งของอัศวินปฐพีและวิธีการต่อสู้ที่เขาแสดงให้เห็นในป่าทมิฬ หานซั่วเชื่อว่าหากคลาร์กจะเคลื่อนไหวอะไร เขาคงไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนเจ้าเด็กฟิทช์ เขาคงจะจู่โจมอย่างรวดเร็ว รุนแรง และยากที่จะเอาชนะ โดยไม่เปิดโอกาสให้ตอบโต้ ด้วยความแข็งแกร่งและความมั่นใจของคลาร์ก เขาคงไม่ไว้ชีวิตใครอย่างแน่นอน

 

คลาร์กและคล็อดเป็นพี่น้องกัน พวกเขาจึงมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกันมาก พวกเขาทั้งคู่เป็นชายหนุ่มที่มีความเรียบร้อยสง่างามฉาบอยู่เบื้องหน้า แต่จริง ๆ แล้วแฝงไปด้วยความดำมืดในจิตใจ หานซั่วสามารถมองออกได้ตั้งแต่แรก จึงคอยระแวดระวังพวกเขาอยู่ตลอด

 

หานซั่วทิ้งหอพักไปในคืนนั้น และกลับไปซ่อนตัวอยู่ในโกดังเก็บของเก่า ๆ ที่เคยอยู่ และปลดปล่อยปีศาจปฐมภูมิ 1 ตนไว้ในห้อง เพื่อรอดูหากคลาร์กจะฉวยโอกาสลงมือจัดการเขาในคืนนั้น

 

โกดังเก็บของนั้นรกไปด้วยขยะและฝุ่นเช่นเดิมอย่างที่เคยเป็น ของที่ไม่ใช้แล้วจำนวนมากถูกโยนเข้ามาข้างใน โดยมีบอร์กและแครี่คอยดูแลความเรียบร้อย หานซั่วในตอนนี้นั้นสูงขึ้น บึกบึน และตัวใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า โกดังเก็บของแห่งนี้จึงดูเล็กไปสำหรับเขาเสียแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย เขาจึงจำเป็นต้องอยู่ที่นั่น

 

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างล้วนเงียบสงัดในยามดึก  หานซั่วเข้าฌานอยู่เงียบ ๆ และเพ่งสมาธิไปยังพลังจิต แต่ร่างกายนั้นยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  ร่างกายของเขานั้นแทบจะกลืนไปในความมืด เสียงลมหายใจและจังหวะเต้นของหัวใจนั้นลดลงอย่างน่ากลัว หากไม่ใช่เพราะความร้อนที่ยังมีในร่างกาย บางคนอาจคิดว่าเขาตายไปแล้ว

 

ความรวดเร็วในการเข้าฌานของเขาเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แม้ว่าหานซั่วจะเตรียมใจสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ไว้แล้ว เขาก็รู้สึกได้ว่าความเร็วของการทำสมาธิก็เร็วขึ้นกว่าเดิม และพลังจิตก็เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ เขาเข้าใจในที่สุดว่าระดับพลังจิตของเขานั้นได้ก้าวข้ามนักเวทย์ธรรมดาทั่วไปเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และค่ำคืนอันเหน็บหนาวกำลังสิ้นสุดลง ปีศาจปฐมภูมิก็มองเห็นร่างของคลาร์ก ทีแรกเขารู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไปและคลาร์กอาจจะไม่ได้คิดทำอะไรแบบนี้ และต่างจากผู้คนที่ซุ่มอยู่ในความมืด หรือคนขององครักษ์ชุดดำโดยสิ้นเชิง คลาร์กไม่ได้ปิดบังตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขายังคงสวมใส่เสื้อผ้าที่เขาใส่เมื่อตอนกลางวัน และใบหน้ายังคงเคร่งขรึม  เขาเดินอยู่ไกล ๆ โดยไม่เป็นที่สังเกตของใครทั้งสิ้น

 

เมื่อเขาเดินมาถึงด้านล่างของหน้าต่างห้องที่หานซั่วอยู่ เขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และกระโดดขึ้นไปบนห้องของหานซั่ว

 

“ถึงข้าจะไม่หลักฐานอะไรมาพิสูจน์ แต่การหายไปของคล็อดน้องชายข้า ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าแน่ ๆ อย่าหาว่าข้าหยาบคายเลยนะ แต่เพราะเจ้ามันทำตัวน่ารำคาญเอง เจ้าจะตายหายไปตั้งแต่วันนี้ ต่อให้แฟนนี่พยายามค้นหาแค่ไหน ก็จะไม่มีวันพบร่องรอยใด ๆ ของเจ้าอีก”

 

คลาร์กพึมพำกับตัวเองเมื่อกระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องของหานซั่ว ก่อนจะพุ่งตัวแทงดาบลงไปบนเตียงด้วยความเร็วสูง

 

แต่เพราะหานซั่วใช้หมอนที่อยู่ในตู้จัดทรงให้เหมือนกับว่ามีคนนอนอยู่บนเตียง เมื่อคลาร์กแทงลงไปแต่กลับเกิดเพียงเสียงแผ่วเบา ทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง คลาร์กดึงผ้าห่มออกและเห็นว่านั่นเป็นเพียงหมอน  ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที

 

หลังจากจ้องมองด้วยสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็จัดแจงทุกอย่างให้เหมือนเดิม และออกไปจากห้องด้วยความรวดเร็วราวสายฟ้าไปยังทางเดิมที่เขามา

 

และในตอนนั้นเอง ปีศาจปฐมภูมิก็จับความเคลื่อนไหวได้ว่ามีใครบางคนปรากฏตัวขึ้น คน ๆ นั้นซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ร่างกายของเขาแทบจะกลืนไปกับผนังห้องเรียน และกำลังสังเกตพฤติกรรมของตามคลาร์กจากระยะไกล

 

 

 

 

หานซั่วคิดว่าคน ๆ นี้ต้องมีแผนการไม่ดีอะไรสักอย่างกับคลาร์ก แต่เมื่อเขาตามคลาร์กไปอย่างลับๆ ล่อๆ หานซั่วก็มั่นใจได้ในทันทีว่าเป้าหมายของคน ๆ นั้นคือคลาร์กจริง ๆ  หานซั่วตกใจเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อน ดูเหมือนว่าจะมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นภายในวิทยาลัยนี่เสียแล้ว

 

เมื่อเขาเห็นคลาร์ก คนๆ นั้นก็วิ่งไปตามยังสำนักอัศวิน หานซั่วเกรงว่าปีศาจปฐมภูมิจะไม่สามารถเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนเพราะขีดจำกัดเรื่องระยะทางหากเขาอยู่ห่างมากเกินไป เขาจึงพุ่งตัวออกจากโกดังเก็บของ และรักษาระยะห่างจาก 2 คนนั้นไว้ เพื่อให้ปีศาจปฐมภูมิสามารถสังเกตการณ์ต่อไปได้

 

เมื่อปีศาจปฐมภูมิลอยตามหลังพวกเขาไปยังสำนักอัศวิน  หานซั่วพบว่าคลาร์กเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงในนั้นโดยไม่พูดอะไร  ห้องนั้นคือห้องที่คลาร์กและดุ๊คเคยพบปะพูดคุยกัน  ดูเหมือนว่านี่จะเป็นที่ ๆ คลาร์กอยู่ในตอนนี้

 

เงามืดที่ติดตามคลาร์กมายืนนิ่งอยู่ไกล ๆ หลังจากเห็นว่าคลาร์กเข้าไปในห้อง เขาก็เปลี่ยนทิศทางและมุ่งหน้าไปยังทางอื่นภายในสำนักอัศวินอย่างไร้สุ้มเสียง

 

หานซั่วสั่งให้ปีศาจปฐมภูมิตนหนึ่งยังคงเฝ้าสังเกตการณ์คลาร์กอยู่ภายในห้อง และส่งอีกตนไปคอยสอดส่องบริเวณรอบ ๆ ส่วนตนที่ 3 ให้ติดตามเงามืดนั้นไป เพื่อพยายามหาข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด

 

เมื่อเวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง เงามืดก็ตรงไปยังห้องว่างห้องหนึ่งภายในสำนักอัศวิน  เขายกกระเบื้องบนหลังคาออกและเข้าไปยังอีกห้องนั้นผ่านช่องบนหลังคา

 

“กลับมาแล้วรึ?”

 

ลอเรนซ์นั่งอยู่ในห้องที่มืดสลัว ในมือของเขาถือถ้วยชาร้อน ๆ และพูดด้วยเสียงแผ่วเบากับเงามืดที่เพิ่งลงมาจากหลังคา

 

หานซั่วตกใจและประหลาดใจอย่างที่สุด เขาไม่คิดว่าปลายทางของเงามืดนั้นจะเป็นห้องของลอเรนซ์  เขาเป็นลูกชายของรัฐมนตรีการคลังของจักรวรรดิ และลอเรนซ์ก็เคยซื้อเหล็กสีนิลจากหานซั่ว เขาถึงกับเก็บมันเผื่อไว้ให้ลอเรนซ์ด้วย เพราะพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  เมื่อรู้ว่าเขาส่งใครบางคนไปตามสะกดรอยคลาร์กก็ทำให้เขาตกตะลึงไม่น้อย

 

หานซั่วนึกถึงคำพูดของคานไดด์ขึ้นมาในทันที เมื่อครั้งแรกที่เขาเข้าไปยังศูนย์บัญชาการองครักษ์ชุดดำ คานไดด์เคยบอกกับเขาว่าตัวตนแท้จริงของลอเรนซ์นั้นไม่ใช่คนธรรมดา และยังเตือนหานซั่วว่าหากเขาใกล้ชิดกับลอเรนซ์มากเกินไป อาจก่อปัญหาใหญ่หลวงให้เขาก็เป็นได้ แม้ดูเหมือนว่าคานไดด์ต้องการจะอธิบายเกี่ยวกับตัวตนของลอเรนซ์ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น

 

สิ่งที่เห็นทำให้หานซั่วเข้าใจได้ทันที ว่าตัวตนแท้จริงของลอเรนซ์นั้นไม่ได้เป็นเพียงลูกชายของรัฐมนตรีการคลังอย่างแน่นอน  หากเป็นลูกชายของรัฐมนตรีการคลังก็คงไม่ต้องถูกเตือนให้ระวังตัวจากผู้ที่เป็นถึงหนึ่งในสามผู้ทรงอิทธิพลแห่งองครักษ์ชุดดำ”

 

“ใช่ หลังจากออกจากห้องของตัวเองไป คลาร์กก็ลอบเข้าไปบริเวณหอพักของสาขาศาสตร์แห่งความตาย และเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง ดูเหมือนว่าเขาพยายามจะฆ่านักเรียนคนหนึ่งที่นั่น แต่ข้าก็เห็นเขากลับออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง และก็ไม่ได้ยินเสียงต่อสู้อะไรเลย เขาคงจะไม่พบคนที่เขาต้องการน่ะ”

 

เงามืดนั้นอธิบาย

 

ลอเรนซ์มีท่าทีสนใจในขณะที่เขาจ้องมองไปยังเงามืด

 

“โอ้ นั่นนับว่าแปลกมากเลย เอาล่ะ บอกข้าซิ ว่าเขาเข้าไปในห้องของใครกัน?”

 

เมื่อเงามืดนั้นอธิบายตำแหน่งห้องของหานซั่ว ลอเลนซ์ก็ประหลาดใจพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

“งั้นเขาก็อยากจะจัดการไบรอันสินะ ฮะ ๆ ๆ น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ สงสัยข้าจะต้องหาเรื่องไปคุยกับไบรอันสักหน่อยแล้วล่ะ”

 

 

********************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย